เมื่อวันอาทิตย์ที่ 25 กันยายนที่ผ่านมานี่เอง หัวหน้าทีมซอกแซกได้รับเทียบเชิญจากคุณประกิต อภิสารธนรักษ์ ประธานบริษัท ประกิตโฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) (บริษัทโฆษณาของคนไทยที่ใหญ่ที่สุด) ให้ไปร่วมในพิธีเปิดโรงพยาบาลแห่งใหม่ที่ซอยสุขุมวิท 62 เลยย่านพระโขนงไปไม่ไกลเท่าใดนักท่านที่ติดตามอ่านคอลัมน์นี้มานานพอสมควรคงจะพอทราบแล้วว่า หัวหน้าทีมซอกแซกกับคุณประกิตนั้นเป็นเพื่อนใกล้ชิดสนิทสนมกันมาตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นนักศึกษาคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รุ่นสอบเข้ารุ่นแรก พ.ศ.2503 หรือเมื่อ 62 ปีที่แล้วโน้นต่อมาแม้จะเรียนจบออกไปทำงานทำการและแต่งงานแต่งการมีครอบครัวกันแล้ว พวกเรานักศึกษารุ่นนี้ก็ยังรักใคร่กลมเกลียวและคบหาสมาคมกันอย่างสนิทสนมเหมือนยังเป็นนักศึกษาปีที่ 1 อย่างไรอย่างนั้นใครมีงานมีการอะไรเราก็จะไปร่วมงานไปแสดงความยินดีไปให้กำลังใจหรือไปปลอบทุกข์ปลอบขวัญกันอยู่เสมอ สุดแต่ว่างานของเพื่อนแต่ละงานนั้นจะเป็นงานประเภทใดสำหรับงานเปิดโรงพยาบาลใหม่ที่เพื่อนหรือคุณประกิตเป็นหัวเรี่ยวหัวแรงใหญ่และเป็นหุ้นส่วนใหญ่แห่งนี้ถือเป็นงานแห่งความสุขความสำเร็จในเบื้องต้น จึงเป็นเรื่องที่ควรแก่การแสดงความยินดี แต่ขณะเดียวกันเนื่องจากการลงทุนสร้างโรงพยาบาลยุคนี้ต้องใช้เงินก้อนใหญ่มาก จึงยังต้องลุ้นกันว่าอนาคตจะเป็นอย่างไร? จะไปรอดหรือไม่? จึงถือเป็นเรื่องที่ควรจะต้องไปให้กำลังใจควบคู่ไปด้วยแรกเร่ิมเดิมทีคุณประกิตตั้งใจจะสร้าง โรงพยาบาลเล็กๆแบบกะทัดรัดแต่ในที่สุดกลับกลายเป็นอาคารสูง 12 ชั้น มีเตียงพยาบาลทั้งสิ้น 144 เตียง มีอาคารจอดรถแยกต่างหากอีก 8 ชั้น จอดรถได้มากกว่า 200 คันเงินลงทุนก็ค่อยๆเพิ่มพูนขึ้นเรื่อยๆจากที่คิดว่าใช้เงินกู้สัก 1,000 ล้านบาท ก็กลายเป็น 3,000 ล้านบาท และเป็นเหตุที่ทำให้คุณประกิตต้องไปหา “หุ้นส่วน” เข้ามาร่วมลงทุนและในที่สุดก็ได้ บริษัท สหยูเนี่ยน จำกัด (มหาชน) และ บริษัท สหพัฒนพิบูล จำกัด (มหาชน) มาเป็นพันธมิตร เดินหน้าไปตามโครงการที่ปรับใหม่จากความคิดเดิมทั้งหมดจนแล้วเสร็จนอกจากนี้ ยังได้ ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตรองนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย และอดีตนายกสมาคมเศรษฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์คนแรก มาเป็นประธานกรรมการโรงพยาบาลให้อีกด้วยในคำกล่าวรายงานที่มาที่ไปของโรงพยาบาลในพิธีเปิดโรงพยาบาล เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมานั้น นายแพทย์สุนทร ศรีทา ผู้อำนวยการโรงพยาบาล ได้กล่าวถึงวิสัยทัศน์ของโรงพยาบาลไว้ว่า “เราจะเป็นโรงพยาบาลแนวคิดใหม่ที่พร้อมจะให้บริการในระดับพรีเมียมครบวงจร ในราคาที่เป็นมิตร” กับคนไข้ของเราเมื่อมีโอกาสได้สนทนากันระหว่างรับประทานของว่าง หัวหน้าทีมซอกแซกจึงขอให้ท่านขยายความเพิ่มเติมสำหรับคำกล่าวประโยคนี้...