
Alphabet รายงานรายได้ไตรมาส 2 ปี 2026 อยู่ที่ 119,796 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24% โดยมี Google Cloud เป็นแรงขับเคลื่อนหลักที่เติบโตถึง 82%
หุ้น Alphabet บริษัทแม่ของ Google ปรับตัวลดลงเกือบ 4% หลังประกาศปรับเพิ่มงบลงทุน CapEx ปี 2026 อีกครั้งเป็น 195,000-205,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากไตรมาสแรก พร้อมเปิดเผยอีกว่าบริษัทได้ใช้เงินลงทุนในไตรมาสเดียวสูงถึง 44,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่งผลให้กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ติดลบเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่บริษัทเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์
แม้ผลประกอบการโดยรวมจะออกมาดีกว่าคาด แต่การเร่งลงทุนครั้งใหม่กลับทำให้นักลงทุนจับตามองใกล้ชิด เนื่องจากเม็ดเงินที่ใช้แข่งขันในสงคราม AI จะยังคงกดดันกระแสเงินสดของบริษัทในระยะต่อไป
สำหรับไตรมาส 2 ของปีนี้ ซึ่งสิ้นสุด ณ วันที่ 30 มิ.ย. 2026 Alphabet ทำรายได้รวมอยู่ที่ 119,796 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 24% จากปีก่อน สูงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดไว้ โดยมีแรงขับเคลื่อนสำคัญจาก Google Cloud ที่เติบโตแกร่งสุดในรอบหลายไตรมาสอยู่ที่ 24,768 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 82% จากความต้องการใช้โครงสร้างพื้นฐาน AI และบริการ AI สำหรับองค์กรที่ยังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ขณะที่รายได้จากธุรกิจ Google Services (Search, YouTube และ Android) ทำรายได้รวมอยู่ที่ 94,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 15%
ด้านกำไรจากการดำเนินงานรวมของบริษัทเพิ่มขึ้น 30% เป็น 40,770 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และอัตรากำไรจากการดำเนินงานขยายเป็น 34% ส่วนกำไรสุทธิอยู่ที่ 112,107 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นเกือบ 4 เท่า จากปีก่อน จากแรงหนุนของกำไรจากเงินลงทุน (Other Income) มูลค่า 99,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งส่วนใหญ่มาจากมูลค่าการถือหุ้นในบริษัทต่าง ๆ เช่น Anthropic และ SpaceX ที่เพิ่มขึ้น
ในไตรมาสนี้ Alphabet ใช้เงินลงทุน CapEx สูงถึง 44,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 100% จากปีก่อน โดย Anat Ashkenazi ประธานเจ้าหน้าที่ฝ่ายการเงิน (CFO) ระบุว่า งบลงทุนเกือบทั้งหมดถูกใช้เพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยประมาณ 60% ของเงินลงทุนใช้ซื้อเซิร์ฟเวอร์ AI และอีก 40% ลงทุนใน Data Center และอุปกรณ์เครือข่ายเพื่อรองรับความต้องการใช้งาน AI ที่เพิ่มขึ้น
การเร่งลงทุนดังกล่าวส่งผลให้ Free Cash Flow ติดลบ 5,900 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งถือเป็นครั้งแรก นับตั้งแต่ Google เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ที่กระแสเงินสดอิสระติดลบ จากการลงทุนด้าน AI ที่สูงกว่ากระแสเงินสดจากการดำเนินงาน
ทั้งนี้บริษัทระบุว่า Free Cash Flow จะยังคงถูกกดดันต่อไป ตราบใดที่บริษัทยังคงเร่งสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI เพื่อรองรับความต้องการที่เพิ่มขึ้น อีกทั้งยังปรับเพิ่มงบลงทุน CapEx ปี 2026 ซึ่งนับเป็นการปรับเพิ่มประมาณการครั้งที่สองของปี จากไตรมาสก่อนเป็น 195,000-205,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากเดิมที่ 180,000-190,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนให้เห็นชัดว่าบริษัทยังเร่งแข่งขันกับ Microsoft, Meta และ Amazon ต่อในการสร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI แม้ว่าจะต้องแลกกับแรงกดดันด้านกระแสเงินสดและผลตอบแทนในระยะสั้นก็ตาม
โดยก่อนหน้านี้ในด้านของนักลงทุนจะมองว่า Alphabet เป็นบริษัทที่รับมือการแข่งขัน AI ได้ดีที่สุด เพราะธุรกิจ Search สามารถสร้างกระแสเงินสดมหาศาล แต่เมื่อบริษัทเปิดเผยเป้าหมายเดิมพันใน AI อย่างชัดเจนก็เริ่มทำให้ตลาดเริ่มตั้งคำถามถึงผลตอบแทนจากการลงทุนในระยะสั้น
อย่างไรก็ตาม Sundar Pichai ประธานเจ้าหน้าที่บริหารของ (CEO) Google และ Alphabet กล่าวว่า ไตรมาสนี้ถือเป็นอีกหนึ่งไตรมาสที่โดดเด่นของบริษัท โดยผลประกอบการในไตรมาสนี้สะท้อนให้เห็นว่า กลยุทธ์ Full-Stack AI ของ Google ซึ่งครอบคลุมตั้งแต่ชิปประมวลผล ศูนย์ข้อมูล โมเดล AI ไปจนถึงผลิตภัณฑ์และบริการสำหรับผู้ใช้งาน กำลังสร้างมูลค่าที่จับต้องได้ให้กับทั้งผู้บริโภค ลูกค้าองค์กร และพันธมิตรของบริษัททั่วโลก
โดยเขาเปิดเผยอีกว่า AI เริ่มสร้างผลตอบแทนให้ธุรกิจอย่างชัดเจน โดยเกือบ 90% ของบริษัทใน Fortune 100 ใช้งาน Gemini Enterprise แล้ว ขณะที่ Gemini App มีผู้ใช้งานต่อเดือน 950 ล้านคน และ Google เตรียมเร่งพัฒนา Gemini 4 เพื่อแข่งขันกับ OpenAI และ Anthropic
แม้ผลประกอบการไตรมาสนี้จะชี้ให้เห็นชัดเจนขึ้นว่า AI เริ่มแปลงเป็นรายได้และกำไรจริงให้กับ Alphabet โดยเฉพาะธุรกิจ Google Cloud ที่กลายเป็นเครื่องยนต์การเติบโตใหม่ แต่ในอีกด้านหนึ่ง Alphabet ก็กำลังเข้าสู่ช่วงของการลงทุนที่เข้มข้นที่สุดในประวัติศาสตร์บริษัท
อ่านเพิ่มเติม
ที่มาข้อมูล Alphabet , CNBC , CNBC , Financial Times
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -