ข่าว
100 year

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียล : อิบึน บัตตูตา นักเดินทางผู้ยิ่งใหญ่

ไทยรัฐฉบับพิมพ์24 พ.ค. 2563 05:10 น.
SHARE

เมื่อใดที่มีการเอ่ยอ้างคำว่า “นักเดินทางที่มีชื่อเสียงที่สุดในประวัติศาสตร์” มักจะหมายไปที่มาร์โค โปโล นักเดินทางชาวเวนิส ผู้ไปเยือนจีนในศตวรรษที่ 13 หรือแมคเจลแลน ผู้ล่องเรือรอบโลก แต่เมื่อเทียบกันจริงๆ นักเดินทางชาวตะวันตกพวกนี้ อาจเทียบไม่ได้เลยกับ...อบู ฮับดุลละฮ์ อิบึน บัตตูตา (Abu Abdallah Ibn Battuta) มุสลิมจากโมร็อกโก นักเดินทางผู้เปี่ยมไปด้วยความรู้ จนอาจกล่าวว่า

ทิ้งห่างชนิดไม่เห็นฝุ่น ทว่าโลกก็ลืมเลือนบัตตูตา เพราะดินแดนที่เขาเดินทางไปส่วนใหญ่อยู่ในอาณัติแห่งชาวมุสลิม บัตตูตาจึงแทบไม่มีใครรู้จักนอกอาณาจักรอิสลาม

บัตตูตาใช้เวลาครึ่งชีวิตเดินทางข้ามฝั่งฟากอันกว้างใหญ่ของซีกโลกตะวันออก ไม่ว่าจะเป็นการเดินทางทางทะเล ขึ้นหลังสัตว์พาหนะ ทั้งอูฐและสัตว์อื่นๆ รวมทั้งเดินเท้าผจญภัยในกว่า 40 ประเทศทั่วโลกในปัจจุบัน หลายครั้งที่ตกอยู่ในอันตรายร้ายแรงแทบเอาชีวิตไม่รอด ในที่สุดเมื่อเขากลับถึงบ้านหลังจากหายไป 29 ปี ก็ได้ทำงานบันทึกการผจญภัยไว้เป็นหนังสือท่องเที่ยวที่รู้จักกันในนาม Rihla (ตามคำสั่งของสุลต่านแห่งโมร็อกโก) เป็นเอกสารให้สาระจับใจสำหรับการพเนจรในศตวรรษที่ 14

อิบึน บัตตูตา ไปเยือนเปอร์เซียในปี 1327.

อิบึน บัตตูตา เกิดเมื่อปี 1304 (ตรงกับยุคสุโขทัย ประมาณรัชกาลพญาเลอไท) เขาเกิดในแทนเจียร์ โมร็อกโก เป็นลูกชายของอับดัลลาห์ ซึ่งเป็นกาดิ (qadi-ผู้พิพากษาท้องถิ่น) ชายหนุ่มได้รับการศึกษาตามประเพณีที่จะเป็นกาดิในอนาคต โดยเฉพาะอย่างยิ่งการศึกษาวรรณคดีทางศาสนาและบทกวี การศึกษานี่เองที่ทำให้เขามีความคิด ความสามารถในการเอาตัวรอดได้อย่างดีในยามคับขัน

ปีที่บัตตูตาออกเดินทางจากบ้านเกิด คือ ค.ศ.1325 เมื่อเขายังเป็นชายหนุ่มอายุ 21 ปี เขามีความปรารถนาไปยังตะวันออกกลางเพื่อไปให้ถึงเมกกะ นครศักดิ์สิทธิ์ เพื่อแสวงบุญ แม้จะลังเลอยู่บ้างที่จะออกจากอกพ่อแม่ เดินทางไปไกลเพียงคนเดียวเป็นครั้งแรก ดังที่เขาเล่าไว้ในหน้าเริ่มต้นของหนังสือบันทึกการเดินทางซึ่งเขียนขึ้นภายหลังนั้นว่า

“ข้าออกเดินทางคนเดียว ไม่มีทั้งเพื่อนร่วมเดินทางจะไปด้วยกันหรือคาราวานเดินทางที่จะขอสมทบไปด้วย มันมาจากแรงปรารถนาภายในเพียงอย่างเดียว ที่ทำให้ข้ายังดื้อเดินทางต่อไป” ระยะห่างจากบ้านเกิดนั้นต้องเดินทางไปทางตะวันออกถึงประมาณ 3,000 ไมล์ บัตตูตาอาศัยเพียงการขี่ลา ไม่นานนักก็ได้เข้าร่วมกับกองคาราวานผู้แสวงบุญ ซึ่งเดินทางเลื้อยไปมาไปทางตะวันออกข้ามแอฟริกาเหนือ เส้นทางนั้นยากลำบากและถูกโจรรบกวน เขาพักเที่ยวอียิปต์อยู่ช่วงหนึ่งก่อนจะไปถึงนครเมกกะและเข้าร่วมพิธีฮัจญ์ดังปรารถนา

กลุ่มนักแสวงบุญชาวอาหรับ

แต่หลังจากเสร็จสิ้นภารกิจแสวงบุญ แทนที่จะกลับบ้าน บัตตูตากลับมีความคิดใหม่เกิดขึ้นในหัว มันมาจากความฝันว่าเห็นตนอยู่บนหลังนกตัวใหญ่มาก นกนั้นพาเขาบินไปทางตะวันออกและทิ้งเขาไว้ที่นั่น นักบวชมุสลิมทำนายฝันว่าบัตตูตาจะได้ท่องไปทั่วโลก มันเป็นแรงกระตุ้นที่ดีมาก จนเขาคิดอยากจะเห็นโลกมุสลิมทั้งหมด หรืออาจจะพูดอีกอย่างก็ว่า เขาตั้งใจจะทำตามคำพยากรณ์โดยมีคติประจำใจว่า “จะไม่ซ้ำรอยเส้นทางใดเป็นครั้งที่สอง”

ตั้งแต่นั้น เส้นเดินทางเส้นแรกระยะ3,000 ไมล์ ที่เขาเคยหวั่นใจกลับเป็นเส้นทางแสนสั้น ด้วยทางที่เขาท่องเที่ยวไปตลอด 29 ปี รวมแล้วเพิ่มมากกว่านั้นอีกหลายเท่าคือประมาณ 72,000 ไมล์!

จากเมกกะเขาเดินทางข้ามทะเลทรายอาราเบียนไปถึงแบกแดด และอีกหลายที่ตามเส้นทางวกเวียน ประสงค์ในใจนั้นคืออยากจะไปให้ถึงอินเดีย ดินแดนในฝัน ซึ่งได้ข่าวว่าเต็มไปด้วยความร่ำรวย กระนั้นก่อนจะไปถึงอินเดียเขาก็เดินทางท่องเที่ยวอยู่หลายที่ก่อนจะไปถึง

อาศัยความที่เขามีความรู้ เพราะสามารถทำหน้าที่ผู้พิพากษาอิสลามตามบิดาของเขาได้ บัตตูตาจึงไม่ค่อยตกอับนัก ไม่ว่าถิ่นใดที่เขาย่างเท้าไปถึงมักได้การต้อนรับ และได้รับของขวัญของประทานจากเจ้าผู้ครองนครเป็นอันมาก แม้แต่เดินทางไปถึงกรุงคอนสแตนติโนเปิล ได้พบกับจักรพรรดิไบแซนไทน์ แอนโดรนิคัสที่ 3 พระองค์ก็ประทานม้า อาน และร่มให้ บัตตูตายังเดินทางต่อไปถึงบุคคารา ซามาคาน และไปทางตะวันออกถึงอัฟกานิสถาน ในที่สุดก็ข้ามไปอินเดียบัตตูตาทำงานเป็นผู้พิพากษาในราชสำนักของสุลต่านยาวนานถึง 8 ปี เขารู้ดีว่าหยุดอยู่ที่นี่นานเกินไปแล้ว สุลต่านเป็นคนสุดขั้ว ยามรักก็รักเหลือแสน แต่ห่างออกไปเพียงนาทีเดียวพระองค์สามารถปาดคอคนที่เคยแสดงให้เห็นว่ารักได้อย่างง่ายดาย นักเดินทางชาวโมร็อกโกเริ่มหาช่องทาง และแล้วโอกาสก็มาถึงเมื่อสุดท้ายสุลต่านองค์นั้นก็ส่งบัตตูตาไปยังจีนเพื่อเป็นทูตของพระองค์ บัตตูตาคว้าโอกาสไว้อย่างไม่ลังเล แต่เขาก็เริ่มเผชิญวิบากตั้งแต่เริ่มต้น

บัตตูตา ในอียิปต์.

