Meta เงินสดหายไปไหน? เหลือแค่ 784 ล้านดอลลาร์ บอกเป็น “บริษัท AI” ไม่ใช่แค่โซเชียลมีเดีย

Tech & Innovation

Tech Companies

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

Meta เงินสดหายไปไหน? เหลือแค่ 784 ล้านดอลลาร์ บอกเป็น “บริษัท AI” ไม่ใช่แค่โซเชียลมีเดีย

Date Time: 31 ก.ค. 2569 14:59 น.

Video

อยากลงทุนหุ้นอเมริกา แต่หุ้นเทคฯแพงแล้ว หรือจะไป Non-Tech ดี? | Money Issue EP.68

Summary

Meta ประกาศปรับงบลงทุนทั้งปีเพิ่มเป็น 1.3-1.45 แสนล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน AI และ Data Center ขนาดใหญ่ทั่วโลก

  • กระแสเงินสดอิสระ (Free Cash Flow) ของบริษัทลดลงเหลือเพียง 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ต่ำที่สุดในรอบ 5 ปี สร้างความกังวลต่อนักลงทุน
  • กำไรสุทธิไตรมาส 2 อยู่ที่ 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลง 14% และกำไรต่อหุ้นต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้
  • หน่วยธุรกิจ Reality Labs ยังคงขาดทุนหนักถึง 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในขณะที่รายได้หลัก 98% ยังคงมาจากธุรกิจโฆษณาบน Facebook และ Instagram
  • Meta มีแผนสร้างรายได้ใหม่จากการเปิดให้เช่าใช้พลังประมวลผล (Compute) และโมเดล AI อย่าง Muse Spark 1.1 ให้แก่ลูกค้าองค์กรเพื่อเปลี่ยนต้นทุนให้เป็นกำไร

Latest


ขณะเปิดเผยผลประกอบการไตรมาส 2/2026 Mark Zuckerberg ซีอีโอ Meta เปิดเผยว่า บริษัทกำลังเปลี่ยนตัวเองจาก Social Media Company ไปสู่ AI Company ที่ต้องการสร้างเทคโนโลยีตั้งแต่โครงสร้างพื้นฐานระดับล่าง ไปจนถึง AI ที่ผู้ใช้งานสัมผัสโดยตรง อย่างไรก็ตามตลาดกลับไม่ได้ตอบรับการเดิมพันครั้งนี้ในทันที

หลังประกาศงบ หุ้น Meta ร่วงหนักในการซื้อขายหลังตลาดปิด โดยเคยดิ่งลงสูงสุดราว 11% เนื่องจากนักลงทุนผิดหวังทั้งตัวเลขกำไรและแนวโน้มรายได้ ขณะที่คำถามใหญ่กว่า คือ Meta กำลังเอาเงินมหาศาลไปทำอะไร และ AI จะสร้างผลตอบแทนกลับมาได้เมื่อไร?

เพราะตัวเลขที่สะดุดตาที่สุดในงบครั้งนี้อาจไม่ใช่รายได้ แต่กลายเป็นกระแสเงินสด (Free Cash Flow) ที่เหลือหลังหักค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน ซึ่งเหลือเพียง 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ลดลงอย่างรุนแรงจาก 8,550 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในไตรมาสเดียวกันของปีก่อน ต่ำที่สุดในรอบอย่างน้อย 5 ปี ตามข้อมูลทางการเงินของบริษัท

ไตรมาสนี้ บริษัทมีรายได้รวมอยู่ที่ 6.08 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้น 28% จากปีก่อน และประมาณ 98% ของรายได้ยังมาจากโฆษณาบน Facebook และ Instagram ขณะที่กำไรสุทธิลดลง 14% เหลือ 1.58 หมื่นล้านดอลลาร์สหรัฐ กำไรต่อหุ้นอยู่ที่ 6.18 ดอลลาร์สหรัฐ ต่ำกว่าที่ตลาดคาดการณ์ไว้ถึง 7.22 ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้หน่วยธุรกิจ Reality Labs ที่ดูแล VR, AR, Mixed Reality, Quest และอุปกรณ์สวมใส่ ซึ่งรวมถึงการพัฒนา Smart Glasses และเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI ยังคงเป็นธุรกิจที่ขาดทุนจากการดำเนินงานหนักที่สุด โดยทำรายได้ไปแค่ 431 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และมียอดขาดทุนอยู่ที่ 4.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

ขณะที่ต้นทุนและค่าใช้จ่ายรวมไตรมาส 2 พุ่งขึ้น 55% สู่ 42,030 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ส่วนหนึ่งมาจากค่าใช้จ่ายพิเศษ เช่น ค่าใช้จ่ายด้านคดีความ 2,400 ล้านดอลลาร์ และค่าใช้จ่ายชดเชยการเลิกจ้าง 1,180 ล้านดอลลาร์ แต่ตัวเลข Free Cash Flow ที่ปัจจุบันเหลือเพียง 784 ล้านดอลลาร์สหรัฐนั้นกลายเป็นตัวเลขที่นักลงทุนจับตา

เงินหายไปไหน? 

