ความพร้อมท่าอากาศยานไทยท่ามกลางคลื่นสงครามโลก เปิดมุมมอง CAAT, AOT, SKY ผู้พัฒนาเทคฯ

Economics

Thai Economics

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ

Tag

ความพร้อมท่าอากาศยานไทยท่ามกลางคลื่นสงครามโลก เปิดมุมมอง CAAT, AOT, SKY ผู้พัฒนาเทคฯ

Date Time: 11 มี.ค. 2569 15:32 น.

Video

ดีเบต! หวยใบเสร็จ SMEs VS เศรษฐีเงินล้าน ใครจะพาไทยรอดจากวิกฤติปากท้อง? | Money Issue EP.45

Summary

อุตสาหกรรมการบินไทยฟื้นตัวหลังโควิด, คาดการณ์ผู้โดยสาร 121 ล้านคนต่อปี, ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศเติบโต

  • ไทยยกระดับมาตรฐานการบินสู่ Category 1 และผ่านการตรวจสอบจาก FAA และ ICAO, สะท้อนความเชื่อมั่น
  • สนามบินไทยเร่งขยายศักยภาพรองรับผู้โดยสาร, เช่น ดอนเมือง 40 ล้านคนต่อปี, ภูเก็ต 18 ล้านคนต่อปี
  • เทคโนโลยี Aviation Tech ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสนามบิน, ลดเวลาผู้โดยสาร, เพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์
  • ความเสี่ยงจากสงครามและราคาพลังงานส่งผลต่อต้นทุนสายการบิน, ภาครัฐพิจารณาลดภาษีน้ำมันและค่าธรรมเนียมสนามบิน

Latest


อุตสาหกรรมการบินของไทยกำลังกลับมาอยู่ในช่วงขาขึ้นอีกครั้ง หลังผ่านวิกฤตโควิดและการปรับโครงสร้างมาตรฐานการบินครั้งใหญ่ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา แต่การฟื้นตัวรอบนี้เกิดขึ้นในบริบทของโลกที่เปลี่ยนไป โดยเฉพาะความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ต่อเนื่องด้วยราคาพลังงานที่ผันผวน และการแข่งขันของผู้ให้บริการด้านการบินและสนามบินในเอเชียที่เข้มข้นขึ้น นำไปสู่คำถามสำคัญที่ว่า ไทยพร้อมแค่ไหนที่จะรับมือความเสี่ยงและใช้โอกาสจากสถานการณ์โลกเพื่อยกระดับตัวเองสู่ Aviation Hub ของภูมิภาค

จากเวทีเสวนาหัวข้อ “ศักยภาพและความพร้อมของอุตสาหกรรมการบินไทย สู่การเป็น Aviation Hub” ภายในงานเปิดตัว “SKY Aviation Lab” ห้องปฏิบัติการสนามบินอัจฉริยะที่ SKY ร่วมกับมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ จำลองการทำงานจริงตั้งแต่ระบบเช็คอินถึงระบบตรวจคัดกรองผู้โดยสาร เตรียมความพร้อมบุคลากรรุ่นใหม่เติมเต็มอุตสาหกรรมการบินไทย มุมมองจาก 3 ฟันเฟืองสำคัญของระบบการบินไทยหลายมิติ นำโดย สำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) หรือ AOT และ บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) ผู้พัฒนาระบบเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับกิจการการบินให้สนามบินทั่วประเทศ ชี้ให้เห็นว่า

ความพร้อมเชิงโครงสร้างและการบริหารจัดการของท่าอากาศยานไทยเราพร้อมรับมือกับผลกระทบจากสงครามได้ ทั้งในด้านมาตรฐานการบิน โครงสร้างสนามบิน และระบบกำกับดูแล อย่างไรก็ตามความเสี่ยงสำคัญยังคงอยู่ที่ ปัจจัยภายนอกที่ควบคุมไม่ได้ เช่น ราคาพลังงาน เสถียรภาพของน่านฟ้าโลก และพฤติกรรมการเดินทางของนักท่องเที่ยว

