“หมอนิธิพัฒน์” ชี้วิกฤติโควิด-19 ครั้ง ใหม่แทรกระบาดเดิมสะดุดโรคประจำถิ่น ถูกเลื่อน ผู้ป่วยรุนแรงยังเพิ่มช้าๆ ลุ้นช่วงหยุดยาวจะหยุดยั้งระบาดหรือไม่ องค์การอนามัยโลกแนะขันนอตมาตรการคุมระบาด ด้าน “หมอธีระ” ย้ำใส่หน้ากากคือหัวใจสำคัญที่จะช่วยลดความเสี่ยงการติดเชื้อสถานการณ์โควิด-19 ของไทยที่มองดูเผินๆ ว่าการติดเชื้อแผ่วลง แต่ในความจริงเชื้อโควิด-19 ที่ยังมีการแพร่กระจายระบาดอยู่ยังมีความรุนแรงในระดับที่น่ากลัวไม่น้อย โดยเฉพาะสายพันธุ์ย่อย BA.5 ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 13 ก.ค. รศ.นพ.นิธิพัฒน์ เจียรกุล หัวหน้าสาขาวิชาโรคระบบการหายใจและวัณโรค ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล โพสต์เฟซบุ๊กสรุปว่า หลังจากไทยผ่านพ้นการระบาดครั้งใหญ่ ระลอก 5 ช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์จากเชื้อโควิดสายพันธุ์ย่อยโอมิครอน BA.1/BA.2 โดยมีผู้ติดเชื้อรายวันหลักแสน มีผู้ป่วยอาการรุนแรงต้องรับเข้าไว้ใน รพ.สะสมเกิน 2,000 คน ตามด้วยยอดผู้เสียชีวิตวันละกว่า 50 คน ต่อมาสถานการณ์ค่อยๆคลี่คลายควบคู่ไปกับการเปิดประเทศรับคนเดินทางเข้ามามากขึ้น พร้อมผ่อนคลายกิจกรรมในประเทศลงจากเดิม เพื่อฟื้นฟูประเทศจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะงักงันให้เดินหน้าต่อไปได้ รศ.นพ.นิธิพัฒน์ โพสต์ข้อความอีกว่า เดิมคาดการณ์กันว่าเมื่อเข้าสู่เดือน ก.ค.สถานการณ์ระบาดของโควิด-19 จะดีขึ้นตามลำดับและเข้าสู่ช่วงการเปลี่ยนผ่านเป็นโรคประจำถิ่น มีการปรับระบบการควบคุมและการป้องกันการระบาดในชุมชน ระบบการดูแลรักษาในโรงพยาบาลสำหรับผู้ที่มีอาการรุนแรงให้กลับเข้าสู่ระบบการดูแลสุขภาพตามปกติ ใช้กระบวนการทางกฎหมายตาม พ.ร.บ.ควบคุมโรคติดต่อแทนการใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉินสำหรับสถานการณ์โควิดรศ.นพ.นิธิพัฒน์โพสต์อีกว่า แต่เริ่มมีสัญญาณเตือนตั้งแต่ต้นเดือน มิ.ย. จากการระบาดเพิ่มขึ้นของเชื้อโอมิครอนสายพันธุ์ย่อย BA.4/BA.5 ทำให้มีผู้ติดเชื้อรายวันมากขึ้นเป็นหลักหลายหมื่น ช่วงปลายเดือน มิ.ย.จนถึงเดือน ก.ค. ตามมาด้วยผู้ป่วยอาการรุนแรงที่เคยลดลงไปต่ำ 600 กลับค่อยๆเพิ่มจนเข้าใกล้หลัก 800 คน จำนวนผู้เสียชีวิตกลับมาเพิ่มขึ้นช้าๆ ทั้งหมดนี้บ่งถึงว่ากำลังมีวิกฤติครั้งใหม่แทรกซ้อนการระบาดระลอกปัจจุบันที่เกิดจากโอมิครอน อาจถือได้ว่าเป็นการระบาดย่อยในคลื่นของการระบาดเดิม นั่นหมายถึงว่าการเดินหน้าสู่การเปลี่ยนผ่านเป็นโรคประจำถิ่นคงต้องถูกเลื่อนออกไปก่อน อย่างน้อยไม่น่าเร็วกว่าสิ้นเดือน ส.