
Nvidia เปิดตัว Vera Rubin แพลตฟอร์ม AI ที่รวมฮาร์ดแวร์ทั้งหมดเพื่อรองรับ Agentic AI
ปฏิเสธไม่ได้ว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมาที่เราได้ก้าวเข้าสู่ยุค AI โดยสมบูรณ์ โลกเทคโนโลยีแทบหมุนรอบ Nvidia จากบริษัทผู้ผลิตการ์ดเกมมิ่งที่เติบโตสู่บริษัทโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลก โดยมีฮาร์ดแวร์ที่ได้กลายเป็นเครื่องยนต์สำคัญ ซึ่งผลักดันมูลค่าบริษัทให้ทะลุหลายล้านล้านดอลลาร์สหรัฐได้สำเร็จ คือ “ชิปตระกูล Blackwell” ขุมพลังเบื้องหลังการประมวลผลสำหรับเวิร์กโหลดด้าน AI ขั้นสูงทั่วโลก
อย่างไรก็ตาม วันนี้นักลงทุนกำลังจับตาสิ่งที่อาจยิ่งใหญ่กว่า Blackwell และสิ่งนั้น คือ แพลตฟอร์ม AI รุ่นใหม่ที่ชื่อว่า “Vera Rubin” ซึ่งหัวเรือใหญ่อย่าง Jensen Huang เองก็ได้ยกให้สิ่งนี้กลายเป็นความหวังครั้งใหม่ของ Nvidia ในยุค Agentic AI หลังจากนี้
Vera Rubin ไม่ใช่แค่ชิปรุ่นใหม่ แต่มัน คือ “AI Infrastructure Platform” ขนาดยักษ์ที่รวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน ได้แก่
ทั้งหมดถูกออกแบบให้ทำงานร่วมกันเหมือน “AI Factory” หนึ่งโรงงาน หรือกล่าวง่ายๆ ว่า Nvidia หลังจากนี้จะไม่ได้ขายชิปอย่างเดียวอีกต่อไป แต่เปลี่ยนมาขายชิ้นส่วนอื่นๆ ที่ใช้ประกอบเข้าเป็นแพลตฟอร์ม AI ที่เต็มรูปแบบภายในศูนย์ข้อมูลแบบเต็มตัว
ก่อนหน้านี้โลกรู้จัก ชิป Blackwell ในยุคที่โลกแข่งขันกันสร้าง “Foundation Models” หรือโมเดล AI ขั้นพื้นฐาน แต่ Vera Rubin คือ ยุคที่ Agentic AI ที่เริ่มลงมือทำงานอย่างแท้จริง ซึ่งต้องใช้โครงสร้างพื้นฐานที่ซับซ้อนกว่ามาก ไม่ใช่แค่ GPU แรงๆ อีกต่อไป แต่ต้องมี
ทั้งหมดนี้คือเหตุผลที่ Nvidia สร้าง Vera Rubin ขึ้นมาเพื่อควบคุมและจัดการเวิร์กโหลด AI ขนาดใหญ่ โดยเฉพาะงานรูปแบบ Agentic AI ที่ต้องการหน่วยความจำขนาดมหาศาล เพื่อจัดการข้อมูลไปจนถึงการคิดวิเคราะห์ที่รวดเร็ว ซึ่งเกิดขึ้นพร้อมกันหลายภาคส่วน
หมุดหมายของฮาร์ดแวร์ใหม่นี้ได้สร้างความตื่นเต้นให้นักลงทุน โดยเฉพาะหลังจากที่ Nvidia ระบุว่า Vera และ Rubin ให้ประสิทธิภาพต่อวัตต์ที่สูงกว่า Blackwell ถึง 10 เท่า แม้ระบบจะใช้พลังงานมากขึ้นเกือบ 2 เท่า เพราะในโลก AI ยุคใหม่ คำถามสำคัญไม่ใช่ “ชิปแรงแค่ไหน” แต่เป็นความสามารถสร้าง Token ได้กี่หน่วยต่อไฟฟ้าที่ใช้มากกว่า เพราะ AI รุ่นใหม่กำลังกินพลังงานมหาศาล
โดยเฉพาะ Reasoning AI, AI Agents, Long-context inference และ Multi-agent Orchestration กล่าวคือ ต้นทุนไฟฟ้าของศูนย์ข้อมูลที่กำลังกลายเป็น “ข้อจำกัดใหญ่ที่สุด” ของอุตสาหกรรม AI และ Vera Rubin ถูกออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหานี้โดยตรง
