3 เหตุผลที่ Gemini คือ ราชาตัวจริงของหุ้น AI จาก“ตามหลัง” สู่ “ผู้นำ”

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

3 เหตุผลที่ Gemini คือ ราชาตัวจริงของหุ้น AI จาก“ตามหลัง” สู่ “ผู้นำ”

Date Time: 18 ก.พ. 2569 12:22 น.

Video

ยื่นภาษี เรื่องใหญ่ที่พ่อค้าแม่ค้าต้องรู้! กับ ถนอม เกตุเอม TAXBugnoms| Thairath Money Night Stand EP.28

Summary

Gemini ของ Google อาจแย่งส่วนแบ่งตลาดจาก ChatGPT ภายในหนึ่งปี, ส่งผลกระทบต่อการลงทุนของ OpenAI

  • Google ใช้ชิป TPU ของตัวเอง, อาจลดการพึ่งพาผู้ผลิตชิปภายนอกอย่าง Nvidia
  • Gemini มีต้นทุนการพัฒนาต่ำกว่าคู่แข่ง, ทำให้นักลงทุนตั้งคำถามถึงการลงทุน AI ของบริษัทอื่น
  • ตลาดเปลี่ยนมุมมองจากการลงทุน AI ที่เน้นปริมาณเป็นการพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุน
  • หุ้น Google (Alphabet) ได้รับแรงหนุนจากความสำเร็จของ Gemini, มูลค่าตลาดพุ่งทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์

Latest


บทวิเคราะห์ใหม่ชี้ว่า Gemini โมเดล AI ของ Google อาจกำลังสร้างแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ต่อมุมมองการลงทุนใน “หุ้น AI” ที่จะกลายเป็นจุดเปลี่ยนแนวทางการลงทุนของบิ๊กเทค ผู้ให้บริการ Hyperscalers และนักลงทุนเบื้องหลังเงินมหาศาลที่อัดฉีดให้กับอุตสาหกรรม 

“Gemini ได้ทำลายแนวคิดที่ว่าเงินทุกดอลลาร์ที่ใช้กับ AI คือ เงินที่ดี” สู่ “ต้นทุนพัฒนาต่ำแต่ประสบความสำเร็จกว่าใครเพื่อน” ทอม เอสซาย (Tom Essaye) ผู้ก่อตั้งและประธานบริษัทที่ปรึกษาการลงทุน Sevens Report เปิดเผยแนวคิดดังกล่าวในบันทึกถึงลูกค้าของบริษัท 

แม้ว่าช่วงนี้โมเดล Claude ของ Anthropic จะถูกพูดถึงเป็นวงกว้างจากผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่ออุตสาหกรรมซอฟต์แวร์ แต่ผู้น่าเกรงขามที่เราควรจับตาอย่างใกล้ชิดยิ่งกว่าอาจเป็น Gemini ของ Google โดยเขาสรุปความเสี่ยง 3 ประเด็นสำคัญไว้ดังนี้

1. Gemini ชิงส่วนแบ่งตลาดจาก ChatGPT กระทบห่วงโซ่ลงทุนมูลค่ามหาศาล

เอสซายมองว่า Gemini มีศักยภาพในการแย่งส่วนแบ่งทางการตลาดจาก ChatGPT ได้อย่างรวดเร็วภายในหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งการเติบโตที่ก้าวกระโดดนี้อาจกระทบต่อความสามารถของ OpenAI ในการทุ่มงบพัฒนามูลค่ากว่า 1 ล้านล้านดอลลาร์ที่อาจสูญเสียโมเมนตัมทางรายได้หรือการเติบโต และทำให้ภาพการเติบโตของทั้งระบบนิเวศ AI สั่นคลอน

ก่อนหน้านี้ตลาดมองว่า Google “ช้า” ในการแข่งขัน Generative AI เมื่อเทียบกับ OpenAI และ Microsoft แต่หลังการอัปเกรด Gemini โดยเฉพาะการผสานเข้ากับผลิตภัณฑ์หลักอย่าง Search, Workspace และ Android นักลงทุนเริ่มมองว่า Google ไม่ได้แค่ไล่ทัน แต่มีข้อได้เปรียบเชิงโครงสร้าง

เพราะ Google มีฐานผู้ใช้ระดับหลายพันล้านคน ควบคุมทั้งแพลตฟอร์ม (Search, YouTube, Android) และมีโครงสร้างคลาวด์ของตัวเอง การที่ Gemini ถูกมองว่าใช้งานได้จริงในระบบนิเวศขนาดใหญ่ ทำให้ตลาดประเมินว่า Google มีศักยภาพ Monetize AI ได้เร็วกว่าที่เคยคิด

2. Google ใช้ชิปของตัวเอง สั่นคลอนบทบาทยักษ์เซมิคอนดักเตอร์

อีกประเด็นสำคัญคือ Google ใช้ชิป TPU ที่พัฒนาขึ้นเองในการสร้าง Gemini ซึ่งอาจลดความจำเป็นในการพึ่งพาผู้ผลิตชิปภายนอก โดยที่ผ่านมา ราคาหุ้นของ Nvidia, Broadcom และ TSMC พุ่งแรงจากความต้องการชิปมหาศาลสำหรับสร้างโมเดล LLM

