หากจำได้ไวรัสโควิด-19 ระลอกแรกระบาดตั้งแต่ปลายปี 2562 จุดแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสอยู่ที่เมืองอู่ฮั่น สาธารณรัฐประชาชนจีน ก่อนเชื้อแพร่ระบาดกระจายอย่างรวดเร็วไปหลายประเทศทั่วโลก ไม่น่าเชื่อมีจำนวนผู้ติดเชื้อกว่า 82 ล้านคน ผู้เสียชีวิต 1.79 ล้านคน กว่าจะได้ยารักษาหรือวัคซีนป้องกัน คงต้องรอกันอีกพักใหญ่ยังดีรัฐบาลไทยไหวตัวทันรีบ “ล็อกดาวน์” ปิดประเทศก่อน แรกๆถูกด่าว่าทำเศรษฐกิจประเทศไทยพัง สุดท้ายมีเสียงชื่นชมไปทั่วโลก เป็นประเทศลำดับต้นๆ ที่แก้ปัญหาการแพร่ระบาดโควิด-19 ได้ดี มีผู้ติดเชื้อหลักพัน คนเสียชีวิตหลักสิบ ต่างจากหลายประเทศ เศรษฐกิจจะพังต้องทำใจ ยังไงชีวิตคนไทยสำคัญกว่า เบื้องหลังความสำเร็จไม่ได้มีแค่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ผู้นำรัฐบาลเพียงคนเดียว ยังมีอีกหลายภาคส่วนที่เหน็ดเหนื่อยแรมปี ต่อสู้กับไวรัสร้ายนี้ คงต้องยกความทุ่มเทเสียสละให้กับหมอและบุคลากรทางการแพทย์หรือสาธารณสุข หากไม่เสี่ยงติดโรคเข้ามาดูแลรักษาผู้ป่วย คงไม่มีใครทำหน้าที่อีกหน่วยงานที่เหมือนปิดทองหลังพระ เพราะไม่ได้มีเวทีให้เสนอข้อมูลข่าวสารมากนักคือ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองที่มี พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. และ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. และ พล.ต.ท.ภัคพงศ์ พงษ์เภตรา ผบช.น. เป็นผู้รับผิดชอบหลักสตม. ถือเป็นประตูสำคัญที่รับผิดชอบคนเข้า-ออกประเทศ มีหน้าที่ในการตรวจสอบและเก็บรวบรวมข้อมูลบุคคลทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ ใครที่เดินทางมาจากประเทศเสี่ยง สตม.มีหน้าที่ปิดล็อกประตูไม่ให้เข้า มาทางไหนกลับทางนั้น จะเอาเชื้อมาให้คนในบ้านไม่ได้ ผบช.สตม.สั่งตั้งวอร์รูมตั้งแต่โควิด-19 ระบาดใหม่ๆ ประชุมติดตามสถานการณ์ทุกวัน ตั้งแต่ยังไม่ตั้งศูนย์บริหารสถานการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 หรือ ศบค. พล.ต.ท.สมพงษ์ สั่งเจ้าหน้าที่ตรวจคนเข้าเมืองทุกจังหวัดนำกำลังสนับสนุนหน่วยงานสาธารณสุข ตรวจเชิงรุกชาวต่างชาติที่มาจากประเทศเสี่ยง จีน อิตาลี ไต้หวัน ฮ่องกง ช่วงแรกที่ยังไม่ปิดประเทศ ยังมีชาวต่างชาติที่มาจากประเทศเสี่ยงอยู่จำนวนมากตม.ออกตรวจทุกวันระดมกำลังไม่มีวันพัก ไม่ปล่อยให้หมอพยาบาลทำงานตามลำพังติดตามผลการ Self Quarantine ถึงบ้านร่วมกับสาธารณสุขและอำเภอ ทำให้ผู้ที่กักตัวไม่กล้าออกไปไหนเพราะเกรงเจ้าหน้าที่สุ่มตรวจ ก่อนมีคำสั่ง “ล็อกดาวน์ประเทศ” ผู้ที่มาจากต่างประเทศเข้า State Quarantineหากจะเปรียบ สตม.