การกลับสู่เวทีการบินโลก พร้อมดีมานด์การบินที่เติบโตโดดเด่น

พลอากาศเอก มนัท ชวนะประยูร ผู้อำนวยการสำนักงานการบินพลเรือนแห่งประเทศไทย (CAAT) กล่าวว่า ในช่วงสิบปีที่ผ่านมา อุตสาหกรรมการบินไทยเคยเผชิญความท้าทายครั้งสำคัญ หลังถูกลดระดับมาตรฐานความปลอดภัยลงสู่ Category 2 จากปัญหาหลักในเวลานั้น คือ การที่โครงสร้างการกำกับดูแลของเรายังไม่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล 

อย่างไรก็ตามหลังจากการปฏิรูปกฎหมายใหม่ ปรับโครงสร้างหน่วยงานใหม่เพื่อแยกบทบาทให้ชัดเจน รวมถึงพัฒนาระเบียบการกำกับดูแลมาอย่างต่อเนื่องทำให้ไทยสามารถยกระดับมาตรฐานกลับสู่ Category 1 ได้สำเร็จ
นอกจากนี้ไทยได้กลายเป็นประเทศเดียวที่ผ่านการตรวจสอบจากหน่วยงานการบินระดับโลกพร้อมกันถึงสามด้านในปีเดียว ได้แก่ สำนักงานบริหารการบินแห่งสหรัฐอเมริกา (FAA) และ องค์การการบินพลเรือนระหว่างประเทศ (ICAO) ทั้งในด้านความปลอดภัยและมาตรการรักษาความปลอดภัย

จากเดิมที่คะแนนการประเมินเฉลี่ยอยู่ราว 60% การตรวจสอบรอบล่าสุดทำคะแนนได้มากกว่า 90% ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยของโลกอย่างมีนัยสำคัญ สะท้อนให้เห็นว่ามาตรฐานการบินของประเทศไทยในวันนี้ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี และเป็นที่ยอมรับในระดับสากล โดยนอกจากเรื่องภาพลักษณ์ การกลับสู่ Category 1 ยังปลดล็อกข้อจำกัดสำคัญ เช่น นักบินไทยสามารถทำงานในตลาดการบินโลกได้ สายการบินสามารถเปิดเส้นทางบินระหว่างประเทศใหม่ได้ เรียกความเชื่อมั่นของอุตสาหกรรมกลับคืนมาโดยรวม

ด้าน ศิโรตม์ ดวงรัตน์ รองกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ (สายงานพัฒนาธุรกิจและการตลาด) บริษัท ท่าอากาศยานไทย จำกัด (มหาชน) (AOT) กล่าวถึง การฟื้นตัวของการท่องเที่ยวโลกที่มีส่วนให้ปริมาณผู้โดยสารในระบบการบินไทยเติบโตอย่างรวดเร็ว จากระดับก่อนโควิดที่ประมาณ 111 ล้านคนต่อปี ปัจจุบันตัวเลขกำลังมุ่งสู่ 121 ล้านคนต่อปี ขณะที่ธุรกิจขนส่งสินค้าทางอากาศ ก็ฟื้นตัวเกินระดับก่อนโควิดแล้ว

โดยการเพิ่มฝูงบินไม่ได้หมายถึงเพียงการเพิ่มเที่ยวบิน แต่ยังหมายถึงการขยายระบบบุคลากรครั้งใหญ่ ตั้งแต่นักบิน ลูกเรือ วิศวกรซ่อมบำรุง เจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัย เจ้าหน้าที่ภาคพื้นดิน ระบบขนส่งสัมภาระและผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์ ซึ่งสะท้อนว่าการบินเป็นอุตสาหกรรมที่มี Multiplier Effect สูงต่อเศรษฐกิจ

