เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา มีรายงานจากสื่ออังกฤษว่า “การผลัดแผ่นดิน” สมเด็จพระราชินีนาถเอลิซาเบธที่ 2 สู่สมเด็จพระราชาธิบดีชาร์ลส์ที่ 3 อาจทำให้ข้าราชบริพารนับร้อยคนถูกโยกย้ายตำแหน่งโดย “พระตำหนักคลาเรนส์ เฮาส์” ที่ประทับประจำของคิงชาร์ลส์ จะถูกจัดระเบียบใหม่ มีการติดประกาศว่าเจ้าหน้าที่จำนวนมากอาจหลุดจากตำแหน่งภายในเวลาไม่นาน ให้เตรียมตัวรับมือความเปลี่ยนแปลงไว้ จนเป็นที่มาของเสียงอื้ออึงว่า สมเด็จพระราชาธิบดีพระองค์ใหม่ ทรงมีความเข้มงวดเรื่อง “งบประมาณ” หรืออย่างไรอย่างไรก็ตาม เป็นที่รู้กันว่าในแวดวงข้าราชการนั้นการปรับเปลี่ยนบุคลากรหลังเปลี่ยนเจ้านาย ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกอะไร เพราะอย่างครั้งสมเด็จพระราชินีเอลิซาเบธ พระราชชนนี สิ้นพระชนม์ เจ้าชายแอนดรูว์ ดยุกแห่งยอร์ก ที่ทรงรับช่วงต่อพระตำหนัก รอยัล ลอดจ์ ไม่ไกลจากปราสาทวินด์เซอร์ ก็ยังเก็บข้าราชบริพารไว้เพียง 83 คน โดยมีการจัดโผโยกย้ายให้ไปรับตำแหน่งที่อื่น ส่วนที่เหลือปลดหมดเกลี้ยงขณะที่สำนักข่าวเดลีเมลรายงานเช่นกันว่า คนใกล้ชิด (บางสื่อเรียกว่าพระสหาย) ของ “เจ้าชายวิลเลียม” ที่รับใช้และไปมาหาสู่กัน สมัยยังครองบรรดาศักดิ์เพียง “ดยุกแห่งแคมบริดจ์” ก็ไม่ได้ไปต่อ กระเด็นหลุดจาก “สมุหพระราชวัง” ตำแหน่งกำกับดูแลกิจการในพระองค์ เช่นการอัญเชิญมหามงกุฎแห่งจักรวรรดิในพระราชพิธีเดวิด ชอล์มลีย์ มาร์ควิสแห่งชอล์มลีย์ที่ 7 วัย 62 ปี ซึ่งมีภรรยานางแบบโรส แฮนเบอรี รุ่นราวคราวเดียวกับเจ้าชายวิลเลียม เจ้าชายแห่งเวลส์ และแคทเธอรีน เจ้าหญิงแห่งเวลส์ และปรากฏภาพออกงานสังคมสองครอบครัวร่วมกันบ่อยๆ ถูกแทนที่โดย “ลอร์ด แคร์ริงตัน” บารอนแห่งแคร์ริงตันที่ 7 วัย 73 ปี บุตรของบารอนแห่งแคร์ริงตันที่ 6 อดีต รมว.ต่างประเทศอังกฤษ สมัยอดีตนายกรัฐมนตรีมาร์กาเรต แทตเชอร์เนื่องจากระเบียบราชสำนักเขียนไว้ชัดเจนว่า หลังการเสด็จสวรรคตของประมุขแห่งสหราชอาณาจักร ตำแหน่งสมุหพระราชวังจะสืบทอดแบบสับเปลี่ยนกันภายในตระกูลขุนนาง (อย่างน้อย 3 ตระกูลคือ ชอล์มลีย์-แคร์ริงตัน-วิลโลบีดี เออส์บี) ไม่สามารถถือครองไว้ได้เพียงตระกูลใดตระกูลหนึ่งแสดงให้เห็นแม้ใกล้ชิด สนิทสนมกันเพียงใด ก็ใช่จะได้รับการยกเว้น หากตำแหน่งดังกล่าวมีระเบียบ ธรรมเนียมปฏิบัติครอบไว้อย่างชัดเจน.ตุ๊ ปากเกร็ด