จากการลงพื้นที่ของ สำนักงานเศรษฐกิจการเกษตรที่ 12 นครสวรรค์ (สศท.12) เพื่อสำรวจและติดตามสถานการณ์การผลิตจิ้งหรีดในพื้นที่ ม.4 ต.เนินปอ อ.สามง่าม จ.พิจิตร ที่มีการรวมกลุ่มแปลงใหญ่เมื่อปี 2561 มีสมาชิก 30 ราย จิ้งหรีด 3 ชนิด จิ้งหรีดพันธุ์ทองดำ, จิ้งหรีดพันธุ์ขาว และจิ้งหรีดพันธุ์ทองแดงเมื่อจำแนกข้อมูลการเลี้ยงแต่ละประเภท พบว่า จิ้งหรีดพันธุ์ทองดำ ใช้เวลาเลี้ยงเฉลี่ยรุ่นละ 45 วัน มีพ่อค้ามารับซื้อถึงฟาร์มในราคา กก.ละ 90 บาท หากทอดและขายในตลาดราคาอยู่ที่ กก.ละ 130 บาท แต่เกษตรกรส่วนใหญ่นิยมนำมาทอด ลาบ คั่ว อบกรอบปรุงรส และทำน้ำพริกส่วน จิ้งหรีดพันธุ์ขาว ใช้เวลาเลี้ยงเฉลี่ยรุ่นละ 60 วัน ขายได้ราคา กก.ละ 70 บาท เป็นพันธุ์ที่ต่างประเทศนิยมบริโภค เพราะสามารถนำมาทำเป็นผลิตภัณฑ์ผงโปรตีนจิ้งหรีดใช้ในการผสมในอาหารประเภทต่างๆ เช่น พาสต้า คุกกี้ เค้ก หรือพิซซ่า เป็นต้น สำหรับ จิ้งหรีดพันธุ์ทองแดง ใช้เวลาเลี้ยงเฉลี่ยรุ่นละ 80 วัน ขายได้ราคา กก.ละ 130 บาท ส่วนใหญ่นิยมนำมาทอด ลาบ คั่วจิ้งหรีดพันธุ์ทองดำเป็นพันธุ์ที่ทางกลุ่มนิยมเลี้ยงมากกว่าพันธุ์อื่น เนื่องจากเป็นพันธุ์ที่ตลาดในประเทศมีความต้องการสูง ระยะเวลาการเลี้ยงสั้น และได้ผลตอบแทนเร็วในระยะเวลา 1 ปี สามารถเลี้ยงจิ้งหรีดได้ถึง 6 รุ่น เลี้ยงในกล่องไม้ขนาด 2.4× 1.2 เมตร มีต้นทุนการเลี้ยงเฉลี่ยกล่องละ 803 บาท ได้ผลผลิตจิ้งหรีดประมาณกล่องละ 20 กก. เกษตรกรมีผลตอบแทนกล่องละ 1,800 บาท...หักต้นทุนแล้วเกษตรกรได้กำไรเฉลี่ยกล่องละ 997 บาทหากคิดเป็นผลตอบแทนทั้งกลุ่มแปลงใหญ่ที่มีการเลี้ยงทั้งหมด 200 กล่อง จะได้กำไรรุ่นละ 199,400 บาท ตลอดทั้งปีเลี้ยง 6 รุ่น จะได้กำไร 1,196,400 บาท นอกจากจะมีรายได้จากการจำหน่ายตัวจิ้งหรีดแล้ว ยังสามารถนำมูลจิ้งหรีดมาทำเป็นปุ๋ยขายในราคากระสอบละ 40 บาท เป็นการเพิ่ม รายได้อีกทางหนึ่งการเลี้ยงจิ้งหรีดในรุ่นต่อไปเกษตรกรสามารถเก็บไข่ไว้ทำพันธุ์เองได้ แต่ควรผสมไข่ระหว่างกล่องเลี้ยงเพื่อป้องกันปัญหาเลือดชิดในจิ้งหรีด แต่อย่างไรก็ตามจิ้งหรีดอ่อนไหวต่อสารเคมีทุกชนิด โดยสถานที่เลี้ยงต้องอยู่ห่างจากการใช้สารเคมี หรือมีแนวป้องกันสารเคมี ที่จะพัดผ่านฟาร์มด้วย.สะ–เล–เต