หลังจากเปิดตัว “Vera CPU” ชิป CPU สำหรับศูนย์ข้อมูล AI (Data Center) รุ่นใหม่ ที่ออกแบบบนสถาปัตยกรรมระดับซูเปอร์ชิป ประกอบด้วยคอร์ประสิทธิภาพสูงที่ออกแบบเองจำนวน 88 คอร์ (เรียกว่า Olympus Core) และรองรับมาตรฐานชุดคำสั่ง Armv9.2 ก็ได้ถูกยกให้เป็น CPU ตัวแรกของโลกที่รองรับความแม่นยำระดับ FP8 และมีความสามารถในการทำงานคู่กับ GPU เจเนอเรชันใหม่ (เช่น Rubin GPU) ผ่านการเชื่อมต่อความเร็วสูง (NVLink-C2C) ทำให้ CPU และ GPU สามารถใช้หน่วยความจำร่วมกันได้อย่างราบรื่น
ความเคลื่อนไหวนี้ทำให้ Nvidia ลงสนามแข่งขันโดยตรงกับ Intel และ Advanced Micro Devices (AMD) ในตลาด CPU Data Center แต่มีความต่าง คือ Nvidia ไม่ได้ขาย CPU เดี่ยวๆ พวกเขากำลังขายซูเปอร์ AI Compute ทั้งเครื่องให้นั่นเอง
ในการประกาศงบไตรมาส 1 ของปี 2027 บริษัทเปิดเผยว่า “Vera CPU” หรือระบบ AI Rack รุ่นใหม่นี้เองจะประสบความสำเร็จยิ่งกว่า Grace Blackwell และจะกลายเป็น “Growth Driver” ตัวใหม่ของบริษัท เพราะ อุตสาหกรรมกำลังพัฒนาสู่เฟสของ Agentic AI หรืออีกนัยหนึ่ง คือ ขนาดของตลาด AI ขยายตัวขึ้น
โดย Nvidia เชื่อว่า AI กำลังก้าวจากแชตบอตหรือผู้ช่วยอัจฉริยะ ไปสู่ระบบปฏิบัติการที่สามารถคิด วางแผน ใช้เครื่องมือและตัดสินใจเองได้อย่างอัตโนมัติ “อนาคต AI จะไม่ได้มีแค่ ChatGPT, Gemini หรือ Claude” แต่จะมีการผนวกใช้ AI หลากหลายแขนง โดยเฉพาะภาคธุรกิจและการผลิต
อาทิ AI Customer Service, AI Software Engineers, AI Factories, AI Robotics และภาพต่อไปองค์กรที่ขับเคลื่อนด้วย AI Agent ที่ได้มีการนิยามคำว่า Autonomous Enterprises ขึ้นแล้ว ซึ่งนั่นหมายความว่า ตลาด AI Infrastructure ในยุค Agentic AI จะใหญ่กว่ายุค Generative AI หลายเท่า และ Vera Rubin ถูกออกแบบมาเพื่อกินรวบตลาดนี้ ซึ่งนี่คือประเด็นที่ตลาดเริ่มมองเห็น
นักลงทุนบางส่วนกำลังเดิมพันว่า ยุค Agentic AI จะใหญ่กว่ายุค ChatGPT เพราะ ลูกค้าในปัจจุบันที่ได้ประกาศใช้งานหรือเตรียมนำระบบ Vera Rubin ไปใช้งาน มีทั้งกลุ่ม Hyperscaler, AI Lab และ Cloud Provider ระดับโลก โดยกลุ่มลูกค้าหลักที่ยืนยันแล้ว ได้แก่
มาถึงตรงนึ้ เราจะเห็นว่า “Vera Rubin” ไม่ใช่ชิปตัวเดียว แต่เป็น AI Supercomputer Platform ที่ประกอบด้วย GPU, CPU, Networking, Cooling และ Rack Architecture ซึ่งออกแบบร่วมกัน ทำให้ลูกค้าจากเดิมที่ซื้อแค่ GPU มีแนวโน้มที่จะต้องซื้อแพลตฟอร์มทั้งระบบนิเวศนี้ของ Nvidia แบบ Full-Stack มากขึ้น ซึ่งนั่นทำให้ Vera Rubin ถูกคาดการณ์ว่าอาจสร้างรายได้และกำไรมากกว่า Blackwell จากกลุ่มลูกค้าที่กำลังสร้าง Agentic Systems หรืออีกกลุ่มที่กำลังผนวก AI Stacks เข้าไปในธุรกิจของตนทั่วโลกหลังจากนี้นั่นเอง
ที่มาข้อมูล Nvidia [1] , [2] , [3] , YahooFinance , CNBC
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -