ความขัดแย้งในสำนักงานตำรวจแห่งชาติยังระอุ ไม่ได้สงบอย่างที่คิด “บิ๊กโจ๊ก” ยื่นศาลฟ้อง “รองเต่า” ข้อหาหมิ่นประมาท 2 คดี เผยกรณีคำสั่งให้ออกจากราชการ ยัน รรท.ผบ.ตร.ทำผิด พ.ร.บ.ตำรวจปี 65 พร้อมเดินทางไปฟ้อง “บิ๊กต่าย” และฝ่ายกฎหมาย ตร.กับ ป.ป.ช. ความผิดตาม ม.157 ขู่ถ้านายกฯไม่สั่งการในที่ประชุม ก.ตร.ให้ยกเลิกคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อน จะถูกฟ้องด้วย ด้านบิ๊กต่ายโต้ การพิจารณาให้ออกจากราชการไว้ก่อน ใช้ พ.ร.บ.ตำรวจปี 65 มาเป็นฐาน ใช้ดุลพินิจพิจารณาจากข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมาย ระเบียบ คำสั่ง กฎ ก.ตร.ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบแล้ว เมื่อความตายมาเยือน เราต้องพร้อมที่จะรับความตาย แต่เราอยู่ในพื้นฐานความสุจริตใจและโปร่งใส พร้อมรับทุกสิ่งทุกอย่างความขัดแย้งของบิ๊กสีกากีที่ทำท่าจะสงบ กลับร้อนแรงอีกครั้ง เปิดเผยขึ้นที่ศาลอาญากรุงเทพใต้ เมื่อเวลา 10.30 น.วันที่ 24 มิ.ย. ศาลนัดไต่สวนมูลฟ้องคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล โจทก์อดีตรอง ผบ.ตร. ที่ถูกให้ออกจากราชการ ยื่นฟ้อง พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. จำเลย ความผิดหมิ่นประมาทฯ กรณีให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับเนื้อหาในสำนวนกำนันนกพาดพิงให้เสียหาย ทำให้คนฟังข่าวเข้าใจผิดว่าบิ๊กโจ๊กเป็นคนไม่ดี ถูกดูหมิ่นเกลียดชังทั้งที่เป็นความเท็จ ก่อนพิจารณาทนายจำเลยขอเลื่อนคดี ศาลพิเคราะห์แล้วเห็นว่า ทนายความจำเลยติดว่าความคดีอื่นที่นัดไว้ก่อนแล้ว เพื่อให้โอกาสจำเลยต่อสู้คดีอย่างเต็มที่ ประกอบกับโจทก์และทนายไม่คัดค้าน จึงอนุญาตให้เลื่อนไต่สวนมูลฟ้องเป็นวันที่ 21 ส.ค.เวลา 10.00 น. และกำชับให้คู่ความเตรียมพยานพร้อมสืบในวันนัด ศาลจะไม่อนุญาตให้เลื่อนคดีด้วยเหตุดังกล่าวอีกพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เผยว่า ตนฟ้องไว้ 2 กรรมและวันจันทร์หน้ามีอีก 1 กรรมที่ศาลนัดไต่สวนเช่นกัน ทนายแจ้งว่าทนาย พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ขอเลื่อนไม่มาวันนี้ คาดว่าจะไต่สวนกันนัดหน้า ถามว่า ทำไมถึงเป็นเรื่องจงใจใส่ความหมิ่นประมาทด้วยการโฆษณาคือ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ นำข้อเท็จจริงในสำนวนไปเปิดเผยต่อสื่อและนำไปเผยแพร่ต่อสาธารณะ ในหลักกฎหมายคดีที่เจ้าหน้าที่รัฐกระทำผิดที่ตนถูกกล่าวหา พล.ต.ต.จรูญเกียรติมีหน้าที่แค่รองหัวหน้าพนักงานสอบสวน ต้องทำตามอำนาจ พ.ร.บ. ป.ป.ช. พ.ศ.2561 มาตรา 48 กรณีมีเจ้าหน้าที่รัฐกระทำความผิด พนักงานสอบสวนมีหน้าที่แค่รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นและส่งสำนวนให้ ป.ป.