Data และ Aviation Tech กำลังเปลี่ยนเกมการแข่งขันของสนามบิน

แม้อุตสาหกรรมการบินโลกจะเติบโตเฉลี่ยประมาณ 8% ต่อปี โดยเฉพาะในเอเชียที่เติบโตเร็วกว่าค่าเฉลี่ยโลก แต่การแข่งขันของสนามบินในยุคใหม่ไม่ได้อยู่ที่การสร้างสนามบินที่ใหญ่ที่สุดแต่เป็นการแข่งขันเรื่องประสิทธิภาพ (Efficiency) กล่าวคือ ประสิทธิภาพสำคัญกว่าขนาด

สิทธิเดช มัยลาภ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท สกาย ไอซีที จำกัด (มหาชน) หรือ SKY ผู้พัฒนาระบบเทคโนโลยีสำคัญ ๆ ภายในสนามบินทั่วประเทศ ให้มุมมองในฐานะผู้ให้บริการเทคโนโลยีด้าน Aviation Tech as a Service ว่า การแข่งขันในวันนี้ไม่ได้อยู่ที่ว่าใครสามารถขนส่งผู้โดยสารหรือสินค้าได้มากที่สุดอีกต่อไป แต่สนามบินที่ประสบความสำเร็จในปัจจุบัน คือ สนามบินที่สามารถเคลื่อนย้ายผู้โดยสารได้เร็ว ลดความแออัด และสามารถเพิ่มรายได้เชิงพาณิชย์

เทคโนโลยีจึงกลายเป็นหัวใจสำคัญของการแข่งขัน โดยเฉพาะในประเทศไทยเราที่มีการนำระบบดิจิทัลและเทคโนโลยีต่าง ๆ เข้ามาปรับใช้มากขึ้น เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการให้บริการ ตัวอย่างเช่น ระบบที่กำลังถูกนำมาใช้ในสนามบินไทย ได้แก่ ระบบ Self Check-in ระบบพิสูจน์ตัวตนแบบ Biometrics และ ระบบตรวจคนเข้าเมืองอัตโนมัติ (Automatic Border Control) ที่ช่วยให้ผู้โดยสารชาวไทยและชาวต่างชาติจากบางประเทศสามารถผ่านด่านอัตโนมัติได้ โดยไม่ต้องต่อคิวกับเจ้าหน้าที่เหมือนเดิม

เทคโนโลยีเหล่านี้ช่วยลดเวลาการเดินทางของผู้โดยสาร จากเดิมประมาณ 45–50 นาที เหลือเพียง 30–35 นาที และเร็วสุดเพียง 15–20 นาที เมื่อสนามบินมีผู้โดยสารวันละ 60,000-70,000 คน การลดเวลาเพียง 10 นาทีต่อคน เท่ากับ การประหยัดเวลาหลายแสนชั่วโมงต่อวัน และเวลาที่เพิ่มขึ้นนี้มักถูกใช้กับการใช้บริการอื่น ๆ ภายในสนามบิน ซึ่งกลายเป็นรายได้สำคัญของสนามบิน

นอกจากเรื่องความสะดวก อีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญมาก คือ การขับเคลื่อนระบบด้วยข้อมูล (Data) ที่ได้พิสูจน์ให้เห็นว่าสิ่งนี้คือทรัพยากรใหม่ของสนามบินอย่างแท้จริง การวิเคราะห์ข้อมูลสามารถบอกได้ว่าผู้โดยสารเดินผ่านพื้นที่ใดมากที่สุด ใช้เวลาในแต่ละโซนเท่าใด และมีแนวโน้มใช้จ่ายในร้านค้าประเภทใด ข้อมูลเชิงลึกเหล่านี้ช่วยให้สนามบินสามารถออกแบบพื้นที่เชิงพาณิชย์ วางตำแหน่งร้านค้า รวมถึงการวางกลยุทธ์เพิ่มรายได้ต่อผู้โดยสารได้อย่างแม่นยำ

ต่อเนื่องด้วยการทำ Digital Transformation เมื่อกระบวนการต่าง ๆ ในสนามบินเร็วขึ้นก็จะช่วยลดความล่าช้าของเที่ยวบิน (Delay) เมื่อเที่ยวบินล่าช้าน้อยลง สายการบินก็สามารถเพิ่มความถี่ของเที่ยวบิน (Frequency) ได้มากขึ้น และทุกเที่ยวบินที่เพิ่มขึ้นก็หมายถึงผู้โดยสารอีก 200-300 คนต่อเที่ยว ซึ่งเท่ากับเป็นการเพิ่มรายได้ให้กับประเทศ

