ธุรกิจนวดต่างแดนแบบอย่างว่า... สีเทาๆมีนวดแล้วก็แอบพ่วงขายบริการทางเพศ ดูเหมือนว่าจะได้รับความนิยมเฟื่องฟูอยู่ไม่น้อยหรืออย่างไร ด้วยสะท้อนจากความต้องการ “หมอนวด” ที่มีเข้ามาอย่างต่อเนื่อง จนอดคิดไม่ได้ว่า...ความต้องการนั้นมีมากจริงๆ เรียกว่าหามาได้เท่าไหร่ก็รับหมดและ...อาจเป็นไปได้ว่าที่มีเหตุให้ต้องสรรหาบรรดาหมอๆหน้าใหม่ๆอยู่เรื่อยๆเช่นนี้ เพราะจะเอามาทดแทนหน้าเก่าจากรุ่นสู่รุ่นที่หมดอายุ ปลดระวางไปแล้ว? หรือ...แค่ตามล่าหาผู้โชคร้ายประเด็นสำคัญมีอยู่ว่า...การทำงานนวดลักษณะนี้นั้นผิดกฎหมาย แต่ก็น่าจะคุ้มกับทางฝั่งโน้น ไม่อย่างนั้นเจ้าของร้านรวงในต่างแดนคงไม่ยอมลงทุนสร้าง “ห้องลับ” เอาไว้เก็บเด็ก ซ่อนตัวให้พ้นจากสายตาเจ้าหน้าที่บ้านเมืองเขาที่เข้าไปตรวจค้น“ห้องลับ” มีไว้เพื่อใช้ในการหลบเวลา ตม.เข้าไปตรวจเท่านั้น ไม่ใช่ห้องเก็บแบบกักขัง แต่เอาไว้แอบเจ้าหน้าที่เฉพาะกิจเท่านั้นเอง“หมวย” หมอนวดสาวไทยทรงสะบึม วัย 20 ปีกลางๆ เปิดประสบการณ์เล่าให้ฟังอีกว่า เป็นที่รู้กันเลยว่าถ้าเป็นร้านนวดก็จะมีห้องลับที่ว่านี้ ซึ่งด้านหน้าร้านข้างหน้าจะเขียนว่า “Massage” นะ ซึ่งแปลว่านวด...เอาเป็นว่า บรรดา “หมอนวด” สาวๆสวยๆที่จะเดินทางไปทำงานนวดในต่างแดนก็มีทั้งแบบที่สมัครใจ และก็ไม่สมัครใจ (ขายบริการ) แล้วก็มีแบบจำใจทำแบบตกกระไดพลอยโจนก็มีไม่ใช่น้อย“บางคนไปด้วยความตั้งใจจะไปนวดเฉยๆ แต่ครั้งแรกของแต่ละคนจะเป็นอย่างไรกันบ้างก็ไม่รู้...บางคนก็อาจจะโดนหลอกตั้งแต่แรก พอทำไปแล้วก็ไม่เหลืออะไรที่จะเสียแล้วก็คือเป็นผลต่อเนื่อง ก็เลยทำไปแบบบริการเต็มระดับ...ส่วนคนที่ไปแล้วไม่ตั้งใจ แต่มีจิตที่แข็งพอก็ต้านได้ แต่ส่วนใหญ่ไม่น่าจะรอดด้วยโดนคำเกลี้ยกล่อม โดนสังคมบีบ ด้วยความกลัว...ก็อาจจะเลี่ยงได้ยากลำบาก”ประสบการณ์ตรงคำเกลี้ยกล่อมเมื่อไปถึงจุดหมายปลายทาง...ไปถึงร้านนวดแล้ว สิ่งที่เขาพูดถ้าเราเห็นแล้วว่าไม่ตรงตามที่เราคิดไว้ ไม่ได้เหมือนกับที่เคยคุยกับเอเย่นต์ในเมืองไทยก่อนที่จะส่งเราไป คำแรกคือ...“หนูยังไม่ลองเลย หนูเพิ่งไปถึงนะ ไม่ทำดูแล้วจะรู้ไหม? ไม่ถอนทุนคืนหรือ? ลองดูก่อนสิ...