ไม่ต่างกับ “ฝายทดน้ำ ก่อนที่เขื่อนจะสร้างเสร็จ”เหมือนว่าคนไทยจะลืมชื่อโควิด-19 ชั่วขณะเพราะมั่นใจรัฐบาลเอาอยู่แน่ เศรษฐกิจเริ่มดีขึ้น รัฐบาลเร่งผลิตโครงการกระตุ้นเศรษฐกิจให้คนมาจับจ่ายใช้สอย ทั้งโครงการ “เราเที่ยวด้วยกัน” โครงการ “คนละครึ่ง”ขณะที่ทุกอย่างกำลังเดินไปได้ เศรษฐกิจกลับชะงักลงอีกครั้ง หลังพบมีแรงงานชาวเมียนมาติดโควิด-19 ในตลาดกลางกุ้ง จ.สมุทรสาคร ทั้งแรงงานที่ถูกต้องและเข้าเมืองมาผิดกฎหมายคำถามคือ...คนเหล่านี้เข้ามาได้อย่างไร และเข้ามาทางไหนระเบิดลูกนี้กำลังพุ่งเป้าไปที่ตรวจคนเข้าเมือง เพราะมองดูว่ามีหน้าที่เปิด-ปิดประตูเมือง แต่แรงงานเหล่านี้ไม่ได้เข้าทางประตูเมือง แต่เป็นช่องทางธรรมชาติตามแนวชายแดน ซึ่งมีอาณาเขตยาวถึง 5,647 กม. เฉพาะที่ติดกับประเทศเมียนมาปาเข้าไป 2,401 กิโลเมตร ครอบคลุมพื้นที่ 10 จังหวัด ถามว่าจะป้องกันได้อย่างไรเจ้าหน้าที่รับผิดชอบทั้งทหาร ตำรวจ ตชด. ตำรวจพื้นที่ดูจากกำลังพลแล้วนึกไม่ออกว่า จะเอากำลังที่ไหนไปเฝ้า 24 ชั่วโมงในดีมีเสียในเสียมีดี ผ้าขาวมีจุดดำจุดเดียวคนไม่อยากใส่ เรื่องนี้ถ้าเจ้าหน้าที่ไม่ขยิบตารู้เห็น เป็นใจ ขบวนการขนแรงงานต่างด้าวไม่กล้าทำกันเป็นล่ำเป็นสันแบบนี้ แต่จะไปโทษข้าราชการดีๆ ทั้งหมดคงไม่เป็นธรรมเพราะคนที่ต้องรับผิดชอบไม่แพ้กันคือนายจ้าง ผู้ประกอบการ ถ้ารับผิดชอบต่อสังคมมากกว่านี้ คงไม่รับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายมาทำงาน เห็นค่าแรงถูก ไม่เสียค่าต่อวีซ่า เสียค่าธรรมเนียมใบอนุญาตทำงานความมักง่ายเพราะประโยชน์ส่วนตน ส่งผลกระทบร้ายแรงเกินกว่าประเทศชาติจะรับไหวโชคดีรัฐบาลมีนโยบายผ่อนผันแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายให้อยู่ได้ชั่วคราวไปก่อน ตอนนี้มาเน้นสาธารณสุขนำหน้า ปล่อยต่างด้าวและนายจ้างที่มักง่ายลอยนวลไปชั่วคราว หมดเรื่องโควิด-19 ค่อยมาเก็บกวาดกันฝาก พล.ต.อ.ดำรงศักดิ์ กิตติประภัสร์ รอง ผบ.ตร. หัวหน้าคณะทำงานสืบสวนปราบปรามเครือข่ายการกระทำความผิดเกี่ยวกับคนต่างด้าวที่หลบหนีเข้าเมืองโดยผิดกฎหมาย และ พล.ต.ท.สมพงษ์ ชิงดวง ผบช.สตม. ช่วยกันสืบค้นหาความจริงมาเปิดเผยให้สังคมรับรู้ขบวนการลักลอบขนแรงงานต่างด้าว ใครอยู่เบื้องหลัง ใครได้ประโยชน์ ใครเป็นตัวการร่วมหรือสนับสนุน ต้องเอามาเปิดโปงให้หมด...อย่าปล่อยให้สังคมเคลือบแคลงใจ.ทีมข่าวอาชญากรรม