สงครามการค้าระหว่าง สหรัฐอเมริกา กับ จีน ฉากหน้าก็คงลดความตึงเครียดลงได้ในระยะสั้น เพราะ โจ ไบเดน ว่าที่ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศจะให้ความสำคัญกับการแก้ปัญหาภายในประเทศก่อน ทั้งเรื่องโควิด เศรษฐกิจ สิ่งแวดล้อม และความขัดแย้งสีผิว แต่ถึงอย่างไรการขับเคี่ยวระหว่างจีนกับอเมริกาไม่มีทางเลิกรากันแน่ ทั้งคู่ขัดแย้งกันอย่างลึกล้ำ ทั้งเรื่องเศรษฐกิจและเทคโนโลยี นอกจากนี้ อินเดีย ก็พัฒนาตัวเองขึ้นมาอย่างมาก กำลังเติบโตกลายเป็นขั้วที่ 3 แล้วไทยจะเอาตัวรอดอย่างไรท่ามกลางสภาวการณ์เช่นนี้รศ.ดร.ปิติ ศรีแสงนาม ผู้อำนวยการศูนย์อาเซียนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้วิเคราะห์สถานการณ์ในแง่มุมต่างๆให้สื่อมวลชนกลุ่มย่อยรับฟัง ในการอบรม “มองจีนยุคใหม่ ความท้าทายที่สื่อไทยควรรู้” ปีที่ 3 ที่จัดโดย สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทยรศ.ดร.ปิติได้เล่าถึง ฉากทัศน์ที่คาดการณ์ไว้ในงานวิจัย ว่า โลกอนาคตมีความเป็นได้ 4 ทาง คือ 1.Game of thrones สหรัฐอเมริกาอยู่ในช่วงขาลง จีนกำลังจะขึ้นมาเป็นเจ้าโลกแทน การปะทะกันของทั้งคู่อาจอยู่ในรูปสงครามเต็มรูปแบบ หรือสงครามการค้า สงครามเทคโนโลยี สงครามน้ำลาย 2.Multiplex world โลกจะไม่มีใครเป็นผู้นำเดี่ยว อเมริกา ยุโรป จีน อาเซียน หรือแม้แต่องค์กรระหว่างประเทศ บรรษัทข้ามชาติ อาจจะมีบทบาทนำในบางเรื่อง และจัดระเบียบในเรื่องที่ตัวเองถนัด3.Community of the share common destiny เรื่องนี้มาจากการประชุมสมัชชาใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์จีน และได้นำไปใส่ไว้ในรัฐธรรมนูญ จีนจะแบ่งปันวิทยาศาสตร์ การค้าการลงทุน เชื่อมโยงโครงสร้างพื้นฐาน แม้จีนไม่ต้องการรุกรานใคร แค่ต้องการโอกาสในการทำการค้าการลงทุน แต่ถ้าสิ่งที่แบ่งปันเชื่อมโยงทำให้จีนได้ก้าวเป็นมหาอำนาจ จีนก็พร้อมรับ 4.Dystopian สังคมโลกไม่มีระเบียบโลก ไม่มีกฎเกณฑ์การค้าการลงทุน แต่ละประเทศต่างหาผลประโยชน์ให้ประเทศมากที่สุด ซึ่งข้อนี้เป็นทางที่เลวร้ายที่สุด สำหรับทางรอดของประเทศไทย รศ.ดร.ปิติมีข้อเสนอแนะดังนี้ 1. ยกระดับอุตสาหกรรมเกษตร ไทยมีเทคโนโลยีในการปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ไม่แพ้ชาติใดในโลก ปัญหาคือไทยไม่มีกฎเกณฑ์คุ้มครองสิทธิบัตรที่ดีพอ จึงต้องสร้างกฎระเบียบคุ้มครอง พร้อมทั้งส่งเสริมให้ออกไปลงทุนข้างนอก ใช้ที่ดินที่อุดมสมบูรณ์และแรงงานในอาเซียนหรือเอเชียใต้ แล้วสนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเชื่อมโยงนำผลผลิตกลับมาแปรรูปต่อยอด2.อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นรายได้ร้อยละ 20 ของจีดีพี ควรมองหาตลาดใหม่ๆ แม้จีนเป็นตลาดใหญ่ที่สุด มาเที่ยวไทยปีละ 11 ล้านคน มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นปีละ 4-5% ขณะที่อินเดียและเอเชียใต้มีสัดส่วนเพิ่มขึ้นปีละ 22-24% นอกจากนี้ต้องยกระดับให้เป็นอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวเชิงสุขภาพ หรือเชิงศิลปวัฒนธรรมจะมีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น3.Creative Industry เช่น ทั่วโลกมีอาหาร 6 สกุล ได้แก่ ฝรั่งเศส อิตาเลียน จีน อินเดีย ญี่ปุ่น และไทย ซึ่งอาหารไทยถือว่าเล็กที่สุด ทั้งที่ต่างชาติคลั่งไคล้อาหารไทยมาก ดังนั้นไม่ควรปล่อยให้เสียโอกาส4.Hi-Tech Industry โลกอนาคตไม่ได้ต้องการโรงงานใหญ่หมื่นล้านแสนล้าน แต่ต้องการทักษะความสามารถของคน เป็นพวกกระบี่มือเดี่ยว ทำในสิ่งที่เอไอทำไม่ได้ รัฐบาลจึงควรส่งเสริมเด็กในทักษะพิเศษเหล่านี้ให้มากๆขณะเดียวกัน ไทยต้องแก้ไขจุดอ่อนเรื่องการทุจริตคอร์รัปชันและการบังคับใช้กฎหมายต้องเคร่งครัด ไม่ให้มีการใช้ดุลพินิจ เพื่อสร้างความมั่นใจให้ต่างชาติเข้ามาลงทุนทั้งอเมริกาและจีนต่างก็อยากลากไทยไปเป็นพวก ดังนั้น เราต้องรักษาสมดุลให้ได้ และใช้ประโยชน์จากการเจรจาต่อรองให้ได้มากที่สุด.ลมกรด