ช. ไม่มีอำนาจให้ข่าวสื่อมวลชนเกี่ยวกับการวินิจฉัยหรือพิพากษาคดี ทำให้สังคมตัดสินตนว่าเป็นผู้กระทำผิดและทุจริตต่อหน้าที่ หรือเรียกรับผลประโยชน์ฐานฟอกเงิน ถือเป็นการใส่ความต่อบุคคลที่ 3 จึงยื่นฟ้องเพื่อเรียกร้องความยุติธรรมให้ตัวเอง“ส่วนคดีของผมและพล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. อยู่ในชั้น ป.ป.ช.ทั้งหมด อยู่ในขั้นตรวจสอบข้อเท็จจริง หากมีมูลจะไต่สวน หากพบความผิดจะแจ้งข้อกล่าวหา หาก ป.ป.ช.ยังไม่ชี้มูลถือว่ายังไม่มีความผิดตามหลักกฎหมายรัฐธรรมนูญปี 60 มาตรา 29 (2) ตราบใดที่ศาลยังไม่มีคำพิพากษาถึงที่สุด ถือว่าผู้นั้นเป็นผู้บริสุทธิ์” บิ๊กโจ๊กกล่าวพล.ต.อ.สุรเชษฐ์ กล่าวต่อว่า ส่วนกรณีคำสั่งให้ตนออกจากราชการโดยมิชอบตามมาตรา 131 พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ ผบ.ตร.สามารถให้ตำรวจออกจากราชการได้ในเงื่อนไข 3 ข้อ 1.ต้องคดีอาญา 2.ถูกตั้งกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง และ 3.ถูกฟ้องคดีอาญา ตนเข้าข่าย 2 เงื่อนไขแรก ตาม พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับเดิม เช่น หากตำรวจไปยิงคนตายและถูกแจ้งข้อหา ผบ.ตร.สามารถสั่งให้ออกจากราชการได้ทันที ถือว่าเป็นการให้ออกโดยชอบด้วยกฎหมาย แต่ พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติฉบับใหม่ต้องตั้งคณะกรรมการสอบสวนก่อน ต้องให้คณะกรรมการสอบสวนมีข้อเสนอแนะนำชี้ว่า มีความผิดหรือไม่ หลังจากนั้น ผบ.ตร.ถึงสามารถเซ็นให้ออกได้“แต่กรณีของผม นายเศรษฐา ทวีสิน นายกรัฐมนตรี ทำหนังสือส่งตัวกลับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ตั้งคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรง จะให้ออกเลยไม่ได้ ต้องรอผลการสอบสวนของคณะกรรมการสอบสวนวินัยร้ายแรงตามมาตรา 120 (4) เพราะฉะนั้นกรรมการสอบสวนที่มี พล.ต.อ.สราวุฒิ การพานิช รอง ผบ.ตร.เป็นหัวหน้าคณะกรรมการต้องมีข้อเสนอแนะว่า เห็นควรให้ออกหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐจึงเซ็นให้ออกได้ ส่วนที่ตั้งกรรมการสอบวันที่ 17 เม.ย. และให้ออกจากราชการวันที่ 18 เม.ย. โดยไม่เรียกผมไปสอบสวนถือเป็นการฟังความข้างเดียว ส่งผลให้กฤษฎีกาลงความเห็นว่าเป็นการให้ออกโดยมิชอบ คำสั่งที่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ยื่นให้นายกฯขึ้นกราบทูลฯ ภายหลังนำเข้ากฤษฎีกาถูกตีกลับมาให้แก้ไขคำสั่งดังกล่าว หากยังประวิงเวลาจะทำหนังสือถึง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ ให้ดำเนินการแก้ไขหรือเพิกถอนให้ถูกต้อง หากยังประวิงเวลาจะยื่นฟ้อง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สัปดาห์หน้า” บิ๊กโจ๊กกล่าวพล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวอีกว่า ส่วนกรณีกูรูท่านหนึ่งออกมาให้ความเห็นกับ รรท.ผบ.ตร.และผบ.ตร.ว่า ไม่ต้องเชื่อคำวินิจฉัยกฤษฎีกา ถือเป็นการโน้มน้าว ระวังจะเข้าข่ายเป็นผู้สนับสนุนให้ผู้อื่นกระทำความผิด นอกจากนี้ กรณีนายกฯส่งเรื่องกลับไปที่อนุ ก.