โดยเฉพาะประเด็นเกี่ยวกับ “แนวคิดใหม่” นั่นคืออะไร?คุณหมอสุนทรอธิบายเพิ่มเติมว่า ทุกวันนี้เทคโนโลยีทางการแพทย์ไปไกลมาก ในขณะเดียวกันเราก็มีแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะสาขาในบ้านเราเป็นจำนวนมากในสาขาต่างๆแต่สิ่งที่ยังขาดอยู่ก็คือ การประยุกต์ใช้ หรือการนำเทคโนโลยีและความรู้ในการรักษาพยาบาลเหล่านี้มาใช้ร่วมกันในการดูแลรักษาคนไข้ให้เกิดพลังและมีประสิทธิภาพสูงสุดเท่านั้นจากโจทย์นี้เองที่ทำให้คณะกรรมการบริหารของโรงพยาบาลซึ่งมีความรู้ความชำนาญในด้านศาสตร์ต่างๆ ที่มิใช่แพทยศาสตร์เท่านั้น มาช่วยกันค้นหาคำตอบอีกทางหนึ่งจนได้ระบบการบริหารจัดการ...การประสานงาน...การดำเนินงานและการใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือในการรักษาพยาบาล จนกลายเป็น “แนวคิดใหม่” ของวิธีการรักษาพยาบาล ที่โรงพยาบาลรวมใจรักษ์ @ สุขุมวิท 62 จะนำมาใช้ต่อไปเทคโนโลยีในการดูแลรักษาคนไข้แบบไกลตัวที่เรียกว่า Telemedicine จะช่วยให้แพทย์จากโรงพยาบาลสามารถดูแลคนไข้ได้อย่างใกล้ชิดแม้จะอยู่คนละทิศตั้งแต่เริ่มแรกทันทีที่ผู้ป่วยมีอาการล้มเจ็บและนาทีแรกที่รถฉุกเฉินไปถึงก็สามารถจะรายงานข้อมูลเบื้องต้นของคนไข้มาที่ศูนย์รวมของโรงพยาบาลได้แล้ว และเมื่อคนไข้มาถึงทางโรงพยาบาลก็มี “ความพร้อม” ที่จะทำการรักษาได้ทันทีรวมทั้งด้วยระบบนี้จะทำให้ปรึกษากับแพทย์ผู้เชี่ยวชาญต่างๆที่ทางโรงพยาบาลจัดหาไว้เกือบ 300 คน ได้อย่างใกล้ชิดและตลอดเวลา...และในกรณีที่จะต้องปรึกษาพร้อมๆกันหลายโรค เพื่อให้การรักษาได้ผลที่สุดก็จะทำได้อย่างมีประสิทธิผลถามว่าโดยบริการทันสมัยแบบนี้ค่าใช้จ่ายจะเป็นอย่างไร? จะสูงอย่างชนิดประชาชนร้องโอ้ก จนเป็นข่าวพาดหัวบ่อยๆหรือไม่คุณหมอตอบว่า ด้วยวิธีบริหารแบบเรา...เราเชื่อว่าจะลดค่าใช้จ่ายลงได้มาก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาของเราจะอยู่ในระดับที่เรียกว่า “ราคาเป็นมิตร” ที่ผู้มีรายได้ปานกลางน่าจะยอมรับได้อย่างที่แถลงไว้ครับ! ก็คงต้องมาดูกันต่อไปว่าโรงพยาบาล “แนวคิดใหม่” ที่มีชื่อว่า “รวมใจรักษ์ @ สุขุมวิท 62” จะสามารถดำเนินการรักษาพยาบาลคนไข้ไปในแนวทางใหม่ได้มากน้อยแค่ไหน?หัวหน้าทีมซอกแซกเรียนแล้วว่า ไปทำหน้าที่ในการให้กำลังใจเพื่อนรักคนหนึ่งที่ไปลงทุนด้านนี้ ก็คงต้องเขียนให้กำลังใจล่วงหน้า ขอให้เพื่อนประสบความสำเร็จเพื่อให้ประเทศไทยมีระบบสาธารณสุขและการรักษาพยาบาลภาคเอกชนที่จะช่วยดูแลกลุ่มบุคคลที่มีรายได้ปานกลาง (ขึ้นไปทางสูง) ได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นขอบคุณสำหรับถ้อยแถลงเรื่องค่ารักษาพยาบาลที่ใช้คำว่า “เป็นมิตร”...และขอให้รักษานโยบายนี้ไว้ตลอดไปตราบใดที่สามารถทำให้ค่ารักษาพยาบาล อยู่ในราคาที่เป็นมิตรได้...โรงพยาบาลก็จะได้ประชาชนและคนไข้ต่างๆเข้ามาเป็นมิตรอีกมากมาย ฝากท่านผู้บริหารไว้ด้วยนะครับ.“ซูม”