
หุ้นกลุ่มเทคโนโลยีขนาดใหญ่ถูกเทขายในเดือนกรกฎาคมเนื่องจากนักลงทุนกังวลเรื่องงบลงทุนด้าน AI (Capex) ที่สูงเกินไปจนกระทบต่อกระแสเงินสด
ไม่กี่สัปดาห์ก่อน นักลงทุนทั่วโลกยังตั้งคำถามว่า ยุคของ 7 Magnificent หรือ 7 นางฟ้า กำลังจบลงหรือไม่ หุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่ถูกเทขายอย่างหนัก หลังบริษัทอย่าง Meta, Alphabet, Microsoft, Amazon และ Oracle แข่งขันกันประกาศงบลงทุนด้าน AI มูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ จนตลาดเริ่มกังวลว่า การใช้เงินลงทุน (Capex) กำลังเติบโตเร็วกว่ารายได้ที่จะสร้างกลับมา
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา กระแส AI Trade เริ่มสะดุด นักลงทุนหมุนเงินออกจากหุ้นเติบโตไปยังหุ้นขนาดเล็ก หุ้นคุณค่า (Value Stocks) และตลาดยุโรป กลายเป็นหนึ่งในเดือนที่หุ้นเทคโนโลยีเผชิญแรงขายหนักที่สุด โดยกองทุน Technology Select Sector SPDR ETF (XLK) ร่วงเกือบ 8%
Goldman Sachs ระบุว่า ปัจจัยสำคัญไม่ได้อยู่ที่ AI หมดอนาคต แต่เป็นเพราะ Free Cash Flow ของบริษัทเทคฯ ยักษ์ใหญ่ถูกกดดันจากการลงทุนมหาศาล ทำให้นักลงทุนยอมจ่ายค่า P/E ต่ำลง หรือเกิดภาวะ Derating นับเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2009 ที่ดัชนี S&P 500 Equal Weight ให้ผลตอบแทนเหนือกว่า S&P 500 แบบถ่วงน้ำหนักตามมูลค่าตลาดมากกว่า 7.3% สะท้อนว่าการปรับขึ้นของตลาดเริ่มกระจายไปยังหุ้นกลุ่มอื่น ไม่ได้พึ่งเพียงหุ้น Mega Cap เหมือนในช่วงหลายปีที่ผ่านมา
นอกจากนี้ Premium ของหุ้นซอฟต์แวร์ทั่วโลกยังลดลงเหลือเพียงประมาณ 20% จากเกือบ 200% ในช่วงต้นยุคดอทคอม ขณะที่หุ้น 5 บริษัทที่มีมูลค่าตลาดสูงที่สุดของสหรัฐฯ ได้แก่ Nvidia, Apple, Microsoft, Alphabet และ Amazon มีค่า P/E สูงกว่าหุ้นอีก 495 บริษัทในดัชนี S&P 500 เพียงเล็กน้อย ถือเป็นระดับที่ถูกที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ
อย่างไรก็ตามภาพตลาดเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลังผลประกอบการไตรมาสล่าสุดทยอยประกาศออกมา แม้ Meta จะเพิ่มเป้าหมาย Capex ปี 2026 เป็น 135,000-145,000 ล้านดอลลาร์ และ Alphabet เพิ่มเป้าหมายทั้งปีเป็น 195,000-205,000 ล้านดอลลาร์ พร้อมส่งสัญญาณว่าปี 2027 จะลงทุนเพิ่มขึ้นอีก แต่รายได้และกำไรกลับออกมาแข็งแกร่งกว่าที่นักวิเคราะห์คาด
Jed Ellerbroek ผู้จัดการพอร์ตของ Argent Capital Management ระบุว่า นักลงทุนกำลังเชื่อว่า การลงทุนด้าน AI ของบริษัท Cloud Computing ยักษ์ใหญ่จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าในระยะยาว โดยสิ่งที่ตลาดตีความ คือ AI Capex ไม่ได้เป็นเพียงต้นทุน แต่เริ่มสะท้อนผลตอบแทนทางธุรกิจแล้ว
เขาชี้ว่า ความต้องการด้าน Accelerated Computing และศูนย์ข้อมูลยังสูงกว่าอุปทานอย่างมาก และช่องว่างดังกล่าวยังไม่ใกล้ปิดลง ขณะที่บริษัทผู้ผลิตชิปและผู้ให้บริการ Cloud ยังคงอยู่ในช่วงเติบโตอย่างรวดเร็ว