ตร. โดยอนุ ก.ตร.มีความเห็นว่าออกโดยชอบ อนุ ก.ตร.มีหน้าที่แค่วินิจฉัยได้เฉพาะว่า ผบ.ตร.มีอำนาจหรือไม่ ไม่มีอำนาจเรื่องอุทธรณ์ร้องทุกข์ รวมถึงไม่มีอำนาจวินิจฉัยว่าชอบธรรมหรือไม่คณะกรรมการพิทักษ์คุณธรรมฯถึงมีอำนาจในการไต่สวนให้ตนและพล.ต.อ.กิตติ์รัฐเข้าไปชี้แจง แต่อนุ ก.ตร.ฟังความข้างเดียวไม่เรียกตนไปไต่สวน ตนร่างหนังสือถึงนายกฯไว้เมื่อวันที่ 19 มิ.ย. เพื่อให้นำเข้าพิจารณาในที่ประชุม ก.ตร.ให้ถอนคำสั่ง ที่นายกฯเป็นทั้งประธานและเป็นผู้มีอำนาจสั่งการ ผบ.ตร. เมื่อทราบว่าคำสั่งไม่สมบูรณ์ ผบ.ตร.ปฏิบัติไม่ถูกต้อง นายกฯต้องมีคำสั่งให้เพิกถอน หากนายกฯละเลย เพิกเฉย จะดำเนินคดีข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบด้วยถามว่ากฤษฎีกาไม่มีผลต่อกฎหมายใช่หรือไม่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์กล่าวว่า แน่นอนว่าไม่มีผลต่อกฎหมาย แต่เป็นกฎหมายของรัฐบาลและศาลยังต้องรับฟัง องค์คณะกฤษฎีกามีทั้งอดีตประธานศาลฎีกา อดีตเลขาฯกฤษฎีกา และปลัดกระทรวงยุติธรรม คำวินิจฉัยของกฤษฎีกา 10 ต่อ 0 ถือเป็นที่สิ้นสุด ถามว่าจะกลับมาเป็นตำรวจอีกเมื่อไหร่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ตอบว่า ไม่รู้ ยังตอบไม่ได้ จะกลับหรือไม่ต้องว่าตามกฎหมาย วันนี้พยายามชี้ให้เห็นว่า เรากำลังยึดหลักกฎหมาย ถ้าตนยังให้ความยุติธรรมตัวเองไม่ได้จะไปให้ความยุติธรรมกับตำรวจและประชาชนได้อย่างไร จะมี พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติไว้ทำไม หากกลับไปดำรงตำแหน่งต้องดูว่าตำรวจที่ถูกออกจากราชการ 70-80 คนถูกต้องหรือไม่ หากไม่ถูกต้องจะนำทั้งหมดกลับ นิสัยตนเป็นคนชอบต่อสู้ตามกระบวนการ เวลา 11.00 น. จะไปสำนักงาน ป.ป.ช. ยื่นฟ้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ ผู้บัญชาการกองกฎหมาย และผู้การกองวินัย ข้อหาละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบที่กองบังคับการป้องกันปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ (บก.ปปป.) วันเดียวกัน พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก.กล่าวถึงกรณีถูก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ฟ้องร้องหมิ่นประมาทว่า เราเป็นเจ้าหน้าที่ ทำงานตามพยานหลักฐานข้อเท็จจริง ไม่ได้รังแกใคร ส่วนใครจะฟ้องเป็นเรื่องของเขา ไม่ได้สนใจ รู้เพียงแค่ว่าเราทำงานเพื่อประชาชน เป็นตำรวจอาชีพ ไม่ได้เป็นเจ้าหน้าที่ที่ประพฤติตัวไม่ดีทุจริต สิ่งที่ทำอยู่เพื่อองค์กร ยืนยันว่าไม่กังวล เป็นเรื่องปกติที่ผู้ต้องหาจะฟ้อง ไม่ซีเรียส หากถามว่ากังวลหรือไม่ที่มีกระแสข่าวว่า เขากลับมารับตำแหน่ง ยังยืนยันคำเดิมว่าไม่กังวล เราทำตามหน้าที่ดีที่สุดแล้วและจะทำเช่นนี้ต่อไปผู้สื่อข่าวถามว่า หลัง พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร.กลับมามีโอกาสเข้าไปพูดคุยหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติตอบว่า ยังไม่ได้เข้าไปพูดคุยกัน อย่างที่เคยบอกว่าการทำงานของตนไม่เคยรับออเดอร์จากใคร ทำตามหน้าที่ ทำเพื่อองค์กร ใครใช้ให้ทำอะไรที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ตนไม่ทำอยู่แล้วส่วนความเคลื่อนไหวของ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ รอง ผบ.ตร.ผู้ออกคำสั่งให้บิ๊กโจ๊กออกจากราชการ ที่กองบัญชาการกองทัพอากาศ (บก.ทอ.) พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ รอง ผบ.ตร.ได้รับคำสั่งจาก พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุขวิมล ผบ.ตร. ให้มาประชุมผู้นำเหล่าทัพแทนกล่าวถึงกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล ฟ้อง ป.ป.ช.กรณีใช้อำนาจหน้าที่มิชอบ เซ็นคำสั่งให้ออกจากราชการไว้ก่อนว่า เพิ่งทราบจากสื่อ ถือเป็นสิทธิของ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ขณะนี้ตนปฏิบัติหน้าที่ตำแหน่ง รอง ผบ.ตร. แต่ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปใช้สิทธิอุทธรณ์ต่อคณะกรรมการพิทักษ์ระบบคุณธรรมแล้ว จากนี้รอผลการพิจารณาถามว่า มองว่าคำสั่งดังกล่าวขัด พ.ร.บ.ตำรวจปัจจุบัน พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า มีนักกฎหมายออกมาแสดงความคิดเห็นตีความมุมมองแตกต่างกันไป ตนรับฟัง พวกเราคงได้ยินได้ฟังเรื่องที่ว่า สิ่งนั้นมิชอบ สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง แต่มีคนใดพิจารณาถึงข้อเท็จจริงบ้างหรือไม่ เรากำลังคิดว่าคำสั่งนี้ไม่ถูกต้อง ขัดกฎหมาย ตรงนี้ใช้กฎหมายเก่า แต่อย่าลืมว่า พ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติเกิดปี 2565 และตนดำเนินการตาม พ.ร.บ.ที่เกี่ยวข้อง การนำกฎหมายปี 65 มาใช้ ถือว่าเป็นฐาน แต่ในข้อเท็จจริงมีใครหยิบเรื่องพฤติกรรมความร้ายแรงแห่งคดี ประกอบข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายถามว่าสำนักงานกฤษฎีกาให้ความเห็นมาแล้วว่า คำสั่งให้ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ออกจากราชการไว้ก่อนไม่ถูกต้อง พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า ตนไม่มีความเห็นเรื่องกฤษฎีกา กฤษฎีกาเป็นที่ปรึกษาด้านกฎหมายของนายกรัฐมนตรี ถือเป็นหน่วยงานหนึ่งที่ขึ้นตรงต่อนายกฯเช่นกัน ความเห็นใดที่เป็นข้อผูกพันทางกฎหมายทุกหน่วยย่อมถือปฏิบัติ แต่ข้อสังเกตเราก็รับไว้ แต่ต้องมาดูว่าสามารถทำได้หรือไม่ถามย้ำว่าช่วงเป็นรักษาการ ผบ.ตร.เชื่อว่าคำสั่งที่เซ็นไปถูกต้องครบถ้วนแล้วใช่หรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า ครับ ถือเป็นช่วงจังหวะที่มารักษาการ เป็นเรื่องที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติใช้ดุลพินิจพิจารณาจากข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมาย ประกอบระเบียบ คำสั่ง กฎ ก.