ลองดูเนอะ ถอนทุนคืนก่อน เราไปก็เสียเงินเปล่าๆไปถึงนั่นแล้วจะเป็นแบบนี้ พูดกันประมาณนี้”ปัญหาจะเกิดทันทีกับคนที่ตั้งใจไป “นวด” เฉยๆ แล้วก็เป็นการลงทุนแบบหมดหน้าตัก ซ้ำร้ายกู้หนี้ยืมสินมาเพื่อหวังน้ำบ่อหน้าถ้ากลับเลยก็ไม่รู้จะทำอย่างไรสูญเงินแน่นอน แล้วอีกอย่างเงินก็ไม่มีถ้าจะกลับจะหาเงินค่าตั๋วเครื่องบินกลับยังไง มันเคว้งคว้างไปหมด ยิ่งอยู่ต่างแดนไม่ใช่บ้านเกิดเมืองนอนก็ยิ่งสับสนหาทางออกยากแล้วมีเงินติดตัวไปแค่ 3,000 บาทคิดเป็นเงินไทย...ซึ่งเงินจำนวนนี้เอเย่นต์จะบอกให้แลกเป็นเงินเกาหลีเอาไว้ใช้ บอกแค่ว่า...แลกไว้เท่านี้ก็พอแล้วลองคิดตามนะคะ...คนที่ไปลำพังเสียค่าตั๋วเครื่องบินก็เยอะแล้ว เงินแลกมาก็แค่ติดกระเป๋า แต่เวลา ตม.เกาหลีถามทำไมมีเงินติดตัวมาแค่นี้ ก็จะถูกสั่งเตรียมมาให้ตอบไปว่า...มีบัตรวีซ่าหลายใบ นั่นแปลว่าคุณมีเงิน แต่ไม่มีใครรู้หรอกว่าวีซ่าที่ได้มานั้น แค่บัตรเอทีเอ็มก็ทำได้แล้วอีกเหตุการณ์หนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้กับน้องเพื่อนสนิท คือ... น้องคนนี้ตัดสินใจตกลงกับเอเย่นต์ว่าจะไปทำงานนวดที่มัลดีฟส์ ย้ำกันหนักแน่นและชัดเจนว่าจะไป “นวดแผนโบราณ”...ตกลงกันว่าต้องเสียค่าไปคนละ 35,000 บาท แต่พอถึงเวลาอีกสองสามวันจะออกตั๋ว จะต้องรู้เที่ยวบินแล้วปรากฏว่า...ติดขัดไปไม่ได้เหตุผลจากเอเย่นต์ไทยอ้างว่า...คนประสานงานทางมัลดีฟส์แจ้งมาว่าไปยังไม่ได้ ทางโน้น ตม.ลง“น้องก็เลยไปไม่ได้...เขาก็เกลี้ยกล่อมเด็กโดยการที่ให้เพื่อนที่สนิทกับเด็กไปบอกกับเด็กคนนี้อีกทีว่าควรจะไปที่อื่นก่อน ดีกว่าเสียเวลาอยู่เฉยๆให้ไปก่อนแล้วค่อยมามัลดีฟส์”สุดท้ายแล้ว...เลยเกลี้ยกล่อมให้บินไป “นวด” ที่ “ฮ่องกง” พอลังเลไม่ตัดสินใจที่จะไป เอเย่นต์ก็ยังไม่ละความพยายามเกลี้ยกล่อมด้วยตัวเงินรายได้ที่เยอะพอดูจนตัดสินใจไปก็ไปตัวเลขล่อใจ...เขาบอกว่านวดได้ครั้งละ...รอบละ 2,900 บาท แล้วก็ถามต่อไปอีกว่าวันหนึ่งได้กี่รอบ คำตอบที่ได้รับกลับมาคือ 6–7 รอบ ก็มานั่งคำนวณ ต่ำๆก็รอบละ 2,500 บาท วันละ 5 รอบ... ทำสัก 20 วัน เพราะจำกัดช่วงเวลาไปอยู่ที่ 1 เดือน...ก็ตกอยู่ที่ 2 แสนกว่าบาทนี่คือเหตุผลของความอยาก ก่อนที่จะตัดสินใจไปนวดที่ฮ่องกงทีมข่าวสกู๊ปหน้า 1 ถามย้ำตรงๆว่า...รายได้ขนาดนี้เขาให้ “นวด” อย่างเดียวหรือเปล่า?“รับรู้ว่ารายได้ที่ว่ามานี้เป็นงานนวดธรรมดาค่ะ น้องพูดตลอดว่าจะไปนวดแผนโบราณเท่านั้น จะรับได้มากขึ้นอีกหน่อยก็แค่นวดตำ...หมายถึงว่านวดแล้วใช้มือกับลูกค้าจะไม่ทำมากไปกว่านั้น”จุดประสงค์สำคัญมีเช่นนี้ และก็รู้ด้วยว่างานบริการนวดในต่างแดนก็มีอยู่หลายระดับด้วยกันแต่จะเลือกทำแค่นี้ไม่นวดแบบขายบริการทางเพศ และรู้ว่าเลือกได้ปัญหามีว่า...