ผลจากการที่ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี ได้ดำเนินงานวิจัยการผลิตงาในนาระบบอินทรีย์ และเกษตรดีที่เหมาะสม (GAP) ระหว่างปี 2564-2566 ด้วยการใช้เทคโนโลยีของกรมวิชาการเกษตร ประกอบด้วย “พันธุ์งาดำอุบลราชธานี 3” การเตรียมดิน การปลูก การดูแลรักษา การจัดการปุ๋ยเคมีและปุ๋ยอินทรีย์ โดยนำไปทดสอบในพื้นที่จริง ทำให้สามารถจัดการองค์ความรู้เป็นชุดเทคโนโลยีการผลิตงาในสภาพนาที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพ โดยได้ถ่ายทอดสู่กลุ่มเกษตรกรภายใต้กลุ่มวิสาหกิจชุมชนนวัตวิถีเกษตรอินทรีย์ลำเซบก ต.ขามเปี้ย อ.ตระการพืชผล กลุ่มเกษตรกร ต.ท่าเมือง อ.ดอนมดแดง และกลุ่มเกษตรกรชุมชนเก่าขาม อ.น้ำยืน จ.อุบลราชธานี พร้อมกับดำเนินโครงการนำงานวิจัยไปใช้ประโยชน์ในพื้นที่แบบมีส่วนร่วม (MOU) จากหลายภาคส่วนได้แก่ กลุ่มเกษตรกร องค์การบริหารส่วนตำบลเก่าขาม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี และ บริษัท ซิน ออแกนิค อินเตอร์ฟู้ดส์ จำกัด (ผู้ประกอบการ) โดยใช้หลักการตลาดนำการผลิต ส่งผลให้มีตลาดรองรับที่ชัดเจน สามารถพัฒนาผลผลิตและคุณภาพงา ยกระดับราคาผลผลิตแต่ผลผลิตงาในปี 2564 ไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้รับซื้อ ประกอบกับเมล็ดพันธุ์งาคุณภาพดีที่ผลิตโดยภาครัฐมีไม่พอเพียงต่อการขยายพื้นที่ปลูกงา “ดังนั้น ปี 2565 ศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี จึงได้ขยายกลุ่มเกษตรกรและเพิ่มพื้นที่ปลูกโดยต่อยอดเป็นโครงการพัฒนาชุมชนต้นแบบการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์และงา GAP ในสภาพนาเพื่อยกระดับรายได้ให้เกษตรกรอย่างยั่งยืน เพื่อสร้างเกษตรกรที่มีศักยภาพในการผลิตเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์และงา GAP ที่มีคุณภาพไว้ใช้เอง ในพื้นที่ที่มีประสบการณ์ในการปลูกงามาแล้ว โครงการดังกล่าวสามารถสร้างเกษตรกรต้นแบบ 10 ราย ผ่านกระบวนการถ่ายทอดองค์ความรู้จากศูนย์วิจัยพืชไร่อุบลราชธานี สามารถเป็นพี่เลี้ยงให้แก่เกษตรกรในพื้นที่ ทำให้เกิดแปลงผลิตเมล็ดพันธุ์ในชุมชน 20 แปลง พื้นที่ 18.5 ไร่ ได้ผลผลิตเมล็ดพันธุ์งารวม 1,498 กิโลกรัม ผลผลิตเฉลี่ย ไร่ละ 81 กิโลกรัม รวมทั้งผลผลิตงาที่ได้เกษตรกรเก็บไว้ใช้เป็นเมล็ดพันธุ์เพื่อใช้ในฤดูกาลถัดไป 100 กิโลกรัม ที่เหลือนำไปจำหน่ายภาย ในชุมชน ราคากิโลกรัมละ 80 บาท และจำหน่ายผลผลิตให้กับบริษัท กิโลกรัมละ 100 บาท” นายระพีภัทร์ จันทรศรีวงศ์ อธิบดีกรมวิชาการเกษตร เผยว่า เกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจต่อการปลูกงาเป็นพืชหลังนา ถึงแม้ว่าผลผลิตจะไม่สูงมากนัก แต่ราคาที่ได้รับสูงกว่าท้องตลาดถึง 2 เท่าเนื่องจากมีการประกันราคาจากบริษัทและมีตลาดที่แน่นอนในการจำหน่ายผลผลิต โดยเกษตรกรมีรายได้จากเมล็ดพันธุ์งาอินทรีย์ไร่ละ 10,600 บาท งา GAP ไร่ละ 8,080 บาท และเกษตรกรยังมีความต้องการที่จะปลูกงาหลังนาเพื่อเป็นพืชเสริมรายได้ต่อไป.ชาติชาย ศิริพัฒน์