ประเทศไทยในปี 2568 “รัฐบาล” ผลักดันให้เป็นปีแห่งการท่องเที่ยวไทยภายใต้นโยบาย IGNITE THAILAND’S TOURISM “เพื่อเป็นศูนย์กลางของภูมิภาค” ในการดึงดูดนักท่องเที่ยวต่างชาติคุณภาพส่งผ่านนโยบายสู่ “การท่องเที่ยว แห่งประเทศไทย” ที่รับไม้ต่อ ตั้งเป้าสร้างรายได้ 3.4 ล้านล้านบาทอันเกิดจากตลาดต่างชาติที่จะเข้ามา 39 ล้านคน สร้างมูลค่า 2.2 ล้านล้านบาท “เน้นส่งเสริมเสน่ห์ไทย และเมืองน่าเที่ยว” ทั้งจะ ดึงคนไทยเที่ยวรายได้จากตลาดในประเทศอยู่ที่ 1.2 ล้านล้านบาท ในแง่เชิงเศรษฐกิจจะขับเคลื่อนรายได้ท่องเที่ยว 7.5% สูงกว่าการเติบโต GDP ประเทศไทยในปี 2568 ถึง 1.7 เท่านับเป็นความท้าทายมาก...ในวันครบรอบ 40 ปี คณะวิทยาการจัดการ มรภ.บ้านสมเด็จเจ้าพระยา จัดปาฐกถาพิเศษต่อยอดอนาคตด้านการท่องเที่ยว โดย มงคล วิมลรัตน์ รองปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา บอกว่าประเทศไทยมีข้อดีคือ “ตั้งอยู่ในใจกลางเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” มีความหลากหลายของเชื้อชาติ ทรัพยากรธรรมชาติ ศิลป วัฒนธรรม “แถมคนไทยมีจิตบริการ” คนทั่วโลกอยากมาสัมผัสวัฒนธรรม จนเติบโตขึ้นทุกปี ทำให้ถูกกำหนดเป็นยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ปัจจุบันใช้แผนพัฒนาการท่องเที่ยวแห่งชาติฉบับที่ 3 (พ.ศ.2566-2570)โดยเฉพาะปี 2562 “นักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเกือบ 40 ล้านคน ติดอันดับ 1 ใน 10 ของโลก” แต่ต้องมาปิดประเทศจากโควิด-19 ตั้งแต่ 1 เม.ย.2563 “นักท่องเที่ยวกลายเป็นศูนย์” มาจน ปี 2564 ก่อเกิดภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์ ทดลองเปิดประเทศรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาโดยไม่ต้องกักตัว ทำให้การท่องเที่ยวดีขึ้นเรื่อยๆ กระทั่งปี 2567 “ตัวเลขต่างชาติกลับคืนมา 96%” คาดว่าสิ้นปี น่าจะอยู่ที่ 34-35 ล้านคน ส่วนปี 2568 “กระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬา” ประกาศเป็นปี Grand Tourism and Sports Year 2025 จัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวตลอดปี ทั้งกระตุ้นมาตรการสนับสนุนสายการบิน โรงแรมที่พัก OTAs และมาตรการวีซ่าปัญหาว่า “พฤติกรรมนักท่องเที่ยวเปลี่ยนไปทางดิจิทัล” ด้วยโครงสร้างประชากรนักท่องเที่ยวเป็นชาว GenY และ GenZ เพิ่มขึ้น ลักษณะการเดินทางบ่อยแต่ระยะสั้นใช้การค้นหาข้อมูลท่องเที่ยวผ่านโทรศัพท์มือถือไม่ว่าจะแนะนำสถานที่ท่องเที่ยว การเดินทาง การบริการ ทำให้คนกลางรูปแบบกรุ๊ปทัวร์อาจถูกตัดออกไปในอนาคตกลายเป็นการเข้าสู่ “ท่องเที่ยวแบบใหม่” นิยมเน้นท่องเที่ยวเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม การท่องเที่ยวเชิงอาหารเชิงสุขภาพ และ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม Digital Nomad ตามรอยภาพยนตร์อย่าง Lost in Thailand “คนจีนกว่า 10 ล้านคน มาตามรอยใน จ.เชียงใหม่” ทั้งยังมีการท่องเที่ยวเชิงกีฬา และการท่องเที่ยวเชิงธุรกิจถัดมา “การท่องเที่ยวทางน้ำ” มีเรือสำราญเข้ามาในน่านน้ำไทย ที่จะเพิ่มขีดความสามารถสนับสนุนการท่องเที่ยวอันเป็นความหลากหลายของการมีจุดหมายปลายทาง “การท่องเที่ยวระดับโลก” ดึงดูดนักท่องเที่ยวทุกระดับ เพิ่มสัดส่วนที่มีคุณภาพสูง และสร้างรายได้ กระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐบาลต่างให้ความสำคัญกับความหลากหลายทางเพศด้วยการปรับโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น ปรับปรุงห้องน้ำให้เหมาะกับกลุ่มความหลากหลายทางเพศตามแหล่งท่องเที่ยวสำคัญตอกย้ำ “ภัยคุกคามการท่องเที่ยว” ก็มีตั้งแต่ภาวะโลกร้อนส่งผลให้อุณหภูมิสูงขึ้น ทำให้กิจกรรมบางอย่างไม่สามารถทำได้เห็นชัดจาก “จ.