ค. ส่วนการปรับระบบการดูแลรักษาใน รพ.คงเดินหน้าต่อไปได้ เพียงแต่อาจมีข้อติดขัดบ้างในบางพื้นที่ที่มีเตียงจำกัดสำหรับรับผู้ป่วยโควิดใน รพ. หรือในเมืองใหญ่ที่มีประชากรมากและมี รพ.ที่เกี่ยวข้องหลายสังกัด โดยเฉพาะในกรุงเทพมหานครรศ.นพ.นิธิพัฒน์ระบุด้วยว่า ระหว่างที่ฝ่ายนโยบายกลับลำเรื่องการใส่หน้ากากตามความสมัครใจให้เป็นการเน้นย้ำความจำเป็นของการใส่หน้ากากในพื้นที่สาธารณะ โดยเฉพาะในระบบขนส่งมวลชนและในอาคารที่มีระบบระบายอากาศแบบปิด พร้อมเร่งรณรงค์ให้ประชาชนกลุ่มเสี่ยงเข้าฉีดวัคซีนเข็มกระตุ้นเข็มที่หนึ่ง เข็มที่สอง ฝ่ายการแพทย์เร่งเตรียมการเพิ่มจำนวนเตียงโควิดใน รพ.ให้เพียงพอ แม้จะทำได้ลำบาก เนื่องจากได้กลับไปให้บริการผู้ป่วยอื่นที่ไม่ใช่โควิดเต็มรูปแบบแล้ว สิ่งสำคัญที่ประชาชนจะช่วยกันได้ขณะนี้ คือเคร่งครัดการใส่หน้ากากในที่สาธารณะ หลีกเลี่ยงกิจกรรมการรวมกลุ่มคนจำนวนมาก เพื่อประคองสถานการณ์การควบคุมการระบาดของโควิด-19 ให้เข้าสู่การเป็นโรคประจำถิ่นได้เร็วที่สุด ให้ประเทศชาติเดินหน้าฟื้นฟูได้ครบในทุกด้านเพื่อกลับสู่วิถีชีวิตใหม่ของคนไทยแบบห่างไกลโควิดด้าน รศ.นพ.ธีระ วรธนารัตน์ จากคณะแพทย ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊กว่า ล่าสุด ผอ.องค์การอนามัยโลกออกมาเตือนอีกครั้งว่า ขณะนี้การระบาดของโควิด-19 ยังเป็นไปอย่างต่อเนื่อง ยังไม่มีวี่แววว่าจะสิ้นสุด หลายประเทศโดยเฉพาะกลุ่มประเทศพัฒนาแล้วมีการเปิดเสรีการใช้ชีวิต ทำให้ระบาดหนักขึ้น แม้จะมีการฉีดวัคซีนไปมากพอสมควร แต่องค์การอนามัยโลกแนะนำให้แต่ละประเทศพิจารณาขันนอตมาตรการป้องกัน เพื่อควบคุมการระบาด เนื่องจากพบว่ามีจำนวนคนป่วยและเสียชีวิตเพิ่มมากขึ้น รศ.นพ.ธีระระบุอีกว่า หากดูสถานการณ์ของไทยขณะนี้ต้องยอมรับว่ามีข้อจำกัดในการเข้าถึงบริการดูแลรักษา นอกจากนี้ยังมีความแตกต่างเรื่องชนิดของยา ข้อบ่งชี้ การเข้าถึงยาแต่ละชนิดที่ต่างจากประเทศพัฒนาแล้ว ประเด็นหลักที่ทั่วโลกกังวลคือ การติดเชื้อโรคโควิด-19 ไม่ได้เป็นเหมือนหวัดธรรมดา ไม่กระจอก แต่เสี่ยงต่อการป่วยรุนแรง เสียชีวิต และยังเสี่ยงต่อความผิดปกติระยะยาวอย่างลองโควิดได้ หลายประเทศประสบปัญหามีผู้ป่วยลองโควิด จำนวนมาก ทำให้บั่นทอนคุณภาพชีวิต สมรรถนะในการใช้ชีวิตประจำวันและการทำงาน เกิดปัญหาขาดแคลน แรงงานในระบบ รวมถึงเกิดภาระค่าใช้จ่าย ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และประเทศ ผลกระทบข้างต้น ไม่จบอยู่ที่เรื่องเศรษฐกิจ แต่นำไปสู่ภาวะพึ่งพิงที่มากขึ้น เกิดปัญหาสังคมตามมาในระยะยาว การแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจระยะสั้น ด้วยการเปิดเสรีการใช้ชีวิตให้ทำมาหากิน ค้าขาย รวมถึงศึกษาเล่าเรียนได้นั้น เป็นเรื่องจำเป็น แต่การใช้ชีวิตในยุคที่ยังมีโรคระบาดรุนแรงที่ส่งผลกระทบไม่จบแค่ตอนติดเชื้อนั้น เรื่องที่จำเป็นอย่างยิ่งคือการป้องกันควบคุมโรคระหว่างการใช้ชีวิตด้วยมิฉะนั้นผลกระทบระยะยาวที่จะเกิดขึ้นนั้น คงได้ไม่คุ้มเสีย ย้ำอีกครั้งว่าการใส่หน้ากากคือหัวใจสำคัญใช้ให้คุ้นชินเป็นอวัยวะที่ 33 ระหว่างการออกตะลอนนอกบ้าน จะช่วยลดความเสี่ยงลงไปได้มากวันเดียวกัน ศบค.รายงานสถานการณ์โควิด-19 ในไทยประจำวันว่า พบผู้ติดเชื้อใหม่ 2,391 ราย เสียชีวิตเพิ่ม 25 ราย ยอดผู้ติดเชื้อสะสมยืนยัน 4,550,924 ราย หายป่วยสะสม 4,495,935 ราย เสียชีวิตสะสม 30,907 ราย ขณะที่สถานการณ์โลก ผู้ติดเชื้อสะสม 562,846,844 ราย เสียชีวิตสะสม 6,376,711 รายวันเดียวกัน นพ.ธเรศ กรัษนัยรวิวงค์ อธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ได้ร่วมกับ ทพ.อาคม ประดิษฐสุวรรณรองอธิบดี นำทีมเจ้าหน้าที่และพนักงานของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยาไปตรวจสอบการโฆษณาแพ็กเกจรักษาโควิด-19 แบบให้ผู้ป่วยกักตัวที่บ้าน (Home Isolation) ที่ รพ.เอกชนแห่งหนึ่งย่านอ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี ที่มีการโฆษณาในสื่อสังคมออนไลน์แต่ไม่ได้มีการยื่นเรื่องขออนุมัติและไม่ได้รับอนุมัติให้โฆษณาแต่อย่างใด และได้แจ้งข้อหาการกระทำผิดกับผู้เกี่ยวข้องตามมาตรา 38 วรรคหนึ่งของ พ.ร.บ.สถานพยาบาล พ.ศ.2541 และที่แก้ไขเพิ่มเติม มีโทษปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาทและให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท จนกว่าจะระงับการโฆษณาหรือประกาศดังกล่าว รวมทั้งการโฆษณาแพ็กเกจการรักษาด้วยยาฟาวิพิราเวียร์ หรือยาโมลนูพิราเวียร์ ถือเป็นการฝ่าฝืนมาตรา 38 วรรคสองแห่ง พ.ร.บ.ฉบับเดียวกัน ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 1 ปี หรือปรับไม่เกิน 2 หมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับและให้ปรับอีกวันละไม่เกิน 1 หมื่นบาท จนกว่าจะระงับการโฆษณาหรือประกาศดังกล่าว