
ในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา ตลาดการลงทุนทั่วโลกต้องเผชิญกับความผันผวนอย่างหนัก จากความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ในตะวันออกกลางที่ยกระดับขึ้นต่อเนื่อง ความกังวลว่าความขัดแย้งอาจกระทบเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก ทำให้ราคาพลังงานพุ่งสูง และกดดันบรรยากาศการลงทุน รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์เริ่มส่งสัญญาณผ่อนคลาย หลังสหรัฐฯ เร่งดำเนินการทางทหารเพื่อลดศักยภาพของอิหร่าน ขณะเดียวกันองค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) เตรียมระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ เพื่อลดความเสี่ยงด้านอุปทาน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบเริ่มปรับตัวลดลง
ท่ามกลางสัญญาณดังกล่าว นักวิเคราะห์หลายสำนักเริ่มมองบวกมากขึ้น โดยประเมินว่าความขัดแย้งอาจจบเร็ว และกลายเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้เงินทุนเริ่มไหลกลับเข้าสู่ตลาดหุ้น และหนุนหุ้นกลุ่มที่เคยถูกกดดันจากต้นทุนพลังงานสูงให้กลับมาฟื้นตัว
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เริ่มเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้น โดยล่าสุดสหรัฐฯ ได้ยกระดับการโจมตีอย่างรุนแรงต่อเป้าหมายทางทหารของอิหร่าน
ซึ่งแม้จะดูมีความตึงเครียดมากขึ้น แต่ในมุมมองทางยุทธศาสตร์ กลับเป็นการเร่งเกมเพื่อทำลายขีดความสามารถทางการทหารของฝั่งตรงข้ามให้เร็วที่สุด และทำให้หลายคนมองว่าสงครามครั้งนี้อาจเข้าสู่จุดจบได้ในระยะเวลาอันใกล้
หนึ่งในจุดเปราะบางที่สุดของวิกฤติครั้งนี้คือ "ช่องแคบฮอร์มุซ" ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่ง คิดเป็นสัดส่วนถึง 20% ของการขนส่งน้ำมันทั่วโลก
ล่าสุงสหรัฐฯ ตรวจพบการวางทุ่นระเบิดในบริเวณดังกล่าวเพิ่มขึ้น ทำให้ต้องเร่งจัดส่งกองกำลังเข้าไปเคลียร์พื้นที่ และรักษาความปลอดภัยในเส้นทางเดินเรือ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดภาวะชะงักงันของห่วงโซ่อุปทานโลก
อย่างไรก็ตาม องค์การพลังงานระหว่างประเทศ (IEA) ซึ่งประกอบด้วยชาติสมาชิก 30 ประเทศ พร้อมด้วยกลุ่ม G7 ได้เตรียมงัดไพ่ใบสำคัญออกมาใช้ นั่นคือการเตรียมระบายน้ำมันจากคลังสำรองเชิงยุทธศาสตร์ (SPR)
โดยคาดการณ์ว่าอาจมีการปล่อยน้ำมันออกสู่ตลาดสูงถึง 300-400 ล้านบาร์เรล เพื่อชดเชยอุปทานที่หายไปและลดความเสี่ยงหากสถานการณ์ยืดเยื้อ ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกที่เคยพุ่งทะลุ 115-120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ร่วงลงมาอย่างรวดเร็ว ซึ่งถือเป็นการคลายความกดดันด้านเงินเฟ้อ และเป็นปัจจัยบวกโดยตรงต่อตลาดหุ้นทั่วโลก รวมถึงตลาดหุ้นไทยด้วย
นักวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ กรุงศรี จำกัด (มหาชน) มองว่าการที่สหรัฐฯ เร่งเคลียร์ช่องแคบฮอร์มุซบวกกับ IEA เตรียมปล่อยคลังน้ำมันสำรอง ทำให้ราคาน้ำมันดิบย่อตัวลงมาบริเวณ 85 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อบาร์เรล และ Dollar Index อ่อนค่าลง ปัจจัยนี้เป็นบวกต่อตลาดหุ้นเกิดใหม่และประเทศไทย รวมถึงหุ้นที่เผชิญแรงกดดันราคาพลังงาน อาทิ โรงไฟฟ้า ปิโตรเคมี สายการบิน
โดยแนะนำ 3 ธีมเด่น ได้แก่
ด้าน ฝ่ายวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส จำกัด ชี้ว่าความตื่นตระหนกของตลาดลดลงชัดเจน ดัชนีความกลัว (VIX INDEX) ร่วงจาก 35 ลงมาที่ 24 ขณะที่ราคาน้ำมัน Brent ดิ่งลงกว่า 11% จากความหวังเรื่องการหยุดยิงและคลังสำรอง SPR
สถิติในอดีตชี้ว่า หาก VIX ผ่านจุดสูงสุดไปแล้ว ตลาดหุ้นไทยมักฟื้นตัวได้ราว 5% ใน 1 เดือน รอบนี้จึงมีลุ้นทะลุ 1,500 จุด แนะนำเก็บหุ้น "Domestic & Growth" สำหรับกลยุทธ์การลงทุนในประเทศ ได้แก่
ในอีกด้านหนึ่ง บริษัทหลักทรัพย์ ดาโอ (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) ให้มุมมองที่ระมัดระวังขึ้น โดยระบุว่าแม้สหรัฐฯ จะส่งสัญญาณว่าสงครามใกล้จบ แต่ฝั่งอิหร่านยังไม่มีท่าทีต้องการเจรจา และความเสี่ยงเรื่องเส้นทางขนส่งพลังงานที่ชะงักงันยังอาจกดดันให้เงินเฟ้อทรงตัวระดับสูง
แต่หากสถานการณ์จบลงได้จริงตามที่สหรัฐฯ กล่าว ดัชนีมีโอกาสรีบาวด์ไปปิด Gap ที่ 1,466 จุด
ดังนั้น ภาพรวมยังแนะนำให้ "ชะลอการลงทุน" เพื่อรอดูความชัดเจน แต่สำหรับสายเก็งกำไร แนะนำเล่นสั้นในกลุ่มหุ้นที่ไม่ได้รับผลกระทบจากสงคราม หรือหุ้นพื้นฐานดีที่ราคาปรับตัวลงมาลึกตามภาวะตลาด
อ่านข่าวหุ้น และการลงทุน กับ Thairath Money ได้ที่
ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้