ตร.ที่เกี่ยวข้องอย่างรอบคอบแล้ว ตนจึงบอกว่าขอให้ดูข้อเท็จจริง อย่ามุมมองเพียงแค่ว่าอันนี้ผิดหรือไม่ผิด สำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องพิจารณาจากข้อมูลหลักฐาน จะพิจารณาได้ว่าคำสั่งนี้ถูกต้องหรือไม่ อยู่ที่องค์กรอิสระและคณะกรรมการต่างๆที่เกี่ยวข้องถามว่ากรณีนายวิษณุ เครืองาม ที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีระบุว่า ให้มาปฏิบัติหน้าที่ในสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แต่ตัวท่านกลับถูกฟ้อง คิดว่าสถานการณ์ภายในของตำรวจจะสงบหรือไม่ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐกล่าวว่า ขณะที่ปฏิบัติหน้าที่รักษาการ มีหน้าที่รับคำสั่งมาทำงานก็ทำงานไป ทุกวันนี้ก็ทำงานอยู่ ตอนนี้เป็นรอง ผบ.ตร.รับหน้าที่ดูแลป้องกันและปราบปราม เห็นว่าตำรวจร่วมมือร่วมแรงกันทำงาน ส่วนเรื่องที่เกิดขึ้นย่อมมีการวิพากษ์วิจารณ์ ถือเป็นเรื่องปกติ นายวิษณุออกมาแถลงว่า มีความขัดแย้งภายในตำรวจจริง เมื่อ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ กลับมาไม่ได้ปรากฏเรื่องต้องขัดแย้ง ถึงแม้ว่าจะมี รอง ผบ.ตร.ท่านใดกลับมา เป็นเรื่องที่ต้องให้เกิดความชัดเจนเรื่องการกล่าวหาและหลักฐานต่างๆให้เคลียร์ ส่วนใครจะฟ้องร้องก็เป็นสิทธิ ตนก็มีสิทธิแก้ต่างไปถามว่า ที่ระบุว่าทำตามหน้าที่ช่วงรักษาการ แต่ขณะนี้ท่านกำลังจะโดนเช็กบิล พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ กล่าวว่า ตนไม่ได้เคยคิดว่าถูกเช็กบิล บอกแล้วว่าเป็นสิทธิของแต่ละคนจะดำเนินการทั้งทางกฎหมายและวินัยกับตนได้ แต่ตนถือปฏิบัติอยู่บนความสุจริตเป็นที่ตั้ง ทำเพื่อองค์กร ต้องดูเรื่องกฎหมาย ข้อเท็จจริง ระเบียบคำสั่งมาประกอบ ส่วนอะไรจะเกิด พร้อมรับ ถามว่ามั่นใจหรือไม่ว่าจะได้เป็น ผบ.ตร.คนต่อไป พล.ต.อ.กิตติ์รัฐหัวเราะพร้อมตอบว่า “อย่าใช้คำว่ามั่นใจ แม้แต่คิดยังไม่เคย และไม่มีสัญญาใจอะไร ไม่เคยคิดเรื่องนี้ คิดอย่างเดียวว่า รับหน้าที่อะไรก็ทำอย่างนั้น”ถามว่ามีการวิพากษ์วิจารณ์กันว่า เหมือนท่านตายเดี่ยวในรอบนี้ พล.ต.อ.กิตติ์รัฐหัวเราะพร้อมทั้งระบุว่า “ทุกคนเกิดมาก็ต้องตาย ไม่มีใครหลุดพ้นความตาย เป็นธรรมะอย่างหนึ่ง ดังนั้นเมื่อความตายมาเยือนเราต้องพร้อมที่จะรับความตาย แต่เราอยู่ในพื้นฐานความสุจริตใจ และความโปร่งใส ผมปฏิบัติตามหลักนิติธรรมเพื่อองค์กร ดังนั้นก็พร้อมที่จะรับทุกสิ่งทุกอย่าง ผมทราบว่ามีประชุม ก.ตร.และทราบวาระการประชุมแล้ว แต่ขออนุญาตไม่พูดถึง เพราะเป็นเรื่องของการประชุม ส่วนที่ประชุมจะอภิปรายหรือมีความเห็นอย่างไรก็สุดแท้แต่ ก.ตร.แต่ละคนจะพิจารณา”อ่าน "คอลัมน์หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ" ทั้งหมดที่นี่