ไลฟ์สไตล์
100 year

ซากรถจอดทิ้งเกลื่อนกรุง กฎหมายเข้มเจ้าของจะเสียเงิน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
20 มี.ค. 2564 05:01 น.
SHARE

ดีเดย์ยกระดับนำร่องใช้กฎหมายเข้ม “เจ้าของซากรถยนต์” นำมาจอดทิ้งในพื้นที่สาธารณะเกะกะกีดขวางการจราจร “เกลื่อนถนนเมืองกรุง” กลายเป็นความเดือดร้อนต่อผู้สัญจรที่นับวันยิ่งเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ตาม “นโยบาย กทม.” จัดระเบียบแก้ไขการจราจรติดขัด และลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

ข่าวแนะนำ

อาศัยอำนาจตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 เข้ามาบริหารจัดการซากรถยนต์นี้

สาเหตุหลักก็มาจาก “รถยนต์เพิ่มสูงขึ้นทุกวัน” ตามข้อมูล “กรมขนส่งทางบก” ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ธ.ค.2563 มีรถยนต์จดทะเบียนใหม่ 2.6 ล้านคัน ส่งผลให้รถจดทะเบียนสะสมทั่วประเทศ 41.4 ล้านคัน ในจำนวนนี้มีรถยนต์อายุ 10 ปี จำนวน 13.8 ล้านคัน รถยนต์อายุ 16 ปี มีอยู่ 7.1 ล้านคันและรถยนต์อายุ 20 ปี มีอยู่ 4.3 ล้านคัน

เหตุนี้จึงมีซากรถเก่าถูกทิ้งอยู่มากมาย และมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นในอนาคต ทำให้ต้องมีระบบจัดระเบียบในการช่วยลดปริมาณซากรถยนต์เก่าที่มีการจอดทิ้งไว้ในที่สาธารณะนี้

ปัญหารถถูกจอดทิ้งข้างทางจนบางคันกลายเป็นซากใช้งานไม่ได้ กลายเป็นปัญหากีดขวางการจราจรนี้ สกลธี ภัททิยกุล รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พร้อมกับ “สำนักเทศกิจ” ต่างลงพื้นที่สำรวจซากรถทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ ปรากฏพบซากรถเก่า 866 คัน มีการตรวจสอบผู้ครอบครองรถจากฐานข้อมูลกรมการขนส่งทางบกแล้ว

ดำเนินการแจ้งเจ้าของเคลื่อนย้าย 761 คัน และ กทม.เคลื่อนย้าย 104 คัน ส่วนที่เหลือ 1 คัน คาดว่าน่าจะดำเนินการเสร็จสิ้นเดือน มี.ค.2564 ในเรื่องนี้ “รองฯสกลธี” บอกว่า การจัดระเบียบกำจัดซากรถยนต์จอดทิ้งมีการสำรวจกันในพื้นที่ 50 เขต มาตั้งแต่เดือน ก.ค.63 ในระบบมี 866 คัน เชื่อว่าน่าจะมีมากกว่านี้ไม่ต่ำกว่า 1,000 คัน

เพราะมีบางจุดเจ้าหน้าที่ กทม.ก็ไม่สามารถเข้าถึงได้ สาเหตุจากเป็น “พื้นที่เอกชนส่วนบุคคล หรือพื้นที่ของส่วนราชการอื่น” จำเป็นต้องได้รับความยินยอมจากเจ้าของพื้นที่เป็นผู้แสดงจำนงก่อน

สำนักงานเขตมากที่สุด คือ 1.สำนักงานเขตห้วยขวาง 66 คัน 2.สำนักงานเขตสวนหลวง 60 คัน 3.สำนักงานเขตพระโขนง 59 คัน 4.สำนักงานเขตดอนเมือง 54 คัน และ 5.สำนักงานเขตพระนคร 53 คัน

จริงๆแล้ว...“โครงการกำจัดซากรถจอดทิ้ง” มีจุดเริ่มต้นมาในเดือน มิ.ย.2562 “ผู้ตรวจการแผ่นดินของรัฐสภา” มักได้รับการร้องเรียนจาก “ความเดือดร้อนของประชาชน” ในปัญหาซากรถจอดทิ้งอยู่ตามสถานที่สาธารณะกีดขวางการจราจร ทั้งยังเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัย และยังเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคอีกด้วยซ้ำ

ดังนั้น “ผู้ตรวจการฯ” มีหนังสือมายัง “กทม.” แต่เรื่องนี้มีหน่วยงานเกี่ยวข้อง 2 ส่วน คือ “กทม.” ในฐานะผู้เป็นเจ้าของพื้นที่อาศัยอำนาจหน้าที่ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 และ “ตำรวจ” ผู้บังคับใช้ผิดกฎหมาย ตาม พ.ร.บ.จราจรทางบก 2522 เข้ามาบริหารดำเนินการจัดการ