เมกะโปรเจกต์ขยายสนามบินทั่วประเทศ

การปลดล็อกมาตรฐานการบิน การฟื้นตัวของการเดินทางหลังโควิด และการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่กำลังทำให้อุตสาหกรรมการบินไทยเข้าสู่ช่วงการเติบโตระลอกใหม่

 พลอากาศเอก มนัท กล่าวเพิ่มเติมถึง เมกะโปรเจกต์มูลค่ารวมหลายแสนล้านบาทที่ประเทศไทยกำลังดำเนินการขยายสนามบินหลายแห่งเพื่อรองรับการเติบโตของการเดินทาง โดยประเทศไทยมีสนามบินรวมประมาณ 39 แห่งกระจายอยู่ทั่วประเทศ ในจำนวนนี้มี 7 สนามบินหลัก ที่บริหารโดย AOT ซึ่งกำลังเร่งขยายความจุอย่างต่อเนื่อง เช่น

สนามบินดอนเมืองเฟส 3 ที่เพิ่มความสามารถรองรับผู้โดยสารเป็นประมาณ 40 ล้านคนต่อปี สนามบินภูเก็ต ขยายสนามบินรองรับได้ 18 ล้านคนต่อปี สนามบินเชียงใหม่ เพิ่มศักยภาพรองรับประมาณ 8 ล้านคนต่อปี การขยายอาคารผู้โดยสารและโครงสร้างพื้นฐานของสนามบินสุวรรณภูมิ รวมถึงโครงการพัฒนาสนามบินอู่ตะเภาและเมืองการบินภาคตะวันออกที่ดำเนินการโดย บริษัท อู่ตะเภา อินเตอร์เนชั่นแนล เอวิเอชั่น จำกัด หรือ UTA

ด้านการแข่งขันระหว่างสนามบินในภูมิภาค ไทยมีจุดแข็งด้านตำแหน่งทางภูมิศาสตร์ การมีสนามบินหลายแห่งรองรับการบินระหว่างประเทศ อีกทั้งยังเป็นจุดหมายท่องเที่ยวระดับโลก อย่างไรก็ตามความท้าทายของไทย คือ จะขยายโครงสร้างพื้นฐานและการให้บริการอย่างไรให้เพียงพอกับดีมานด์ที่เพิ่มขึ้น และจะทำอย่างไรให้สนามบินเหล่านี้ทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ

มาตรการคุมราคาตั๋วและต้นทุนสนามบิน ท่ามกลางความเสี่ยงจากสงคราม

จากสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลางกำลังสร้างแรงกระเพื่อมต่อระบบการบินโลก ทั้งในด้านต้นทุนพลังงาน ความปลอดภัยของน่านฟ้า และเส้นทางบินระหว่างทวีป ในบริบทนี้ ภาพรวมของอุตสาหกรรมการบินไทยสะท้อนว่า ประเทศไทยมีความพร้อมในระดับหนึ่งในการรับมือกับผลกระทบจากสงคราม แต่ในขณะเดียวกันก็ยังต้องบริหารความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด

หนึ่งในปัจจัยสำคัญ คือ ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน ซึ่งคิดเป็นต้นทุนสูงถึงประมาณ 30-40% ของต้นทุนสายการบินทั้งหมด ขณะเดียวกันความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของน่านฟ้าในบางพื้นที่ อาจทำให้สายการบินต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน บินอ้อมเพื่อหลีกเลี่ยงพื้นที่เสี่ยง เพิ่มระยะทางและเวลาบิน ซึ่งทั้งหมดนี้หมายถึง “ต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น”

