เป็นที่ทราบและจับตากันมานานพอสมควรว่าคนที่มีโรคพาร์กินสัน ที่เคลื่อนไหว เชื่องช้า ตัวแข็ง หน้าตาย โดยจะมีมือสั่นร่วมด้วยหรือไม่ก็ตาม เมื่อเวลาผ่านไปมักต่อตามติดด้วยภาวะความจำเสื่อม สมองเสื่อม ทับถมซ้ำซ้อนเข้าไปอีกดังนั้น เป็นที่มาที่การใช้ยาบรรเทาอาการโรคพาร์กินสันนั้น ตัวที่ใช้กันมาตั้งแต่โบราณจนถึงปัจจุบันซึ่งไม่ได้รักษาโรค แต่เป็นเพียงบรรเทาให้เคลื่อนไหวได้ดีขึ้น เป็นการกระตุ้นสมองส่วนที่เหลือที่ควบคุมการเคลื่อนไหวกลุ่มเหล่านี้คือ ยาที่เพิ่มโดปามีนในสมองทั้งนี้ ในขนาดที่ให้ในแต่ละครั้งนั้น ไม่ควรเกินครึ่งเม็ดด้วยซ้ำ ในขนาดเม็ด 250 มิลลิกรัม เช่น ในยี่ห้อ มาร์โดปา ซินิเม็ท และมียี่ห้อชื่อต่างๆกันที่ผลิตในประเทศไทยเหตุผลก็คือ ยาดังกล่าวออกฤทธิ์ได้เร็ว แต่ไม่นานนัก และประการสำคัญก็คือทำให้ความดันตก ทั้งนี้ จะเห็นได้ชัดเจนก็คือ เวลาที่นอนแล้วลุกขึ้นนั่ง หรือนั่งแล้วลุกขึ้นยืน จะปรากฏว่าความดันตัวบนลดต่ำลง ตั้งแต่ 15 มิลลิเมตร หรือมากกว่า โดยถ้าปรับตัวไม่ทันจะมีอาการหน้ามืด เวียนหัว แล้วถ้ารุนแรงไปกว่านั้นจะเซล้ม ด้วยเหตุผลดังกล่าว จึงมีการศึกษาหาความสัมพันธ์เชื่อมโยงเป็นเหตุและเป็นผลกันหรือไม่ ระหว่างความดันร่วงกับความเสี่ยงของการเกิดสมองเสื่อมในคนที่มีโรคพาร์กินสัน และยังได้ทำการวิเคราะห์ต่อไปอีกในโรคที่มีโปรตีนพิษบิดเกรียวแบบเดียวกันคือซินนูคลิอิน (Synucleinopathies) คือ โรคที่มีความเสื่อมของหลายระบบ และมีอาการหลากหลาย ทั้งการเคลื่อนไหวที่ผิดปกติ รวมกระทั่งถึงการควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติและความดันที่เรียกว่าโรค MSA หรือ multiple system atrophyผลของการศึกษาจากคณะทำงานที่สถาบัน ควีน สแควร์ (Queen Square Institute of Neurology) โดยใช้ตัวอย่างผู้ป่วยทั้งสองโรค และมีการติดตามอย่างต่อเนื่อง รวมทั้งเมื่อเสียชีวิตแล้ว มีการเก็บสมองและชันสูตรหาความเปลี่ยนแปลงและผิดปกติในเนื้อสมอง โดยเก็บอยู่ในคลังเก็บสมองของสถาบัน Queen Square brain bank for neurological disordersข้อมูลทางการเจ็บป่วยมีการบันทึกไว้อย่างรัดกุม ตั้งแต่เริ่มมีอาการเมื่อใด และมีความดันร่วงตอนไหนในระหว่างการติดตามซึ่งยังคงต่อเนื่อง และความรุนแรงของอาการที่เกิดจากความดันร่วงมีมากมายเพียงใด โดยได้มีการวิเคราะห์เชื่อมโยงสัมพันธ์กับอาการทางคลินิกและผลชันสูตรสมองอื่นๆข้อมูลนี้ได้ตีพิมพ์ในวารสารประสาทวิทยา (Neurology) ซึ่งเป็นวารสารทางการของสมาคมสมอง ในวันที่ 7 มีนาคม 2023ในการศึกษานี้มีผู้ป่วยพาร์กินสัน 132 ราย และผู้ป่วยที่เป็น MSA 137 ราย ทั้งนี้ ผู้ป่วยในกลุ่มหลังจะมีความดันร่วงบ่อยกว่าและเกิดขึ้นรวดเร็ว ตั้งแต่เริ่มมีอาการของโรค พร้อมทั้งอาการของความดันร่วงนั้นจะรุนแรงกว่าผู้ป่วยพาร์กินสันการเกิดสมองเสื่อมเมื่อติดตามไปตลอด (cumulative dementia prevalence) แล้วจะพบในผู้ป่วยพาร์กินสันได้มากกว่า แต่เมื่อมีการปรับตัวแปรทั้งหลาย (Multivariable adjusted regression models) พบว่า การที่มีความดันร่วงตั้งแต่เริ่ม เร็วแค่ไหน (โดยไม่ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการที่เกิดจากความดันร่วง) จะเพิ่มความเสี่ยงของสมองเสื่อมในผู้ป่วยพาร์กินสัน 14% ต่อปี (hazard ratio [HR] = 0.86; 95% CI, 0.80-0.93) และสำหรับผู้ป่วยโรค MSA จะมีความเสี่ยงสมองเสื่อม 41% ต่อปี (HR = 0.59; 95% CI, 0.42-0.83) และเมื่อดูความเปลี่ยนแปลงในเนื้อสมอง โดยวิเคราะห์โปรตีนพิษบิดเกรียว ทั้ง α–synuclein, β–amyloid, tau รวมทั้งความผิดปกติอื่นๆ ที่แสดงให้เห็นถึงตัวโรค Alzheimer หรือพยาธิสภาพที่เกี่ยวพันกับความผิดปกติของเส้นเลือดในสมอง กลับไม่พบความสัมพันธ์เชื่อมโยงดังกล่าวกับภาวะสมองเสื่อมคณะผู้วิจัยได้ทำการสรุปว่า การเกิดความดันร่วงตั้งแต่ระยะแรกเริ่มที่เป็นโรค ยิ่งเร็วแค่ไหนจะเพิ่มความเสี่ยงของสมองเสื่อมในผู้ป่วยที่เป็นทั้งสองโรคนี้ และการเกิดความดันร่วง ไม่สัมพันธ์กับพยาธิสภาพในเนื้อสมองดังนั้น อาจจะเป็นไปได้ว่าการที่มีความดันร่วงในระยะเวลาตั้งแต่ต้น ทอดยาวต่อเนื่อง น่าจะทำให้สติปัญญาเสื่อมถอย ทั้งนี้ ด้วยกลไกของการที่สมองขาดเลือดที่นำอากาศออกซิเจนและแม้กระทั่งสารอาหารอื่นๆ ที่มาเลี้ยงสมอง โดยเมื่อมีอายุมากขึ้นนั้น เส้นเลือดในสมองจะปรับสภาพได้ไม่สมบูรณ์เท่ากับเมื่อมีอายุหนุ่ม สาว สุขภาพดีทั้งนี้ กลไกอัตโนมัติที่ปรับขนาดให้ยืดหดได้ เพื่อส่งเลือดไปเลี้ยงสมองแต่ละตำแหน่งให้พอเหมาะ พอเจาะ ตามความต้องการในขณะนั้น จะแปรปรวนไปอุทาหรณ์ในเรื่องนี้ ทำให้ต้องคำนึงถึงในกรณีที่คนป่วยเกิดมีโรคความดันสูงรวมอยู่ด้วย และกฎเกณฑ์ในระยะหลังอยู่ในเชิงให้ลดความดันลงในทุกอายุจนกระทั่งถึงสูงวัย ให้อยู่ในเกณฑ์ 120 ตัวบนและตัวล่าง อยู่ที่ 80 เป็นต้นโดยที่ลักษณะเกณฑ์ดังกล่าวจะมีการให้ข้อมูลว่า สามารถช่วยชะลอเรื่องความเสี่ยงของสมองเสื่อมได้แต่ในทางปฏิบัติจริง หลายๆคนคงประสบพบมาตลอดว่า ยิ่งตัวเลขเข้าเกณฑ์ตามตำราเมื่อใดจะอ่อนเพลียทำอะไรก็ดูจะเหนื่อยง่ายแม้ว่าจะไม่ถึงขนาดลุกขึ้นแล้วหน้ามืดก็ตาม และเมื่อวัดความดันดูแล้ว จะพบว่ามีความดันร่วงในระดับต่างๆกัน จนกระทั่งถึงรุนแรงดังนั้น การดูแลปฏิบัติต่อผู้ที่มีปัญหาสุขภาพ เช่น ความดัน คงต้องแนะนำอย่างเหมาะสม รวมทั้งการให้ยาทั้งชนิดและขนาดด้วยความสมเหตุสมผล เหมาะแก่คนคนนั้นไม่เช่นนั้นอาจไม่ต้องใช้หมอมากก็ได้คนป่วยมาเป็นร้อยเป็นพัน เข้าเกณฑ์ข้อมูลอันไหน โดยให้ลงดาต้าและจ่ายยาไปเลย เป็นอันจบกัน?