การค้นหาหลักฐานโดยตรงว่าสรีรวิทยาของสิ่งมีชีวิตในยุคโบราณทำงานอย่างไรนับเป็นงานที่ท้าทายมาก ซึ่งเนื้อเยื่ออ่อนที่จะให้ข้อมูลเกี่ยวกับเลือดอุ่นหรือเลือดเย็นมากที่สุดจะไม่ค่อยถูกเก็บรักษาไว้ในซากดึกดำบรรพ์หรือฟอสซิล นักบรรพชีวินวิทยาจึงไม่อาจวัดอุณหภูมิร่างกายของสัตว์ที่สูญพันธุ์ได้โดยตรงเมื่อเร็วๆนี้ ทีมนักบรรพชีวินวิทยาจากพิพิธภัณฑ์ประวัติศาสตร์ธรรมชาติกรุงลอนดอนในอังกฤษ และจากมหาวิทยาลัยลิสบอนในโปรตุเกส เผยพบหลักฐานใหม่ที่เชื่อว่าจะเฉลยว่าการที่สัตว์มีการดูดความร้อน หรือมีเลือดอุ่นนั้นเกิดขึ้นเมื่อใด หลังศึกษาโครงสร้างหูชั้นในของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่มีลักษณะเป็นท่อกึ่งวงกลม 3 ท่อเชื่อมต่อกันภาย ในหูชั้นใน ซึ่งจะควบ คุมการทำงานที่สำคัญของร่างกาย เช่น การทรงตัว การมองเห็น การเคลื่อนไหว และวิวัฒนาการของโครงสร้างเหล่านี้ได้รับอิทธิพลจากอุณหภูมิของร่างกาย โดยอุณหภูมิที่ค่อนข้างสูงจะทำให้ของเหลวภายในวงกลมมีความหนืดน้อยลง ดังนั้นท่อและช่องหูชั้นในจึงมีรูปร่างแตกต่างกัน และมักมีขนาดเล็กลงในชนิดสัตว์เลือดอุ่น ซึ่งทีมวิจัยรวบรวมชุดข้อมูลฟอสซิลซีแนพซิด (Synapsids) บรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม จำนวน 56 ชุด โดยมุ่งศึกษาที่รูปร่างและขนาดของหูชั้นใน เพื่อจะระบุให้ได้ว่าเมื่อใดที่สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม เริ่มกลายเป็นสัตว์ที่มีการดูดความร้อนทีมนักวิจัยเสนอว่าบรรพบุรุษของสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมเริ่มมีอุณหภูมิร่างกายอุ่นขึ้นเมื่อประมาณ 233 ล้านปีที่แล้ว ในยุคไทรแอสสิก โดยในเวลานั้นไดโนเสาร์เพิ่งเริ่มแพร่ขยายพันธุ์ สัตว์เลื้อยคลานก็เป็นสิ่งมีชีวิตที่โดดเด่นและหลากหลายที่สุดบนบก สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมรุ่นก่อนมีขนาดค่อนข้างเล็ก มักเป็นสัตว์คล้ายพังพอน.