เชียงใหม่” เคยหนาวเย็น 4 เดือน แต่ปัจจุบันเหลือ 2 สัปดาห์ถึง 1 เดือนเท่านั้นถัดมา “Scamming” จากมิจฉาชีพหลอกลวงบนออนไลน์จนกลายเป็นอุปสรรคต่อการท่องเที่ยวยุคใหม่ที่มักค้นหาข้อมูลการเดินทางบริการผ่านอินเตอร์เน็ต ดังนั้นการทำข้อมูลบนอิเล็กทรอนิกส์ต้องระวังมากขึ้นในยุคนี้ประเด็นคือ “กฎหมายบางอย่างกลับล้าสมัยไม่เอื้อการดำเนินธุรกิจการท่องเที่ยว” จำเป็นต้องปรับปรุงอย่าง พ.ร.บ.โรงแรม พ.ศ. 2547 โรงแรมทั่วประเทศอยู่ในระบบเพียง 10% ส่วนที่เหลือเป็นรายเล็กรายน้อยไม่อยู่ในกฎหมาย “ต้องปรับแก้กฎหมาย” เพื่อให้ผู้ประกอบการอยู่ในระบบ “ภาครัฐ” จะเก็บภาษีได้เต็มเม็ดเต็มหน่วยนอกจากนี้ “สงครามความขัดแย้ง” ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งในยุโรป และตะวันออกกลาง “อันเป็นความเสี่ยงภัยทางด้านภูมิรัฐศาสตร์โลก” ก็ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงกับการเดินทางการท่องเที่ยว ทั่วโลก และอาจเป็นโอกาสให้ต่างชาติมาเที่ยวในอาเซียนมากยิ่งขึ้น “หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง” จึงต้องปรับตัวให้สอดรับเรื่องนี้เพราะปัจจุบัน “เกิดการแย่งชิงนักท่องเที่ยว” นับแต่หลังโควิด-19 ในกลุ่มประเทศอาเซียนแย่งชิงนักท่องเที่ยวต่างชาติกันรุนแรงอย่างสิงคโปร์ เวียดนาม มาเลเซีย ที่ปรับรูปแบบท่องเที่ยวเหมือนไทยหลายประการจนกระแสมาแรง แต่เรากลับเดินออกห่าง จากประเทศเหล่านั้นไปเรื่อยๆ เช่นนี้ประเทศไทย “ต่อยอด FreeVisa 92 ประเทศ” เพื่ออำนวยความสะดวกในการเดินทางเข้ามาท่องเที่ยว ทำงาน อันเป็นการดึงนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาเมืองไทยให้สามารถแข่งขันกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างไรก็ตาม “นักท่องเที่ยวที่เข้ามาในไทย” ต้องได้รับการดูแล ความปลดภัยสูงสุด ถ้าถูกประทุษร้าย หรือเกิดอุบัติเหตุ “รัฐบาล” มีเงินเยียวยาให้ปีนี้ 50 ล้านบาท ตั้งแต่ 1 ม.ค.-31 ส.ค.2567 อนุมัติเยียวยา 10 ราย หรือประมาณ 10 ล้านบาท แต่หากกระทำผิด วัตถุประสงค์ก็จะต้องถูกดำเนินการทางกฎหมายส่งกลับประเทศ“ก่อนรัฐบาลจะให้ Free Visa 92 ประเทศ ได้มีการศึกษาความเสี่ยงความปลอดภัยเข้มงวดแล้ว เมื่อนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามา ก็ต้องถูกตรวจประวัติเชื่อมอินเตอร์โพลเสมอ ถ้าเข้ามาทำผิดกฎหมายจะมีหน่วยงานรัฐคอยตรวจสอบอยู่ตลอด หากกระทำการใดส่งผล ต่อความมั่นคงก็อาจจะพิจารณา Free Visa ต่อไปด้วย” มงคล ว่าย้ำล่าสุด ประเทศไทยได้ปรับยุทธศาสตร์ “เปิดเชื่อมเส้นทางท่องเที่ยวกับประเทศเพื่อนบ้าน” ที่จะเป็นช่องทางให้นักท่องเที่ยวต่างชาติสามารถผ่านเข้ามายังไทยได้ง่ายสะดวก “อันมีจุดหมายปลายทางของนักท่องเที่ยวคุณภาพ” จากจำนวนนักท่องเที่ยวที่เหมาะสมและการใช้จ่ายต่อหัวเพิ่มมากขึ้นเพื่อให้ประเทศไทยได้รับการจัดอันดับเกี่ยวกับการท่องเที่ยวในอันดับโลกที่ดีขึ้น “มีเมืองที่ได้รับรางวัลระดับนานาชาติ” ในการ กระจายประโยชน์อย่างเท่าเทียม และเป็นธรรม “ทุกจังหวัดต้องเป็นเมืองน่าเที่ยวได้ตลอดปี” ที่จะมุ่งเน้นการใส่ใจดูแลสิ่งแวดล้อม และชุมชนไม่เดือดร้อนจากการท่องเที่ยวนั้นนี่คือการเปลี่ยนแปลงการท่องเที่ยวครั้งสำคัญสู่ยุคใหม่“รัฐบาล” คงต้องปรับยุทธศาสตร์ให้สอดรับนักท่องเที่ยวต่างชาติรุ่นใหม่ที่จะ เข้ามาเพื่อให้ไทยยังเป็นประเทศน่ามาเยี่ยมชมที่สุดในโลกต่อไปคลิกอ่านคอลัมน์ “สกู๊ปหน้า 1” เพิ่มเติม