ก่อนหน้านี้สาเหตุที่ กทม. ไม่ดำเนินการอย่างจริงจัง เพราะติดเงื่อนไข “เอ็มโอยู” ที่เคยทำไว้ระหว่าง “กทม. และตำรวจ” คือ “ตำรวจ” ดูแลรับผิดชอบบนพื้นผิวการจราจร ส่วน “กทม.” รับผิดชอบบนทางเท้า แต่ความจริงแล้ว “เส้นแบ่งนี้” ทั้ง 2 หน่วยงานสามารถบังคับใช้กฎหมายได้ทุกกรณีทั้งบนทางเท้าและผิวถนนด้วยซ้ำ

แต่เพื่อไม่ให้เกิดความสับสนของประชาชน และเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติ จำเป็นต้องมีการแบ่งเขตอำนาจความรับผิดชอบให้มีความชัดเจน ในการง่ายต่อการทำงานของ 2 หน่วยงานนี้เท่านั้น

เมื่อเป็นเช่นนี้...“กทม.ไม่ใช่หน่วยงานดูแลเคลื่อนย้ายรถโดยตรง” ทำให้เกิดปัญหาอุปสรรคค่อนข้างมาก โดยเฉพาะ “อุปกรณ์ไม่เพียงพอ” เช่น รถยกที่มีไม่ประจำ และต้องประสานใช้รถยกจากกองโรงงานช่างกล และสำนักสิ่งแวดล้อม 2 คัน สับเปลี่ยนหมุนเวียนใช้เป็นการชั่วคราว ส่งผลให้การดำเนินงานไม่สะดวกล่าช้าตามมา...

อนาคตต้องจัดสรรงบประมาณจัดซื้อรถยก รถลาก และอุปกรณ์ไว้ประจำให้เพียงพอต่อภารกิจนี้

อีกทั้งกรณีแจ้งเจ้าของรถมาเคลื่อนย้ายออกไป แต่หากไม่มีผู้แสดงตัว “กทม.ต้องยกนำซากรถ” ออกไปเตรียมดำเนินการตามกระบวนการกฎหมาย ที่อาจต้องใช้เวลากว่า 1 ปี ดังนั้น “ซากรถนี้ก็เป็นเสมือนของกลาง” ต้องเก็บรักษาดูแลอย่างดีจนกว่าคดีจะถึงที่สุด ทำให้ต้องมี “สถานที่จัดเก็บกว้างใหญ่” มากเพียงพอด้วย

ปัญหามีอยู่ว่า “ตอนนี้ไม่มีสถานที่กว้างใหญ่พอต่อการจัดเก็บซากรถ” โดยเฉพาะพื้นที่ชั้นใน กทม.ที่ไม่ต้องพูดถึงเลยด้วยซ้ำ เหตุนี้เมื่อ 10 ปีก่อน ก็เคยมีโครงการลักษณะนี้ที่ต้องระงับไปไม่ประสบความสำเร็จ เพราะไม่มีพื้นที่จัดเก็บนั่นเอง เบื้องต้น กทม.อนุมัติที่ดินแล้ว 2 แปลง แปลงแรกตั้งอยู่เขตประเวศ 2 ไร่แล้ว

ขณะนี้อยู่ระหว่างของบปรับหน้าดิน ล้อมรั้ว และติดตั้งกล้องวงจรปิด ส่วนอีกแปลงตั้งอยู่เขตหนองแขม 3 ไร่ อยู่ระหว่างเร่งปรับหน้าดิน ล้อมรั้วชั่วคราวไปก่อน สามารถจัดเก็บได้ราว 200 คัน

ประเด็น...“ขั้นตอนการจัดเก็บซากรถ” ตามนิยามมาตรา 4 พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ ระบุว่า รถยนต์ รถจักรยานยนต์ เครื่องจักรกลหรือล้อเลื่อน ยานพาหนะอื่นๆ เสื่อมสภาพจนไม่อาจใช้การได้ โดยไม่ได้กำหนดเป็นจำนวนปี ถ้าสังเกตด้วยตา “ระดับสภาพความเก่า ผุพัง และเครื่องยนต์ใช้งานไม่ได้” ก็ถือว่าเป็นซากรถเช่นกัน

ก่อนตรวจสอบติดตามเจ้าของรถ หรือผู้ครอบครองรถ ตามฐานข้อมูลกรมการขนส่งทางบกแล้วควบคู่กับติดประกาศ 15 วัน ส่วนใหญ่แล้ว “เจ้าของรถ” มักเข้ามาดำเนินการย้ายซากรถเองตลอด

เพราะเกรงกลัวว่า “เรื่องกลายเป็นคดีความ” ต้องถูกปรับดำเนินการตามกฎหมาย แต่กรณี “ไม่พบเจ้าของ” ต้องประสาน “ตำรวจ” ตรวจสอบรถนี้เกี่ยวข้องคดีใดหรือไม่ และดำเนินการเคลื่อนย้ายไปจัดเก็บรักษาไว้ในสถานที่จัดไว้ในระหว่างนี้ “เจ้าของมาติดต่อ” ก็ต้องเปรียบเทียบปรับตามระเบียบข้อบังคับต่อไป