สัญญาณว่าความเชื่อมั่นกำลังกลับเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยี ปรากฏชัดในการซื้อขายวันแรกของเดือนสิงหาคม เมื่อดัชนี Dow Jones พุ่ง 693 จุด ปิดทำสถิติสูงสุดใหม่ ขณะที่ S&P 500 ปรับขึ้น 1.48% และเหลืออีกเพียงประมาณ 0.3% ก็จะกลับไปทำสถิติสูงสุดตลอดกาลอีกครั้ง ส่วน Nasdaq ซึ่งมีหุ้นเทคโนโลยีเป็นสัดส่วนหลัก เพิ่มขึ้นกว่า 2%
ผู้นำตลาดครั้งนี้ยังคงเป็นกลุ่ม 7 นางฟ้า โดย Meta พุ่งกว่า 6% ขณะที่ Microsoft, Alphabet และ Amazon ต่างปรับขึ้นราว 4-5% ส่วน Nvidia เพิ่มขึ้นเกือบ 3% มีเพียง Apple ที่ปรับตัวลดลงสวนทางกลุ่มที่ -1.8% เพิ่มมูลค่าตลาดรวมกว่า 6.78 แสนล้านดอลลาร์ในวันเดียว
การฟื้นตัวดังกล่าวสะท้อนว่า แรงกังวลเรื่อง AI Overinvestment ลดลงชั่วคราว นักลงทุนเริ่มเชื่อมั่นมากขึ้นว่า การทุ่มงบลงทุนด้าน AI ของบริษัท Hyperscaler อาจกำลังเปลี่ยนเป็นการเติบโตของรายได้และกำไรจริง หลังผลประกอบการล่าสุดของหลายบริษัทออกมาดีกว่าที่ตลาดคาด
โดยนอกจากผลประกอบการไตรมาสสองของปีที่แข็งแกร่งแล้ว ตลาดยังได้รับแรงหนุนจากราคาน้ำมันที่ลดลง หลังประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ยกเลิกแผนโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ความกังวลด้านภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลาย และอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ ปรับตัวลดลง
อ่านเพิ่มเติม
ทั้งนี้แม้หุ้นเทคโนโลยีจะฟื้นตัว แต่หลายสำนักวิจัยมองว่า ธีมการลงทุนกำลังเปลี่ยนไป โดยมองว่าภาพรวมของตลาดในครึ่งปีหลังจะยังเป็นลักษณะ Market Broadening หรือการที่หุ้นกลุ่มอื่นเริ่มมีบทบาทมากขึ้น ไม่ได้กระจุกตัวอยู่เพียงกลุ่ม 7 นางฟ้า เหมือนในช่วงสองปีที่ผ่านมา
ก่อนหน้านี้นักวิเคราะห์ของ Citi ได้ชี้ให้เห็นว่า นักลงทุนอาจไม่สามารถซื้อหุ้นทั้งกลุ่มแล้วหวังผลตอบแทนเหมือนช่วงปี 2023-2025 ได้อีกต่อไป เพราะในอนาคตผู้ชนะอาจไม่ใช่ หุ้น Big Tech ทุกบริษัท แต่เป็นบริษัทที่สามารถเปลี่ยนเม็ดเงินลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้และกำไรได้จริง
ขณะเดียวกัน Goldman Sachs มองว่า การหมุนเวียนเม็ดเงินไปยังหุ้นกลุ่มอื่นจะยังดำเนินต่อ แม้เงินลงทุนจะไหลกลับเข้าสู่ Hyperscaler อีกครั้ง เพราะเศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังแข็งแกร่ง หุ้นขนาดกลางและเล็กเริ่มได้รับประโยชน์ และกิจกรรมควบรวมกิจการ (M&A) กำลังกลับมาคึกคัก
คำถามสำคัญของนักลงทุนในช่วงครึ่งหลังของปีจึงเป็นการตั้งคำถามว่า บริษัทไหนใน 7 นางฟ้าจะเปลี่ยน AI Capex ให้เป็น AI Cash Flow ได้ก่อน เพราะหลังการปรับฐานครั้งใหญ่ หุ้น Big Tech หลายตัวกำลังซื้อขายที่ระดับมูลค่าถูกที่สุดในรอบกว่าทศวรรษ
ขณะที่ผลประกอบการล่าสุดเริ่มส่งสัญญาณว่า เม็ดเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ที่ทุ่มลงไปใน AI อาจกำลังเริ่มสร้างผลตอบแทนจริง หากแนวโน้มดังกล่าวดำเนินต่อไป การฟื้นตัวของหุ้นเทคโนโลยีในรอบนี้อาจไม่ใช่เพียงการรีบาวด์ระยะสั้น แต่เป็นการเปิดฉากวัฏจักรใหม่ของการแข่งขันในยุค AI
ที่มาข้อมูล CNBC , Yahoo Finance [1] , [2] , Financial Times
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -