ไลฟ์สไตล์
100 year

หญิงเหล็กแห่งดุสิตธานี “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ตำนานวงการโรงแรมโลก

ไทยรัฐฉบับพิมพ์
15 ก.ค. 2561 05:01 น.
SHARE

ขึ้นทำเนียบตำนานผู้ยิ่งใหญ่วงการโรงแรมโลก

ไม่เพียงจะเป็นหญิงเหล็กผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรมที่โดดเด่นที่สุดของประเทศ แต่ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี โรงแรมหรูระดับ 5 ดาวแห่งแรกของเมืองไทย ยังได้รับการยกย่องจากนานาชาติให้เป็นบุคคลเกียรติยศผู้ประสบความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวและโรงแรมโลก โดยเป็นสุภาพสตรีหนึ่งเดียวที่ขึ้นทำเนียบเทียบชั้นตำนานผู้ยิ่งใหญ่ของวงการอย่าง “เอเดรียน เซก้า” เจ้าของเครือโรงแรม Aman Resorts ผู้พลิกโฉมอุตสาหกรรมโรงแรมในเอเชีย, “เซอร์ไมเคิล คาดูรี” ผู้ก่อตั้งโรงแรมเพนนินซูล่า อายุเก่าแก่ 100 ปี และ “โรเบิร์ต ก๊วก” มังกรซ่อนเล็บแห่งเครือแชงกรีลา

“ปีนี้คุณแม่อายุ 97 แต่สิ่งที่ท่านสร้างไว้ยังเป็นที่จดจำ ล่าสุด สถาบันการศึกษาด้านการท่องเที่ยวและโรงแรมชั้นนำของโลก “ฮ่องกง โพลีเทคนิค ยูนิเวอร์ซิตี้” มอบรางวัลทรงเกียรติ “SHTM Lifetime Achievement Award 2018” ให้คุณแม่ ถือเป็นรางวัลเกียรติยศให้เฉพาะบุคคลที่มีความโดดเด่นด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวและการโรงแรมระดับโลก ท่านเป็นทั้งตำนานและผู้บุกเบิกอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและโรงแรมที่ประสบความสำเร็จ ขณะเดียวกัน ก็มีบทบาทในการยกระดับธุรกิจบริการในเอเชีย ท่านเป็นต้นแบบในการสร้างแรงบันดาลใจให้ผู้หญิงทั่วโลก ด้วยการมองการณ์ไกล ความยืนหยัด และให้ใจในการทำงานอย่างเต็มที่ ตลอดชีวิตของคุณแม่ ท่านทำงานหนักอย่างไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่เคยเห็นแก่ตัว ท่านได้ทุ่มเทส่งเสริมและพัฒนาอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศไทยมาตลอด นับตั้งแต่เปิดโรงแรมแห่งแรก “ปริ๊นเซส” เมื่อ 70 ปีก่อน คุณแม่ก็เชื่อมั่นในศักยภาพของเอเชียที่จะเป็นศูนย์กลางอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวโลก ซึ่งผลงานของคุณแม่มีส่วนช่วยวางรากฐานด้านการท่องเที่ยวที่สำคัญให้ประเทศมาถึงปัจจุบัน”...“ชนินทธ์ โทณวณิก” บุตรชายคนโตของ “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ซึ่งรับไม้ต่อเข้ามาดูแลกิจการในเครือดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล บอกเล่าด้วยความภูมิใจ หลังเป็นตัวแทนมารดาบินไปรับรางวัลเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมา

ย้อนความทรงจำ โรงแรมดุสิตธานีมีจุดเริ่มต้นเป็นมาอย่างไร

โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพฯ เริ่มก่อสร้างในปี 2509 เกิดจากความใฝ่ฝันของคุณแม่ที่อยากสร้างโรงแรมระดับ 5 ดาวของคนไทย ที่ได้มาตรฐานสากลจริงๆ ขณะเดียวกัน ก็ต้องคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ความเป็นไทย กระนั้นการทำโรงแรมขนาดใหญ่ต้องใช้เงินทุนจำนวนมาก และเนื่องจากเงินทุนไม่พอ กลุ่มเพื่อนสนิทของคุณแม่จึงช่วยกันลงทุน เป็นเหตุให้ดุสิตธานีเป็นบริษัทแรกๆของไทยที่เข้าซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ ตั้งแต่เปิดทำการในปี 1975 จำได้ว่าการประชุมผู้ถือหุ้นครั้งแรกตอนวางเสาเอก มีเพื่อนคุณแม่ที่ร่วมลงทุนมานั่งเป็นร้อย

ท่านผู้หญิงมีภาพฝันให้โรงแรมดุสิตธานีโดดเด่นมี เอกลักษณ์ขนาดไหน

คุณแม่อยากสร้างตึกเชิงสัญลักษณ์ ที่เป็นแลนด์มาร์กสำคัญ ไม่ใช่ตึกสี่เหลี่ยมธรรมดาเหมือนโรงแรมส่วนใหญ่ในยุคนั้น ท่านต้องการนำเสนอแนวความคิดความเป็นไทยชัดเจน โดยใช้สถาปนิก ผู้ออกแบบอาคาร และมัณฑนากรชาวญี่ปุ่น ทีมเดียวกับที่สร้างโรงแรมโอกุระที่โตเกียว คุณแม่พาทีมออกแบบตระเวนศึกษาศิลปะสถาปัตยกรรมของไทย จนได้รูปแบบประยุกต์ที่ดูทันสมัยเป็นตึกรูปทรงสามเหลี่ยมสูง 23 ชั้น ตัวอาคารหลักมีผังเป็นรูปสามเหลี่ยมปลายตัด ประกอบด้วยห้องพัก 500 ห้อง ตั้งบนฐานสามเหลี่ยมลดหลั่นสอบเข้าทีละชั้น และบนยอดแต่งกรวยปลายแหลมเรียวคล้ายยอดเจดีย์ ได้แรงบันดาลใจจากยอดพระปรางค์วัดอรุณฯ

ยุคสมัยนั้นผู้หญิงลุกขึ้นมาสร้างโรงแรมหลายร้อยล้านบาท เจอแรงสบประมาทเยอะไหม

ในยุคนั้นนิยมความทันสมัยแบบตะวันตก เมื่อคุณแม่ยืนกรานจะสร้างโรงแรมขนาดใหญ่ แต่ใช้ชื่อไทย และคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์ไทย จึงมีเสียงคัดค้านและปรามาส กระนั้นความเชื่อมั่นในคุณค่าความเป็นไทย บวกประสบการณ์การทำโรงแรมกว่า 20 ปี ตั้งแต่ตอนเปิดโรงแรมปริ๊นเซสบนถนนเจริญกรุง ทำให้ได้พบปะพูดคุยกับแขกที่มาพักโรงแรมจำนวนมาก โดยเฉพาะพนักงานสายการบินแพนแอมของอเมริกา คุณแม่จึงมั่นใจว่าความเป็นไทยมีเสน่ห์งดงาม เป็นเอกลักษณ์ที่อวดชาวต่างชาติได้ ท่านยืนยันจะทำตามความตั้งใจ โดยความเป็นไทยของดุสิตธานี ไม่ได้ปรากฏแค่ชื่อ แต่รวมถึงอาคาร การตกแต่ง และการบริการ

ชื่อของโรงแรมดุสิตธานี มีตำนานเล่าขานน่าจดจำอย่างไร

คุณแม่ขอเช่าที่ดินผืนนี้จากสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ และได้จัดตั้งบริษัทด้วยทุนจดทะเบียน 40 ล้านบาท หลายฝ่ายแนะให้ใช้ชื่ออังกฤษ เพราะต้องบริการชาวต่างประเทศเป็นส่วนใหญ่ เพื่อให้เรียกง่ายและเข้าใจง่าย แต่คุณแม่ยืนกรานว่าท่านเป็นคนไทย โรงแรมนี้อยู่ในประเทศไทย ควรใช้ชื่อไทย การออกเสียงไพเราะ มีความหมาย และชื่อเป็นมงคล ระหว่างสักการะพระบรมรูปล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 ที่ลานหน้าสวนลุมพินี เพื่อขอพระราชทานอภัยที่ต้องรื้ออาคารเก่าบ้านศาลาแดง ซึ่งเคยเป็นที่พำนักของเจ้าพระยายมราช (ปั้น สุขุม) ราชเสนาบดีว่าการกระทรวงมหาดไทยในรัชกาลที่ 6 ท่านนึกถึงคำว่า “ดุสิตธานี” จึงอธิษฐานขอพระบรมราชานุญาตนำมาตั้งเป็นชื่อโรงแรม โดยดุสิตธานีเป็นเมืองประชาธิปไตย ที่ล้นเกล้าฯรัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯให้จำลองขึ้น เมื่อปี 2461 ตั้งอยู่ในพระราชวังพญาไท และ “ดุสิต” ยังเป็นชื่อสวรรค์ชั้น 4 ตามคติความเชื่อทางศาสนาของคนไทย เมื่อครั้งสร้างเสร็จยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พระบรมราชินีในรัชกาลที่ 7 เสด็จมาทรงเป็นประธานในพิธีเปิด

ตลอดเวลาที่ทำงานเคียงข้าง คุณแม่ ท่านผู้หญิงถ่ายทอด วิทยายุทธอะไรให้บ้าง

คุณแม่เป็นคนชอบเดินทาง เวลาไปไหนจะชอบเปลี่ยนโรงแรม โรงแรมไหนมีชื่อเสียงก็ต้องบินไปดู สำหรับคุณแม่การเห็นอะไรเยอะๆ ทำให้รู้ว่าต้องปรับปรุงตัวเองยังไง คุณแม่ยังเป็นต้นแบบของการทุ่มเททำงานหนักไม่รู้จักเหน็ดเหนื่อย และไม่เคยเห็นแก่ตัว ท่านบอกเสมอว่า เราเป็นนายต้องมาทำงานก่อนและกลับทีหลังลูกน้อง เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดี คุณแม่เชื่อในการศึกษา ท่านดูแลลูกน้องดีมาก ยุคนั้นไม่มีใครคิดว่าคุณแม่จะกล้าส่งพนักงานโรงแรมไปเรียนต่อมหาวิทยาลัยคอร์แนล ส่งไปเรียนฝรั่งเศส และอเมริกา เราเป็นโรงแรมแรกที่ก่อตั้งวิทยาลัยดุสิตธานีเปิดการเรียนการสอนด้านโรงแรมจริงจัง เราสร้างบุคลากรคุณภาพให้วงการนี้เยอะมาก คุณแม่ทำงานแอ็กทีฟจนถึงอายุ 84 ปี ท่านสอนเสมอว่าถ้านั่งอยู่ในออฟฟิศไม่มีทางรู้จักลูกค้า ต้องหมั่นเดินไปทักทายลูกค้า เวลาเจอใครคุณแม่ไม่เคยแสดงความเป็นเจ้าของโรงแรม แต่จะพูดคุยกับแขกอย่างเป็นกันเอง ขณะเดียวกัน ก็ให้เกียรติพนักงานทุกคนเหมือนครอบครัว จำได้ว่าทุกครั้งที่เกิดวิกฤติ คุณแม่จะย้ายจากบ้านมาอยู่โรงแรม มาเดินให้พนักงานเห็นว่าฉันอยู่ไม่ต้องกังวล พอคุณแม่เริ่มมีอายุ ผมก็ทำหน้าที่แทน อีกอย่างที่ท่านเน้นมากคือ ที่นี่มีแต่ให้กับลูกค้า ลูกค้ามาก่อนเสมอ ต้องซื่อสัตย์ ไม่เอาเปรียบลูกค้า

ทำไมถึงให้ความสำคัญกับการสร้างคนและพัฒนาบุคลากรเป็นพิเศษ

คุณแม่ก่อตั้งดุสิตธานีด้วยความฝันจะสร้างโรงแรมของคนไทยที่มีเอกลักษณ์ไทยให้ได้มาตรฐานสากล จึงเล็งเห็นว่าบุคลากร เป็นกลไกสำคัญที่จะทำให้ไปถึงจุดมุ่งหมาย นอกจากจะให้โรงแรมเวสเทิร์นมาวางระบบระเบียบแบบแผนอย่างที่ใช้ในอเมริกา และช่วยฝึกฝนพนักงานคนไทยในช่วงเริ่มแรก คุณแม่ยังเป็นคนแรกๆในประเทศไทยที่ส่งพนักงานโรงแรมไปเรียนรู้หาประสบการณ์ในต่างประเทศ ท่านพูดเสมอว่า ต่อไปนี้เราจะเป็นโรงแรมชั้นหนึ่งของคนไทย หน้าที่ต่อไปของเราคือ สร้างคน นอกจากพื้นฐานวิชาการโรงแรมแล้ว พนักงานทุกระดับจะต้องรับการอบรมเรื่องกิริยามารยาทแบบไทยๆ ท่านเน้นมากเรื่องความสุภาพอ่อนน้อม และการไหว้

ความเป็นตำนานของดุสิตธานี อยู่คู่กับตึกแลนด์มาร์ก ทำไมตัดสินใจทุบตึกเก่าแก่ 50 ปี

ตอนประกาศจะทุบตึกนี้ เราถูกต่อว่ามากเลย คนผูกพันกับตึกนี้ แต่ขณะเดียวกัน เราต้องตัดสินใจเปลี่ยนตัวเองเพื่อความแข็งแกร่งในอนาคต การที่เรามีโรงแรมเก่ามาก และแทบไม่สามารถปรับขยายตัวตึกได้ เนื่องจากมีรูปทรงสามเหลี่ยม บางทีมันก็เหนื่อย สมัยก่อนเราติด 1 ใน 3 โรงแรมแพงที่สุดในประเทศ แต่ปัจจุบันมีคู่แข่งหลายร้อย ถ้าไม่ปรับตัวเลยคงอยู่ไม่ได้ เราพยายามมองว่าอีก 50-70 ปี บริษัท ดุสิต อินเตอร์เนชั่นแนล จะอยู่ยังไง เราต้องสร้างแฟล็กชิปของแบรนด์ที่สู้คนอื่นได้ ถ้ายังปล่อยไว้แบบนี้คงสู้ยาก หลังจากใคร่ครวญอย่างดีแล้ว จึงตัดสินใจว่าสร้างใหม่ดีกว่าเก็บตึกเก่าไว้ ตอนนี้เราไปทำโรงแรมในหลายประเทศ ซึ่งสร้างมาตรฐานไว้ดีมาก ถ้าโรงแรมแม่ในเมืองไทยสู้คนอื่นไม่ได้ก็เหนื่อย กระนั้นเรายังเก็บบุคลิกเดิมของดุสิตธานีไว้แน่นอน โครงการใหม่จะสร้างเป็นมิกซ์-ยูซ มีทั้งโรงแรม คอนโดมิเนียม ออฟฟิศ และรีเทล สิ่งที่ผมอยากเห็นคือ ดุสิตธานีในอนาคตจะต้องเป็นเชนโรงแรมใหญ่ที่รับจ้างบริหารธุรกิจได้ทั่วโลก และเป็นเชนโรงแรมที่ดีที่สุดของโลกในอีก 40-50 ปีข้างหน้า.

ทีมข่าวหน้าสตรี

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

โรงแรมดุสิตธานีชนัตถ์ ปิยะอุยชนินทธ์ โทณวณิกทีมข่าวหน้าสตรี

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันเสาร์ที่ 31 กรกฎาคม 2564 เวลา 05:41 น.