ย้ำว่า...“ถ้าไม่มีเจ้าของมาติดต่อในระยะเวลาพอสมควร” จำเป็นต้องรวบรวมพยานหลักฐานร้องทุกข์กล่าวโทษต่อพนักงานสอบสวนสถานีตำรวจนครบาลในพื้นที่ “ฟ้องเป็นคดี” เพื่อขายทอดตลาดซากรถยนต์ใช้เวลาทั้งหมดประมาณ 1 ปี ปัจจุบันมี “ซากรถ” เตรียมฟ้องดำเนินคดีประมาณ 100 กว่าคัน

ยอมรับว่า “นับวันจำนวนรถยนต์ยิ่งเพิ่มขึ้น” ด้วยเหตุข้อจำกัดในเรื่องระบบขนส่งมวลชนที่มีไม่ครอบคลุมทั่วทุกพื้นที่กรุงเทพฯ ทำให้ประชาชนหันมาใช้รถส่วนตัวมากขึ้น เรื่องนี้ “รัฐบาล และ กทม.” ก็พยายามแก้ไขเร่งด่วนอยู่แล้ว คาดว่าใน 2-3 ปีข้างหน้านี้ “รถไฟฟ้า” จะเชื่อมทุกคู่สายเดินทางสะดวกยิ่งกว่าเดิมแน่นอน

ย้อนกลับมา...“การดำเนินการตามกฎหมายเกี่ยวกับซากรถทิ้ง” อาศัย พ.ร.บ.รักษาความสะอาดและความเป็นระเบียบเรียบร้อยของบ้านเมือง พ.ศ.2535 มาตรา 18 ห้ามมิให้ผู้ใดทิ้ง วาง หรือกองซากยานยนต์บนถนนหรือสถานสาธารณะ ประกอบมาตรา 56 ผู้ฝ่าฝืนต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 5,000 บาท

พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ.2535 มาตรา 74 ผู้ใดไม่ปฏิบัติตามคำสั่งของเจ้าพนักงานท้องถิ่นต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 เดือน หรือปรับไม่เกิน 2 พันบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ ที่มีกฎหมายเกี่ยวข้องอื่นด้วย

“ตอนนี้มีซากรถหลงเหลือดำเนินการในเขตยานนาวา 1 คัน น่าจะจัดเก็บเสร็จสิ้นกลางเดือน มี.ค.2564 แต่การเคลื่อนย้ายนี้ กทม.ทำได้เฉพาะพื้นที่สาธารณะเท่านั้น ในทางกลับกัน “ประชาชน” คงแจ้งเบาะแสเข้ามาอยู่ 50 คัน ที่เป็นพื้นที่เอกชนส่วนบุคคล ทำให้เข้าไปดำเนินการไม่ได้ ยกเว้นเจ้าของพื้นที่ยินยอมก่อน” รองฯสกลธี ว่า

สิ่งสำคัญ...“ประชาชนแจ้งเบาะแส” ในการช่วยกันแก้ไขปัญหานี้อย่างมาก ทั้งนี้ กทม.ก็เปิดช่องให้ผู้ร่วมแจ้งรับเงินสินบนรางวัลนำจับครึ่งหนึ่งของค่าปรับด้วย ตาม พ.ร.บ.รักษาความสะอาดฯ มาตรา 48 วรรค 3 แต่ว่า “การแจ้งเบาะแส” ไม่ใช่แจ้งแล้วต้องได้ “รับเงินนำจับทันที” เพราะต้องผ่านขั้นตอนสิ้นสุดการดำเนินคดีเสียก่อน

นั่นก็คือ ต้องมีการฟ้องคดี หรือนำซากรถขายทอดตลาดเสร็จสิ้นไปแล้ว เมื่อได้เงินมา กทม.ก็ประสานผู้แจ้งเบาะแสมารับเงินนั้น ตราบใด “ไม่ได้ปรับหรือยังไม่ขายซากรถ” ก็ให้รางวัลผู้แจ้งไม่ได้เช่นกัน

โครงการนี้ทำกันมาตั้งแต่ปี 2562 คงดำเนินการต่อเนื่องจนกว่าจะไม่มีซากจอดอยู่บนถนนสาธารณะในพื้นที่กรุงเทพฯ เพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ในความปลอดภัยต่อชีวิต และทรัพย์สินของประชาชนร่วมกัน

ดังนี้แล้ว “เจ้าของรถยนต์เก่า” มีโอกาสขายได้ก็ต้องเร่งขายไป “อย่าเสียเวลา” ถ้านำมาจอดทิ้งไว้ “กีดขวางการจราจร” จะกลายเป็น “ความผิด” กลับมีโทษถูกปรับเสียเงินเสียทองแทนได้...

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ซากรถกฎหมายสกลธี ภัททิยกุลจัดระเบียบซากรถยนต์กรมขนส่งทางบกสกู๊ปหน้า1ข่าวทั่วไป

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 23 มิถุนายน 2564 เวลา 11:39 น.