
สัญญาณอันตราย! สงครามอิหร่านยืดเยื้อ ดันน้ำมันทะลุ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล จับตาไทยเสี่ยงเผชิญ Stagflation รับมือวิกฤติพลังงานระดับ Code RED
โลกกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งใหญ่ เมื่อสถานการณ์ในตะวันออกกลางทวีความรุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็ว หลังพันธมิตรสหรัฐฯ-อิสราเอล ยกระดับการโจมตีเข้าสู่เฟส 2 มุ่งเป้าสาธารณูปโภคและโครงสร้างพื้นฐานพลังงานของอิหร่าน ขณะที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีแหล่งน้ำมันและเส้นทางขนส่งสำคัญ ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งสูงขึ้นจนเข้าสู่ "ระดับอันตราย"
เพียงในรอบสัปดาห์เดียว ราคาน้ำมันดิบปรับตัวพุ่งขึ้นกว่า 48% โดยล่าสุดน้ำมันดิบเบรนท์ (Brent) ทะยานแตะระดับ 114 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ซึ่งมีสาเหตุหลักมาจาก
ดร.กอบศักดิ์ ภูตระกูล กรรมการรองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ และอดีตรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่าราคาน้ำมันที่ระดับ 110 ดอลลาร์คือสัญญาณอันตรายขั้นสุด หากสถานการณ์ไม่คลี่คลาย เราอาจได้เห็นภาพซ้ำรอยสงครามยูเครนที่น้ำมันแตะ 130 ดอลลาร์ ซึ่งจะนำไปสู่
"ต้องเตรียมแผน 2 ทันที! เร่งสำรองน้ำมัน, ส่งเสริม Solar & EV อย่างจริงจัง และเปิดทางเลือกพลังงานใหม่ๆ เตรียมไว้ดีกว่าไม่เตรียม"
ขณะ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ (พรรคประชาชน) อดีตประธานกรรมการตรวจสอบและกรรมการ บมจ บางจากปิโตรเลียม (บมจ บางจากคอร์เปอร์เรชัน) วิเคราะห์ว่าความมั่นคงทางพลังงานคือ "จุดเปราะบาง" ที่สุดของเศรษฐกิจไทย โดยเตือนว่าไทยอาจต้องเผชิญกับสภาวะ Stagflation (เศรษฐกิจชะงักงันแต่เงินเฟ้อสูง) ซึ่งน่ากลัวกว่าเงินฝืด
ท่ามกลางความกังวลเรื่องของแพง กรมการค้าภายใน ได้ออกมาเคลื่อนไหวเพื่อสยบความตื่นตระหนก ดังนี้
ทั้งหมด สะท้อนได้ว่า สถานการณ์น้ำมันโลกในรอบนี้ "ไม่ใช่เรื่องไกลตัว" และมีโอกาสยืดเยื้อกว่าที่คิด การปรับตัวสู่การใช้พลังงานทางเลือกและการวางแผนการเงินเพื่อรับมือกับค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้น อาจคือทางรอดสำคัญในยุค Oil Crisis 2026 นี้
ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https:// www.facebook.com/ThairathMoney