ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กำลังร้องป่าวประกาศว่า ต้องการยุติการฆ่าฟันในทันที พร้อมเตรียมหารือรายละเอียดการหยุดยิงกับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีรัสเซียนั้น ก็มีรายงานคู่ขนานกันว่า อาวุธยุทโธปกรณ์จากสหรัฐฯและชาติตะวันตกยังคงมุ่งสู่ยูเครนอย่างต่อเนื่องเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา สำนักข่าวรอยเตอร์ได้ระบุว่า กองทัพสหรัฐฯทำการส่งมอบจรวดขนาดเล็กที่เรียกว่า GLSDB ให้แก่กองทัพยูเครน โดยอ้างว่าเป็นรุ่นปรับปรุงตัวใหม่ ที่ แก้ไขข้อผิดพลาดมาแล้วเรียบร้อย หลังจากจรวดรุ่นนี้ที่ถูกส่งให้เมื่อหลายเดือนก่อนในยุครัฐบาลโจ ไบเดน ไม่มีประสิทธิภาพเพียงพอในสนามรบทั้งนี้ “จรวดติดจีพีเอส” สำหรับตั้งยิงจากพื้นดิน เป็นอาวุธที่เกิดจากการพัฒนาร่วมระหว่างบริษัทโบอิ้งของสหรัฐฯและบริษัทซาบบ์ของสวีเดน มีพิสัยทำการประมาณ 160 กิโลเมตร โดยคอนเซปต์ไม่ได้มีอะไรซับซ้อน เป็นการเอาลูกระเบิดขนาด 250 ปอนด์ มาติดไอพ่นและระบบนำร่อง เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายที่กำหนดและถือเป็นโปรเจกต์ที่ประหยัดเงินได้มากโข ด้วยอาวุธมีราคาลูกละประมาณ 40,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ หรือกว่า 1.36 ล้านบาท เมื่อนำมาใช้แก้ขัดแทนจรวดพิสัยไกล 300 กิโลเมตร รุ่น ATACMS สำหรับรถยิงจรวดไฮมาร์ส ซึ่งมีราคาลูกละ 820,000 ดอลลาร์ หรือกว่า 27.8 ล้านบาทอย่างไรก็ตาม อาวุธนำวิถีดังกล่าวจะใช้ได้ผลหรือไม่ เนื่องจากหนังสือพิมพ์วอลล์ สตรีท เจอร์นัล เคยรายงานเมื่อเดือน ก.ค.2567 ว่า จรวดติดจีพีเอสตัวนี้ใช้งานไม่ได้เมื่อเจอกับระบบกวนสัญญาณอิเล็กทรอนิกส์ของกองทัพรัสเซีย และทำให้กองทัพยูเครนตัดสินใจยุติการใช้งาน หลังนำออกลงสนามรบไปได้ไม่กี่สัปดาห์แต่ในทางหนึ่งก็ถือว่าสถานการณ์บีบบังคับ เนื่องจากมีรายงานเช่นเดียวกันว่า จรวดไฮมาร์สรุ่น 300 กิโลเมตร ไม่เหลืออยู่ในสต๊อกของกองทัพยูเครน ถูกนำไปใช้หมดแล้ว (ประมาณ 40 ลูก) ตอนนี้ยูเครนไม่มีอาวุธที่จะใช้ถล่ม “เป้าหมายสำคัญ” ที่ตั้งอยู่ลึกเข้าไปในดินแดนของรัสเซียอีกต่อไปส่วนทิศทางของสนามรบก็เรียกว่าไม่สู้ดี กองทัพยูเครนกำลังถอยร่นในทุกแนวรบ โดยเฉพาะในสมรภูมิจังหวัด “คูร์สก์” ที่ยูเครนหมายมั่นปั้นมือจะใช้เป็นเครื่องต่อรอง “แลกดินแดน” กับฝ่ายรัสเซียด้วยเหตุนี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลกหรือน่าเกลียดอะไรที่สหรัฐฯต้อง “เจรจาไปรบไป” เพราะหากไม่ทำเช่นนี้ ทาง “ยูเครน” ก็จะไม่เหลือความได้เปรียบอะไรเลยที่จะไปใช้ต่อรองกับรัสเซีย.ตุ๊ ปากเกร็ดคลิกอ่านคอลัมน์ “หน้าต่างโลก” เพิ่มเติม