ดาวแคระน้ำตาล (Brown dwarfs) หรือที่เรียกว่า “ดาวแคระสีกาแฟ” เป็นดวงดาวที่มวลมีไม่มากพอจะก่อเกิดเป็นดาวฤกษ์ มันจึงถูกเรียกว่า “ดาวฤกษ์ที่ล้มเหลว” (failed stars) และด้วยความที่พวกมันมีมวลไม่มากพอที่จะเผาไฮโดรเจน ในขณะที่ดาวดวงอื่นเผาไหม้และทำให้ส่องแสงในท้องฟ้ายามค่ำคืน เลยทำให้นักดาราศาสตร์ตรวจไม่พบดาวแคระน้ำตาล จนกระทั่งปี พ.ศ.2538 ถึงมีการระบุว่าค้นพบดาวแคระน้ำตาลในระบบดาวคู่ โดยมวลของพวกมันถูกกำหนดด้วยกฎของเคปเลอร์ ซึ่งอธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุทางดาราศาสตร์ที่เคลื่อนที่ภายใต้ผลกระทบของความโน้มถ่วงซึ่งกันและกันเมื่อเร็วๆนี้ นักดาราศาสตร์จากสถาบันฟิสิกส์ดาราศาสตร์แห่งหมู่เกาะคานารีในสเปน เผยว่า ได้ใช้การสังเกตการณ์ทางสเปกโตรสโกปี ที่มีความแม่นยำสูงกับระบบดาวคู่ 2 แห่งที่ประกอบด้วยดาวแคระน้ำตาล 4 ดวง โดยใช้ OSIRIS spectrograph บนกล้องโทรทรรศน์กรานเทคาน (Gran Telescopio Canarias-GTC หรือ Grantecan) ที่หอดูดาวโรก เดอ ลอส มูซาโชส (ORM) ซึ่งนักดาราศาสตร์ตรวจไม่พบลิเทียมในดาวแคระน้ำตาล 3 ดวง แต่พบลิเทียมในอีก 1 ดวงที่เหลือ นั่นคือดาวแคระน้ำตาลชื่อ Reid 1B ซึ่งเป็นดาวที่เย็นที่สุดในทั้งหมด 4 ดวงReid 1B เป็นวัตถุนอกระบบสุริยะที่มีลิเทียมในปริมาณมากกว่าที่มีอยู่บนโลกถึง 13,000 เท่า และอายุ 1,100 ล้านปี อยู่ห่างจากโลก 16.9 ปีแสง นั่นจึงเปรียบเสมือนว่า Reid 1B เป็นดั่งหีบสมบัติของลิเทียมที่มนุษย์กำลังจ้องมองตาเป็นมัน และอาจหาหนทางเดินทางไกลหลายสิบปีแสงเพื่อเก็บเกี่ยวธาตุที่หายากบนโลก.(ภาพประกอบ Credit : Gabriel Perez Diaz, SMM (IAC)