สำหรับไตรมาสนี้ Meta ได้ประกาศเพิ่มงบลงทุนทั้งปีเป็น 130,000-145,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากกรอบเดิมที่ 125,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งบริษัทเพิ่งประกาศไว้เมื่อสามเดือนก่อน โดยระบุว่า งบส่วนใหญ่จะใช้ลงทุนด้าน AI Infrastructure เพื่อรองรับความต้องการ AI ที่เพิ่มขึ้น

พร้อมทั้งเดินหน้าก่อสร้าง Data Center หลายโครงการ เช่น โครงการ Meta Compute Data Center ขนาด 1GW ภายใต้ความร่วมมือเชิงกลยุทธ์กับ BlackRock มูลค่า 14,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน El Paso รัฐ Texas โครงการ Hyperion ในรัฐ Louisiana ที่มีต้นทุนมากกว่า 50,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ Data Center มูลค่า 9,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ใน Alberta ประเทศแคนาดา

ทั้งหมดนี้ชัดเจนว่า AI CapEx ของ Meta ไม่ใช่แค่การซื้อ GPU หรือฝึกโมเดล แต่เป็นการลงทุนสร้าง Physical Infrastructure ขนาดมหาศาลเพื่อรองรับ AI ในระยะยาว ตามที่ Mark Zuckerberg ได้แสดงวิสัยทัศน์ใหม่ต่อกลยุทธ์ AI ตลอดช่วงที่ผ่านมา

จาก Facebook สู่ AI Company

Zuckerberg กล่าวว่า ในความเป็นจริง AI เริ่มทำงานกับธุรกิจเดิมแล้ว หลังจากที่นำโมเดล LLMs ฝังเข้าไปอยู่ในระบบ Recommendation ของ Instagram และ Facebook เพื่อทำความเข้าใจทั้งเนื้อหา ความสนใจ และเป้าหมายของผู้ใช้งานได้ลึกขึ้น ทำให้ระบบสามารถเลือกคอนเทนต์ที่ตรงความสนใจมากขึ้น

ด้านธุรกิจโฆษณา Meta กำลังใช้ LLMs เพื่อช่วยคาดการณ์และจัดอันดับโฆษณาที่จะแสดงให้ผู้ใช้งาน โดยเพิ่มบริบทจากพฤติกรรมทั้งบนคอนเทนต์ทั่วไปและโฆษณา เพื่อทำให้โฆษณาตรงกลุ่มและเพิ่ม Conversion พร้อมกับย้ำว่า การลงทุน AI กำลังเริ่มสร้างผลตอบแทนแล้ว โดยธุรกิจโฆษณาของ Meta มีการเติบโตของรายได้เร็วกว่าเมื่อเทียบกับธุรกิจโฆษณาของบริษัทอื่น ๆ ที่รายงานออกมา

แม้รายได้เกือบทั้งหมดวันนี้ยังมาจากโฆษณา แต่ Meta กำลังพยายามสร้างตัวเองให้เป็นบริษัท AI ในแง่ของโครงสร้างธุรกิจและการลงทุนผ่านการสร้างเครื่องยนต์ตัวใหม่

ตั้งแต่ระดับโครงสร้างพื้นฐาน Data Center, Compute, ชิปที่บริษัทออกแบบเอง, โมเดล AI, ซอฟต์แวร์ ไปจนถึง AI Agent ที่จะเข้ามาเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ของบริษัท โดยมีเป้าหมาย คือ สร้างโครงสร้างพื้นฐาน AI ที่สามารถรองรับผู้ใช้งานหลายพันล้านคน และต่อยอดไปสู่ธุรกิจใหม่ในอนาคต

Infrastructure → Compute → Chips → Models → Software → AI Agents → Enterprise Services → Hardware

Zuckerberg เปิดเผยอีกว่า หนึ่งในเป้าหมายคือการนำโมเดล AI ของ Meta ไปให้บริษัทอื่นใช้งาน โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าองค์กร อย่างล่าสุดที่ได้เปิดตัว Muse Spark 1.1 ซึ่งมี Alexandr Wang หัวหน้าฝ่าย AI ของ Meta ระบุว่าเป็นโมเดลที่มีความสามารถสูงที่สุดของบริษัทสำหรับงานด้าน Agentic AI และ Coding อีกทั้งราคาถูกกว่าโมเดลของ OpenAI และ Anthropic

โดย Muse Spark 1.1 จะเปิดให้ใช้งานผ่าน Public API และมีแผนขยายช่องทางการให้บริการผ่านพันธมิตร รวมถึง Coding Agents พร้อมพัฒนาเครื่องมือเพื่อให้บริษัทต่าง ๆ สามารถนำโมเดลไปใช้งานได้ง่ายขึ้น สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของ Meta ในการเปลี่ยนการลงทุนด้าน AI ให้กลายเป็นรายได้โดยตรงมากขึ้น