อย่างไรก็ตามหากบริษัทเทคยักษ์ใหญ่อย่าง Google สามารถพัฒนาชิปเองได้อย่างมีประสิทธิภาพ ความต้องการชิปจากภายนอกอาจต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ และจะส่งผลต่อการเติบโตของกำไร และอาจทำให้ค่า P/E ของหุ้นกลุ่มเซมิคอนดักเตอร์ถูกกดดันหลังจากนี้

มากไปกว่านั้นยังสะท้อนว่า Google อาจควบคุมต้นทุน AI ได้ดีกว่าคู่แข่งในระยะยาว หากต้นทุนต่อชิป inference ลดลง อัตรากำไร (Operating Margin) มีโอกาสขยายกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพมากขึ้น ความเสี่ยงจาก Capex พุ่งสูงอาจถูกจำกัด นักลงทุนจึงเริ่มตีมูลค่าใหม่ว่า Alphabet ไม่ได้เป็นแค่ “ผู้ใช้ชิป” แต่เป็น “เจ้าของโครงสร้างพื้นฐาน AI แบบครบวงจร”

3. AI อาจกลายเป็น “สินค้า” ที่จุดชนวนการตั้งคำถามถึงงบลงทุนมหาศาล

เอสซาย ระบุว่า Gemini ไม่เพียงแต่มีประสิทธิภาพสูง แต่ยังมีต้นทุนการพัฒนาต่ำกว่าคู่แข่งบางราย ทำให้นักลงทุนเริ่มตั้งคำถามกับการทุ่มงบ AI ของกลุ่ม Hyperscalers รายอื่นหาก Google สามารถสร้างโมเดลที่ทัดเทียม ChatGPT ได้ด้วยโครงสร้างของตนเอง บริษัทอื่นก็อาจทำได้เช่นกัน 

ความกังวลจึงกลับมาอยู่ที่ AI ว่า AI อาจกลายเป็นถูกทำให้มีความเป็น “สินค้า” (Commoditized) ทั่วไปมากยิ่งขึ้น ซึ่งนั่นทำให้การลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน AI มูลค่าหลายล้านล้านดอลลาร์ ดูเกินความจำเป็น

กล่าวคือ ตลาดกำลังเปลี่ยนมุมมอง จากเดิมที่เชื่อว่าใครลงทุนมากสุดย่อมชนะไปสู่การพิจารณาความคุ้มค่าของการลงทุนอย่างเข้มงวดมากขึ้น ซึ่งสะท้อนผ่านแรงกดดันต่อกระแสเงินสดอิสระของหุ้นเทคขนาดใหญ่ในช่วงที่ผ่านมา 

AI Gold Rush สู่ AI Capital Discipline

แม้บทวิเคราะห์ของเอสซายจะเน้นความเสี่ยงต่อ Narrative ที่เปลี่ยนไปของการลงทุนในหุ้นกลุ่ม AI แต่อีกด้านหนึ่งความสำเร็จของ Gemini กลับสร้างแรงหนุนสำคัญให้กับหุ้นของ Google (บริษัทแม่คือ Alphabet Inc.) อย่างชัดเจนในช่วงที่ผ่านมา

ความเชื่อมั่นที่ฟื้นตัวต่อกลยุทธ์ AI ของ Google ทำให้นักลงทุนกลับเข้าซื้อหุ้นของบริษัทจนอัตราการเติบโตในปี 2025 เติบโตมากกว่า 60% ซึ่งมากที่สุดในบรรดากลุ่มหุ้นนางฟ้า กลายเป็นหนึ่งในหุ้นที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดของวอลล์สตรีท และดันให้มูลค่าตลาดพุ่งทะลุ 4 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐในช่วงเดือนมกราคมที่ผ่านมา ผลสะท้อนดังกล่าวสะท้อนการประเมินมูลค่าใหม่และความคาดหวังการเติบโตระยะยาว

โดยล่าสุด Google ได้ประกาศงบลงทุน (Capex) ในปี 2026 ที่คาดว่าจะสูงเป็นประวัติการณ์ถึง 185,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สร้างกรอบใหม่ตัวเลขการลงทุนที่สูงกว่าคู่แข่งและทำให้นักลงทุนจับตาใกล้ชิดกว่าเดิม 

อย่างไรก็ตาม ซุนดาร์ พิชัย ซีอีโอ Google มั่นใจว่า ขีดความสามารถด้าน AI ทั้งจากสเกลผู้ใช้ โครงสร้างพื้นฐาน และ ความสามารถในการควบคุมต้นทุน AI คือ ข้อได้เปรียบที่ทำให้ Google ยืนระยะยาวได้ดีกว่าใครกรณีของ Gemini และ Google กำลังบอกว่า การเผาเงินมหาศาลเพื่อสร้างความได้เปรียบและเห็นซึ่งความได้เปรียบจริงเป็นอย่างไร นักลงทุนอาจเริ่มให้รางวัลกับบริษัทที่ทำ AI ได้กำไรจริง คุมต้นทุนได้ ไม่ทำลาย กระแสเงินสด และพิสูจน์ ROI ได้ชัดเจนแทนที่จะให้รางวัลกับบริษัทที่ใช้เงินมากที่สุดเพียงอย่างเดียว

อ่านเพิ่มเติม 


ที่มาข้อมูล Business Insider

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   

 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