ข่าว
  • Thairath Talk
  • 100 year

    จีนรบรัสเซีย ในรัชสมัยจักรพรรดิคังซี

    ทีมงานนิตยสารต่วย'ตูน7 มิ.ย. 2563 05:02 น.
    SHARE

    หากแฟนานุแฟนคอลัมน์ไทยรัฐซันเดย์ สเปเชียล โดยทีมงานนิตยสารต่วย’ตูน เคยอ่านผลงานนิยายของท่าน กิมย้ง เรื่อง อุ้ยเสี่ยวป้อ คงจำกันได้ว่ามีตอนหนึ่งที่อุ้ยเสี่ยวป้อไปรบกับรัสเซีย ก็คือเหตุการณ์ในช่วงเวลาเดียวกับที่ผมกำลังจะเล่าต่อไปนี้ละครับ

    ภูมิภาคตะวันออกเฉียงใต้ของดินแดนไซบีเรีย บริเวณทางใต้ของที่ราบสูงระหว่างทะเลสาบไบคาลจนถึงมหาสมุทรแปซิฟิก เป็นดินแดนซึ่งทั้งจีนและรัสเซียเข้ามาแข่งขันกันแสวงหาผลประโยชน์ เนื่องด้วยบริเวณพื้นที่ดังกล่าว ซึ่งเป็นชายขอบทางด้านตะวันออกเฉียงใต้ของป่าหนาวไซบีเรีย (Siberia Boreal forest) อันกว้างใหญ่นั้น มีผืนดินหลายส่วนที่เหมาะสำหรับทำกสิกรรม อีกทั้งในผืนป่ายังอุดมไปด้วยสัตว์ป่าประเภทที่มีขนหนานุ่มเหมาะสำหรับใช้ทำเครื่องนุ่งห่มราคาแพง ทำให้มีชนเผ่ากึ่งเร่ร่อนจำนวนมากเข้ามาตั้งถิ่นฐานเพื่อทำการเกษตร หาของป่า ล่าสัตว์

    ทั้งนี้ ตั้งแต่ช่วงปี ค.ศ.600 หลายราชวงศ์ที่ปกครองแผ่นดินจีนและมีแสนยานุภาพเข้มแข็งมากพอ มักจะขยายอิทธิพลเข้ามาในพื้นที่แถบนี้ โดยส่งกองทหารเข้ามาสร้างป้อมค่ายและเรียกบรรณาการจำพวกขนสัตว์ หนังสัตว์และของป่า จากชนเผ่าต่างๆในพื้นที่

    จักรพรรดิคังซี

    ในยุคราชวงศ์หมิง ราชสำนักส่งกำลังทหารเข้ามาสร้างป้อมค่ายบริเวณริมฝั่งแม่น้ำอามูร์ ที่ในภาษาจีนเรียกว่า แม่น้ำเฮยหลงเจียง ซึ่งมีกลุ่มชนเชื้อสายมองโกลและหนี่เจินหลายหมื่นคนรวมถึงชนพื้นเมืองของไซบีเรียอีกหลายพันคนอาศัยอยู่ จนกระทั่งในเวลาต่อมา เมื่อชนเผ่าหนี่เจินได้ก่อตั้งอาณาจักรโฮ่วจิน (ซึ่งภายหลัง คือ ราชวงศ์ชิงของชาวแมนจู) ทำให้ราชวงศ์หมิงต้องหมดอำนาจในดินแดนแถบนี้

    ส่วนรัสเซียนั้น ส่งกองทหารเข้าสำรวจภาคตะวันตกของดินแดนไซบีเรียและพิชิตชนเผ่าทูรานได้ในปี ค.ศ.1582 ก่อนผนวกอาณาเขตดังกล่าวเข้ากับอาณาจักรรัสเซีย

    ค.ศ.1639-1643 หลังอาณาจักรโฮ่วจินเปลี่ยนชื่อเป็นอาณาจักรต้าชิง ก็ส่งกองทหารเข้าพิชิตชนเผ่าพื้นเมืองในแถบลุ่มน้ำอามูร์และผนวกเข้าในอำนาจ ขณะที่ราชสำนักรัสเซียก็ส่งกองทหารคอสแซค ซึ่งเป็นชนเผ่านักรบผู้เหี้ยมหาญ ออกเดินทางสำรวจและยึดครองดินแดนจากภาคตะวันตกของไซบีเรียจนมาถึงมหาสมุทรแปซิฟิก โดยตั้งเป็นเขตปกครองอามูร์ ทำให้ขอบเขตอำนาจของจีนและรัสเซียทับซ้อนกัน