นอกจากนี้เขายังพูดถึง Personal AI Agents ที่เป็นเป้าหมายต่อไป โดยบอกว่า Meta เป็นบริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่เพียงแห่งเดียวที่กำลังพัฒนา AI โดยมีเป้าหมายหลัก คือ นำ Superintelligence Hardware มาอยู่ในมือของผู้คนโดยตรง

โดยมองว่าในอนาคตอันใกล้ ผู้ใช้งานจะมี AI Agent ที่สามารถทำงานแทนตัวเองได้ตลอด 24 ชั่วโมง แต่ความท้าทาย คือ การทำให้ AI เหล่านี้ใช้งานง่ายพอสำหรับคนหลายพันล้านคน โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้ด้านเทคนิคเหมือนผู้ใช้ Coding Agents ในปัจจุบัน ซึ่ง Meta ต้องการทำให้สิ่งนี้เป็นอีกขั้นของผลิตภัณฑ์ใหม่ที่จะกลายเป็นพื้นฐานของผลิตภัณฑ์และแหล่งรายได้ระลอกต่อไปของบริษัท

จากผู้ซื้อ Compute สู่ผู้ขาย Compute

อีกหนึ่งภาพที่น่าสนใจ คือ Meta กำลังพยายามเปลี่ยนต้นทุน AI Infrastructure ให้กลายเป็นสินทรัพย์ที่สร้างรายได้ ต่างจาก Alphabet, Amazon และ Microsoft ที่มีธุรกิจ Cloud ขนาดใหญ่เป็นแหล่งรายได้รองรับการลงทุน AI โดย Meta ยังไม่มี Cloud Business ขนาดใหญ่ในระดับเดียวกัน

Zuckerberg บอกว่า Meta กำลังได้รับข้อเสนอจากบริษัทต่าง ๆ ที่ต้องการเช่าใช้ Compute หรือโครงสร้างพื้นฐานของ Meta โดยยอมจ่ายในราคาที่สูงกว่าต้นทุนที่บริษัทจ่ายไปอย่างมีนัยสำคัญซึ่งนี่อาจกลายเป็นหนึ่งในวิธีที่ Meta จะเปลี่ยนเงินลงทุนมหาศาลให้กลายเป็นรายได้อีกทาง

โดย Compute ของ Meta จะถูกใช้ทั้งเพื่อ Training AI Models, ขยายธุรกิจหลัก, พัฒนา Personal Agents และผลิตภัณฑ์ใหม่ แต่บริษัทก็คาดว่าจะสร้างธุรกิจขนาดใหญ่จากการให้บริการลูกค้าองค์กรด้วยเช่นกัน และนอกจาก API หรือ Business Agents แล้ว Meta ยังวางแผนพัฒนาเครื่องมือด้าน Coding และ Productivity เพิ่มเติม

หากทำได้สำเร็จ Meta จะไม่ได้เป็นเพียงบริษัทที่ ซื้อ Compute เพื่อพัฒนา AI แต่กำลังพยายามกลายเป็นบริษัทที่สามารถนำ Compute ส่วนเกินมาขายให้คนอื่นใช้ และสร้างผลตอบแทนจากโครงสร้างพื้นฐานที่ตัวเองลงทุนไป

บทเรียนจาก Metaverse กำลังกลับมา?

ในด้านนักวิเคราะห์ได้เปรียบเทียบสถานการณ์ปัจจุบันกับการลงทุนใน Metaverse ก่อนหน้านี้ ที่บริษัทใช้เงินหลายหมื่นล้านดอลลาร์ เพื่อสร้างโลกเสมือนจริงและอุปกรณ์ VR ก่อนที่ตลาดจะตอบรับในวงกว้างอย่างที่คาดหวัง ซึ่งพิสูจน์แล้วไม่เป็นไปตามคาดหวัง

แม้ความแตกต่างในปัจจุบัน คือ AI กำลังสร้างรายได้จริงให้กับหลายบริษัท และสามารถนำมาเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจโฆษณาหลักของ Meta ได้ทันที อย่างไรก็ตามนักลงทุนยังคงต้องการเห็นว่าเงินก้อนนี้จะเปลี่ยนเป็นรายได้ กำไร และกระแสเงินสดได้อย่างไร

Meta จึงกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญว่า AI จะเป็นเครื่องจักรสร้างการเติบโตระลอกใหม่ หรือจะกลายเป็นการเดิมพันครั้งใหญ่อีกครั้งของ Mark Zuckerberg เหมือนกับ Metaverse ก่อนหน้านี้

อ่านเพิ่มเติม


ที่มาข้อมูล Meta , CNBC , Yahoo Finance , Bloomberg 

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   

https://www.facebook.com/ThairathMoney 


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