เอเย่นต์ฝั่งไทยกลับไปบอกเอเย่นต์ฝั่งโน้นเหมือนกับว่าผมส่งเด็กให้แล้วพี่จะเอาไปทำอะไรก็เรื่องของพี่ ผมมีหน้าที่แค่ออกตั๋วอย่างเดียวก็หมดหน้าที่แล้ว เหมือนส่งแล้วก็ส่งเลยลอยแพอย่างเดียวพอไปถึง...เหมือนหนังคนละม้วน คิดว่าจะขึ้นสวรรค์ทำงานมีรายได้ แต่ทำท่าจะตกนรกตายทั้งเป็น...เพราะเอเย่นต์ในต่างแดนกลับบอกว่าให้ทำงานนวดเป็นงานกระดิ่ง คือ...ใช้เวลารอบละ 30 นาที เข้าไปถึงเจอลูกค้าก็มีเพศสัมพันธ์กันอย่างเดียว ได้ 800 บาทเงินไทยประโยคสำทับ...“นวดไม่ได้เงินหรอก ได้น้อยให้ไปทำงานกระดิ่งได้เงินเยอะ...”ความจริงมันเป็นเช่นนี้ แล้วความจริงอีกขั้นก็คือ งานกระดิ่งลูกค้าจะจ่ายให้กับร้านอยู่ที่ 400 เหรียญฮ่องกง เราแบ่งเขาครึ่งนึง 200 เหรียญฯ...เราได้เอง 200 เหรียญฯเท่านั้นค่าเงินเหรียญฮ่องกงจะคูณ 4 เท่ากับค่าเงินบาทไทย...200 คูณ 4 ก็เท่ากับ 800 บาทสำหรับจำนวนเงินที่ต้องจ่ายกติกาเดิมงานนวดที่มัลดีฟส์อยู่ที่ 35,000 บาท แต่ไปฮ่องกงลดน้อยลงไป ใช้แค่ 22,000 บาทเท่านั้น เป็นค่าตั๋วไปกลับกับค่านายหน้าเอเย่นต์ฝั่งไทยน่าจะอยู่ที่ราวๆ 1 หมื่นบาทแต่...เมื่อไปถึงมือเอเย่นต์ปลายทางทางโน้น เขาก็จะเอาเราไปขายร้าน ก็จะได้เงินค่าตัวเรากับทางร้าน เท่ากับว่า...“เอเย่นต์ฝั่งไทย” กับ “เอเย่นต์ในต่างแดน” แยกกันกิน ไม่ผูกติด หรือมีภาระใดๆต่อกันกลายเป็นว่า...ฝั่งไทยส่งไปแล้วได้เงินแล้วไม่สนใจแล้ว แต่ถึงมือฝั่งโน้นเอเย่นต์ก็ต้องเกลี้ยกล่อมว่าจะทำยังไงก็ได้ให้เด็กทำงาน เพื่อที่จะเอาไปขายที่ร้าน ถ้าสำเร็จ...เด็กยอมทำได้ทุกอย่างเวลาไปขายร้าน ก็จะได้ราคา ร้านจะจ่ายให้มากขึ้น แต่ถ้าเด็กทำได้แค่นวดธรรมดาราคาก็จะน้อยลงไปช่วงเวลาไม่กี่ชั่วโมงที่น้องคนนี้กับเพื่อนอีกคนที่ไม่ยอมรับงานบริการนวดแบบขายตัวผ่านไปอย่างช้าและเนิ่นนานเหมือนผ่านมานับเดือน นับปี ความเครียดประเดประดังให้ต้องตัดสินใจ ใช้ความคิดอย่างหนักด้วยความที่ไม่มีเงินติดตัวมากมาย กลัวไม่มีค่าเครื่องบินกลับ... พลาดพลั้ง พลาดท่า โอกาสไม่ได้กลับประเทศไทยก็มีมาก จะทำอย่างไรให้รอดไปได้เหมือนชีวิตแขวนอยู่บนเส้นด้ายภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรเลยที่จะปล่อยให้มีขบวนการ “ค้ามนุษย์” หรือ...“เอเย่นต์ไทย” ที่ขายชีวิต “คนไทย” ด้วยกันมีที่ยืนอยู่ในสังคมได้เช่นนี้.