    นับแต่นั้นมา ทหารคอสแซคของรัสเซียก็มักเข้ามาแถบลุ่มน้ำอามูร์ ซึ่งอยู่บริเวณชายแดนภาคตะวันออกเฉียงเหนือของจีนหลายครั้ง โดยทุกครั้งก็จะปล้นชิงทรัพย์สิน ข่มขืนผู้หญิงและเข่นฆ่าผู้คนอย่างเหี้ยมโหดทารุณ ทำให้เผ่าต่างๆร้องขอความช่วยเหลือจากราชสำนักต้าชิง

    แต่ในเวลานั้น ราชวงศ์ชิงเพิ่งเข้าปกครอง ดินแดนจีน และยังต้องสู้รบกับกลุ่มอำนาจของราชวงศ์หมิงใต้รวมถึงกลุ่มต่อต้านอื่นๆ จึงไม่อาจจัดการกับพวกคอสแซคได้เต็มที่ ทำได้เพียงส่งกองกำลังย่อยร่วมกับนักรบพื้นเมืองต่อต้านการคุกคามของพวกคอสแซค จนเมื่อราชสำนักต้าชิงปราบกลุ่มต่อต้านในจีนแล้ว จึงส่งทหารเข้าไปมากขึ้นเพื่อจัดการกับพวกทหารคอสแซค แต่ก็ยังไม่อาจปราบปรามให้ราบคาบได้

    มาถึงรัชสมัยของจักรพรรดิคังซี การคุกคามของทหารคอสแซครัสเซียได้ทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น โดยพวกรัสเซียได้รุกมาถึงบริเวณปากแม่น้ำเอิลและเข้ายึดเมืองยัคซา (Yaksa) หรือที่รัสเซียเรียกว่า เมืองอัลบาซิน (Albazin) ซึ่งเป็นเมืองสำคัญแถบนั้นเป็นที่มั่น จากนั้นก็ส่งทหารออกขูดรีดบรรณาการจากชนพื้นเมือง ซึ่งหากเผ่าใด ปฏิเสธ ทหารรัสเซียก็จะโจมตีฆ่าฟันอย่างทารุณ ทว่าในตอนนั้น ในจีนเกิดกบฏของสามเจ้าศักดินาทางใต้ ที่นำโดยอู๋ซานกุ้ยแห่งยูนนาน และยังต้องปราบปรามแคว้นตงหนิงบนเกาะไต้หวัน ทำให้ราชสำนักแมนจูยังไม่อาจจัดการกับปัญหาชายแดนทางเหนือได้ จึงทำได้เพียงส่งสาส์นไปประท้วงกับราชสำนักรัสเซีย ทว่าอีกฝ่ายกลับเพิกเฉย

    การทำสนธิสัญญาเนอร์ชินส์.

    ปี ค.ศ.1684 หลังปราบกบฏอู๋ซานกุ้ยและพิชิตเกาะไต้หวันได้แล้ว จักรพรรดิคังซีจึงตัดสินพระทัยใช้กำลังทหารเพื่อยุติปัญหาชายแดนกับรัสเซียที่คาราคาซังมานาน

    ขั้นแรก พระองค์ส่งขุนนางแมนจูสองนาย คือเผิงซุน และหลางทาน เดินทางไปสำรวจพื้นที่ลุ่มน้ำอามูร์และเมืองยัคซาเพื่อรวบรวมข้อมูลข้าศึก รวมทั้งหาเส้นทางที่จะขนปืนใหญ่จากราชธานีเป่ยจิงขึ้นไปถึงยัคซาเพื่อใช้ทำลายกำแพงเมือง

    หลังขุนนางหนุ่มทั้งสองไปถึงลุ่มน้ำอามูร์ พวกเขาได้รับความช่วยเหลือจากชนพื้นเมืองไซบีเรีย เผ่าดาวอร์ ในการสำรวจและรวบรวมข้อมูลสำหรับการทำศึก จากนั้นทั้งสองจึงเดินทางกลับราชธานีเป่ยจิง เพื่อนำข้อมูลมากราบทูลองค์จักรพรรดิ ซึ่งเมื่อจักรพรรดิคังซีทรงทราบ ก็รับสั่งให้เตรียมการทำศึกกับพวกรัสเซีย โดยใช้เวลาเตรียมการอยู่หลายเดือน จนถึงปี ค.ศ.1685 จักรพรรดิคังซีก็มีพระบัญชาให้เผิงซุนเป็นแม่ทัพและหลางทานเป็นรองแม่ทัพ คุมกำลังพล 3,000 นาย เดินทัพทางเรือไปสมทบกับทหาร 1,500 นาย ที่ควบคุมโดยขุนพลซาบุสซึ่งประจำการอยู่ที่ป้อมแถบลุ่มน้ำอามูร์