หากความขัดแย้งทำให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปรับตัวสูงขึ้น ต้นทุนของสายการบินก็จะเพิ่มขึ้นทันที และมีแนวโน้มถูกส่งต่อมายังราคาตั๋วที่ถูกกำหนดผ่านระบบ Dynamic Pricing ดังเช่นก่อนหน้านี้ที่ราคาตั๋วเครื่องบินมักจะปรับราคาที่สูงขึ้นในช่วงเทศกาล เนื่องจากระบบราคาตั๋วในปัจจุบันใช้โมเดล Dynamic Pricing ซึ่งอาศัยอัลกอริทึมปรับราคาตามจำนวนผู้จอง

เวลาใกล้วันเดินทาง รวมถึงราคาน้ำมันเชื้อเพลิงในช่วงที่ความต้องการสูง ราคาจึงปรับขึ้นโดยอัตโนมัติ มาตรการของภาครัฐในช่วงเทศกาลที่ผ่านมา ได้แก่ ขอความร่วมมือสายการบินลดเพดานราคาประมาณ 30% และเพิ่มเที่ยวบินในช่วงความต้องการสูง ซึ่งเป็นมาตรการการจัดการในระยะสั้น

พลอากาศเอก มนัท ให้ความเห็นในประเด็นนี้ว่า ในระยะยาวทาง CAAT ยังมีแนวคิดหารือกับกระทรวงการคลังเพื่อพิจารณาการลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันเชื้อเพลิงอากาศยาน เพื่อช่วยลดต้นทุนที่ต้นทางของสายการบินแทนที่จะปล่อยให้ราคาตั๋วเครื่องบินสะท้อนต้นทุนที่สูงขึ้นทั้งหมด

และอีกแนวทางหนึ่ง คือ การลดค่าธรรมเนียมสนามบินของ AOT ซึ่งค่าธรรมเนียมเหล่านี้เป็นต้นทุนสำคัญที่สายการบินต้องจ่าย เช่น ค่าธรรมเนียมการขึ้นลงเครื่องบิน ค่าธรรมเนียมผู้โดยสาร ค่าใช้บริการสนามบิน หากต้นทุนสองส่วนนี้ลดลงพร้อมกันก็จะช่วยให้สายการบินมีพื้นที่ในการบริหารราคาตั๋วได้มากขึ้น อีกทั้งไม่ให้ภาระค่าใช้จ่ายตกอยู่กับผู้โดยสารมากเกินไป

ทั้งนี้ความตึงเครียดของโลกอาจสร้างความเสี่ยงด้านต้นทุนและการท่องเที่ยว แต่อีกมุมหนึ่งก็อาจกลายเป็นโอกาสเชิงยุทธศาสตร์สำหรับประเทศไทย พลอากาศเอก มนัท กล่าวว่า เที่ยวบินยุโรป-เอเชียบางเส้นทางต้องปรับเส้นทางบิน อาจกลายเป็นโอกาสสำคัญของประเทศไทยในเชิงยุทธศาสตร์ เช่น เส้นทางบินจากยุโรปที่เดิมต้องบินผ่านตะวันออกกลาง บางช่วงต้องเปลี่ยนเส้นทางบิน ทำให้สายการบินมองหาจุดแวะพัก (Stopover) หรือ ศูนย์กลางต่อเครื่อง (Hub) ใหม่ในภูมิภาค

โดยสรุปแล้วภาพรวมที่ปรากฏจากมุมมองของ CAAT, AOT และ SKY สะท้อนว่าการพัฒนาการบินไทยกำลังเดินหน้าในสามมิติหลัก ได้แก่ มาตรฐานระดับโลก การลงทุนขยายสนามบินรองรับดีมานด์ และการพัฒนาด้านเทคโนโลยีเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารสนามบิน อย่างไรก็ตามประเทศไทยกำลังกลับมาอยู่ในตำแหน่งที่มีศักยภาพสูงอีกครั้ง แต่ในเวลาเดียวกันยังมีอีกหลายปัจจัยสำคัญที่ต้องจับตา


อ่านเพิ่มเติม


ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ -   


Author

กองบรรณาธิการ

กองบรรณาธิการ