นางสาวดุจเดือน ศศะนาวิน รองปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เผยถึงการผลิตกาแฟของไทยว่า ในขณะที่สังคมปัจจุบันผู้คนหันมาดื่มกาแฟมากขึ้น ปีนี้คาดการณ์ตลาดในประเทศไทยมีความต้องการใช้เมล็ดกาแฟมากถึง 95,000 ตัน แต่เป็นที่น่าเสียดายเราผลิตได้แค่เพียง 29,307 ตัน แบ่งเป็นกาแฟอาราบิก้า 10,254 ตัน และโรบัสต้า 19,053 ตัน สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเกษตรกรในพื้นที่จังหวัดชุมพร ระนอง ที่เคยเป็นแหล่งปลูกกาแฟมากที่สุดในประเทศ ปัจจุบันพื้นที่ปลูกลดลงไปกว่าครึ่ง เพราะในช่วง 10 ปีก่อน กระแสยางพาราและปาล์มน้ำมันที่ราคารับซื้อสูง และรัฐให้การส่งเสริมสนับสนุนขยายพื้นที่ปลูก ทำให้เกษตรกรทิ้งสวนกาแฟหันไปปลูกยางฯกับปาล์มฯ “ประกอบกับปีที่ผ่านมาเกิดฝนตกหนักในช่วงดอกกาแฟกำลังบานเต็มที่ แมลงไม่สามารถผสมเกสรได้ และน้ำฝนยังทำให้ดอกกาแฟร่วง เลยส่งผลให้มีผลผลิตลดลงไปกว่าครึ่ง แต่เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด ดังนั้น ปี 2562 จึงต้องสั่งนำเข้ากาแฟจากประเทศเพื่อนบ้าน ซึ่งในแถบอาเซียนแหล่งที่มีการผลิตกาแฟมากที่สุดยังคงเป็นเวียดนาม ลาว และไทยอยู่ในอันดับสาม” รองปลัดกระทรวงเกษตรฯ กล่าวอีกว่า เพื่อไม่ให้ การนำเข้ากาแฟดังกล่าวส่งผลกระทบต่อเกษตรกรผู้ปลูกกาแฟไทย คณะทำงานพืชกาแฟ ได้กำหนดช่วงเวลาการนำเข้ากาแฟดิบจากเวียดนาม อินโดนีเซีย ลาว และมาเลเซีย ซึ่งเป็นชนิดแปรรูป อนุญาตให้นำเข้ามาได้ในช่วงเดือนเมษายน-พฤศจิกายน เพราะช่วงดังกล่าวพ้นฤดูการเก็บเกี่ยวกาแฟของไทยไปแล้ว จะทำให้รู้แน่ชัดว่า ผลผลิตในประเทศมีเท่าไร ต้องนำเข้าแค่ไหนจึงจะเพียงพอกับความต้องการและไม่ส่งผลกระทบกับเกษตรกรในบ้านเรา นอกจากนี้ กระทรวงเกษตรฯ และคณะทำงานพืชกาแฟยังได้วางยุทธศาสตร์กาแฟปี 2560-2564 มีเป้าหมายรักษาผลผลิตกาแฟภายใต้การผลิตเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมไม่น้อยกว่าปีละ 30,000 ตัน และเพิ่มผลผลิตให้มากกว่าไร่ละ 250 กก. จากเดิม 150 กก. ในสวนเดี่ยว และมากกว่า 150 กก. ในสวนผสมผสาน จากเดิมที่ได้แค่ไร่ละ 109 กก.ต่อไร่ และส่งเจ้าหน้าที่เข้าไปเป็นพี่เลี้ยงให้กับสวนกาแฟเก่าใน จ.ชุมพร ระนอง ในการฟื้นต้นกาแฟด้วยวิธีทำสาวกาแฟจากต้นเดิมที่มีอยู่ ซึ่งต้องใช้ระยะเวลา 2 ปี ถึงจะสามารถเก็บผลผลิตได้ จะดีกว่าการปลูกกาแฟต้นใหม่ที่ต้องรอเวลา 3-4 ปี ถึงจะมีผลผลิตให้เก็บได้.