    โดยในศึกนี้ จักรพรรดิยังให้ส่งกองทหารโล่ หวาย จำนวน 500 นาย ควบคุมโดยขุนพลชาวฮั่น หลินซิงจู่ เดินทางไปพร้อมกับทัพของเผิงซุนด้วย

    หลังกองทัพชิงรวมพลและมาถึงปากแม่น้ำเอิลแล้ว ก็ยกพลเข้าล้อมเมืองยัคซาทันที เพื่อไม่ให้ฝ่ายรัสเซียได้ทันตั้งตัว เวลานั้น ในเมืองมีทหารคอสแซค 500 นาย ซึ่งเมื่อถูกล้อม พวกคอสแซคก็ได้แต่ตั้งมั่นอยู่ในเมือง เพื่อรอกำลังหนุนที่จะมาช่วย หลังจากทัพชิงปิดล้อมเมืองยัคซาได้ 20 วัน กองหนุนของฝ่ายรัสเซียจำนวนหลายร้อยนายก็ล่องแพมาตามลำน้ำ

    การปะทะทางน้ำ.

    บันทึกการรบตอนนี้เขียนไว้ว่า หลินซิงจู่นำกองทหารดักซุ่มโจมตีพวกรัสเซีย โดยพวกทหารได้ถอดเสื้อผ้าออกและใช้โล่หวายขนาดใหญ่ผูกติดศีรษะแทนหมวก ก่อนโดดลงน้ำว่ายเข้าหาแพข้าศึก พวกรัสเซียใช้ปืนยิงใส่ ทว่าพวกทหารโล่ใช้วิธีดำน้ำลงไปทำให้ลูกปืนที่ผ่านผิวน้ำมีกำลังลดลง จนเจาะโล่หวายไม่ได้ จากนั้นทหารโล่ก็เข้าประชิดแพและใช้ดาบฟันข้อเท้าทหารรัสเซียจนกลิ้งตกแพเป็นจำนวนมาก สุดท้ายกองหนุนของฝ่ายรัสเซียก็แตกพ่ายกลับไป โดยที่ฝ่ายต้าชิงไม่สูญเสียกำลังพลสักคน และเมื่อตีกองหนุนของข้าศึกแตกพ่ายไปแล้ว กองทัพชิงก็เปิดฉากโจมตีป้อมปราการของฝ่ายรัสเซีย

    กองทัพชิงยิงปืนใหญ่เข้าใส่เมืองยัคซาอย่างต่อเนื่องตลอดคืน ทำให้ทหารคอสแซคหวาดหวั่นและเสียขวัญ จนถึงเช้ามืด ทหารชิงจำนวนหนึ่งก็อาศัยช่วงที่ข้าศึกกำลังอ่อนล้า ลอบเข้าประชิดกำแพงเมืองซึ่งสร้างขึ้นจากไม้ซุง จากนั้นก็เอาฟืนและหญ้าแห้งที่นำติดตัววางสุมที่ฐานกำแพงเมือง ก่อนที่ฝ่ายรัสเซียจะทันรู้ว่าทัพชิงกำลังจะทำอะไร ธนูเพลิงของต้าชิงก็ระดมยิงไปยังฟ่อนหญ้าและกองฟืนเหล่านั้น จนติดไฟลุกไหม้ตลอดแนวกำแพง เพลิงลุกลามเข้าไปในเมืองจนเกิดโกลาหลไปทั่ว ขณะเดียวกัน เผิงซุนก็สั่งให้ทหารบุกเข้าตีเมืองอย่างดุเดือด สังหารข้าศึกจำนวนมาก เพียงไม่นานเมืองยัคซาก็ตกเป็นของกองทัพชิง

    ฝ่ายต้าชิงปล่อยเชลยศึกคอสแซคกลับไป

    หลังจากตีเมืองได้แล้ว ฝ่ายต้าชิงปล่อยเชลยศึกรัสเซียที่ถูกจับได้ทั้งหมดกลับไป โดยมีทหารคอสแซค 50 คนขอสวามิภักดิ์ต่อต้าชิง จึงถูกส่งไปเป็นทหารหน่วยพิเศษที่กรุงเป่ยจิง จากนั้น กองทัพชิงก็รื้อป้อมปราการของเมืองยัคซาลงเพื่อไม่ให้ข้าศึกใช้เป็นที่มั่นต่อไปได้อีก

    แม้จักรพรรดิคังซีจะทรงใช้นโยบายผ่อนปรน เพื่อไม่ให้ความขัดแย้งยืดเยื้อ ทว่ารัสเซียกลับไม่ยุติการคุกคาม โดยส่งกองทหารเข้าโจมตีชายแดนจีนภาคตะวันออกเฉียงเหนืออีกครั้ง พร้อมกับสังหารทหารและพลเรือนต้าชิงไปหลายร้อยคน ทั้งให้ทหารคอสแซค 1,000 นาย นำโดยอเล็กไซ โทลบูซิน (Aleksei Tolbuzin) มาสร้างเมืองยัคซาขึ้นใหม่ บริเวณซากเมืองเดิม จักรพรรดิคังซีพิโรธเป็นอันมากจึงมีพระบัญชาให้ส่งกองทัพเข้าทำสงครามกับรัสเซียอีกครั้ง

    ปี ค.ศ.1686 กองทัพชิงโจมตีเมืองยัคซาอย่างดุเดือด ทว่าฝ่ายรัสเซียปักหลักต่อต้านอย่างเข้มแข็ง ทหารชิงจึงขุดสนามเพลาะรอบเมืองและก่อป้อมตั้งปืนใหญ่ระดมยิงเข้าไปในเมือง พร้อมกับส่งกองเรือปิดล้อมเส้นทางน้ำเพื่อโอบล้อมเมืองอีกชั้นหนึ่ง

    การปิดล้อมและระดมยิงด้วยปืนใหญ่ของฝ่ายต้าชิง ทำให้ทหารคอสแซครัสเซียในเมืองบาดเจ็บล้มตายลงทุกวัน ขณะที่กองหนุนที่ยกมาช่วยก็ไม่อาจตีฝ่าแนวรบของกองทัพชิงเข้าไปได้

    ป้อมปราการเมืองยัคซา.

    การศึกยืดเยื้อจนถึงปีต่อมา จนเมื่อโทลบูซิน แม่ทัพรัสเซียเสียชีวิตเพราะกระสุนปืนใหญ่ของฝ่ายต้าชิง ไม่นานทหารคอสแซครัสเซียที่เหลืออยู่ในเมืองยัคซาเพียงร้อยกว่าคนก็ยอมจำนน

    หลังกองทัพชิงยึดเมืองยัคซาได้เป็นครั้งที่สอง ก็ได้ตรึงกำลังไว้เพื่อป้องกัน พรมแดน จากนั้นในปี ค.ศ.1689 พระเจ้าซาร์ปีเตอร์ที่ 1 และ ซาร์อิวานที่ 5 ผู้ครองราชย์ร่วมกัน ได้ส่งทูตมาเจรจาสงบศึกกับต้าชิงถึงกรุงเป่ยจิง โดยฝ่ายรัสเซียยอมรับข้อเสนอในการเปิดเจรจาเกี่ยวกับปัญหาพรมแดนของสองอาณาจักร

    จักรพรรดิคังซีส่งขุนนางไปทำสนธิสัญญากับฝ่ายรัสเซียที่เมืองเนอชินส์ (Nerchinsk) ซึ่งอยู่ตรงพรมแดนของสองฝ่าย โดยสนธิสัญญานี้ถูกเรียกว่าสนธิสัญญาเนอชินส์ (Nerchinsk Treaty) หรือสนธิสัญญานีบุช ในภาษาแมนจูซึ่งตามเนื้อหาโดยสรุปของสนธิสัญญานั้น ทางอาณาจักรรัสเซียได้ยกเลิกเขตปกครองทางเหนือของแม่น้ำอามูร์และยอมรับอำนาจของต้าชิงเหนือพื้นที่หุบเขาลุ่มน้ำอามูร์ไปจนถึงชายฝั่งมหาสมุทรแปซิฟิก

    การรบที่เมืองยัคซา

    สนธิสัญญาดังกล่าวมีผลเรื่อยมา จนถึงปี ค.ศ.1858 หลังทราบว่า ต้าชิงพ่ายแพ้ต่ออังกฤษในสงครามฝิ่น รัสเซียจึงถือโอกาสกดดันจีนให้ทำข้อตกลงเรื่องพรมแดนไซบีเรียกันใหม่ จนมีการทำสนธิสัญญาอัยกุนในปี ค.ศ.1858 และสนธิสัญญาปักกิ่งในปี ค.ศ.1860 ซึ่งส่งผลให้อาณาเขตตั้งแต่พื้นที่หุบเขาลุ่มน้ำอามูร์ไปจนถึงชายฝั่งมหาสมุทร แปซิฟิกตกเป็นของรัสเซียมาจนถึงทุกวันนี้.


    โดย : วิภู เอี่ยมน้อย
    ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    ซันเดย์สเปเชียลนิตยสารต่วยตูนวิภู เอี่ยมน้อยไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลจักรพรรดิคังซีรัสเซีย

    Most Viewed

    คุณอาจสนใจข่าวนี้