บัตตูตา ซึ่งบัดนี้ไม่ใช่คนตัวเปล่าเหมือนตอนแรก ก็เริ่มเดินทางเป็นกองคาราวานพร้อมบริวาร เขาเดินทางนำขบวนขนเครื่องบรรณาการจะไปถวายจักรพรรดิจีน และยังไปพร้อมกับสรรพสมบัติส่วนตน ซึ่งสะสมไว้นานปีเพื่อจะไปลงเรือ

ที่คาลิคัต ทว่าตามเส้นทางออกจากเดลฮี บัตตูตาถูกโจรจับตัวไปได้ ถูกนำไปขังคุกและโดนหมายหัวว่าจะประหารในวันรุ่งขึ้น ไม่รู้ว่าผู้พิพากษาคนนี้ใช้อะไรกล่อมโจร แต่โจรหนุ่มคนหนึ่งในกลุ่มเกิดความสงสาร จึงแอบปล่อยให้หนี บัตตูตาต้องหลบๆซ่อนๆอยู่ในชนบทแปลกประหลาด ต้องอาศัยกินรากไม้และถั่วประทังชีวิตอยู่ 8 วัน จึงกลับไปสมทบกับคณะผู้ติดตามได้ และแล้วเขาก็เดินทางต่อไปถึงคาลิคัต ท่าเรือการค้าใกล้กับปลายสุดของอินเดียที่คาลิคัต บัตตูตานำคนและบรรณาการสำหรับจักรพรรดิจีนลงเรือสำเภา แยกสมบัติส่วนตัวลำเลียงลงเรือลำเล็กๆ ทว่าความวินาศก็บังเกิดซ้ำ หลังออกจากฝั่งไปไม่นานก็เกิดพายุพัด เรือสำเภาหมุนคว้างตามแรงลมในที่สุดเกยสันดอนคว่ำลง สมบัติอันเป็นบรรณาการในเรือทุกอย่างจมน้ำหายไป เหลือแต่เรือเล็กกับสมบัติของบัตตูตาที่ถูกคลื่นโยนจนลอยห่างออกไป

ประสบการณ์ที่ผ่านมาทำให้ บัตตูตารู้ทันทีว่ากลับไปเดลฮีไม่ได้อีกแล้ว แม้ว่าสุลต่านจะเป็นคนใจกว้าง แต่พระองค์ก็อาจพลิกอารมณ์สั่งประหารเขาเมื่อไรก็ได้ หากยิ่งรู้ว่ามีเพียงบรรณาการของสุลต่านจมทะเลหายไป แต่สมบัติของบัตตูตายังอยู่ครบก็ยิ่งเป็นเหตุผลฟังไม่ขึ้น เขาจึงตัดสินใจยั้งการเดินทางไปจีนไว้ก่อน และไปทำงานเป็นผู้พิพากษาอิสลามกับผู้นำท้องถิ่นในหมู่เกาะมัลดีฟส์ที่อยู่ใกล้เคียงแทนสักพัก

ในที่สุดอิบึน บัตตูตา ก็ตัดสินใจเดินทางต่อไปจีนอีกครั้งในฐานะทูต ซึ่งจริงๆแล้วเขาไม่ได้เป็นตัวแทนจากที่ใดแต่อย่างไร และยังไม่มีหนังสือรับรอง แม้จักรวรรดิมุสลิมและจีนไม่ได้อยู่ในเงื่อนไข ที่เป็นมิตรนัก กระนั้นเขาก็ได้ท่องเที่ยวจีนอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะคิดได้ว่าถึงเวลาต้องกลับบ้านเสียที บัตตูตาเดินทางโดยหลีกเลี่ยงเดลฮี ผ่านเมกกะและแบกแดด ในปี 1348 และไปถึงแทนเจียร์ในปี 1349

ทุกอย่างเปลี่ยนแปลงไปในช่วง 20 กว่าปีที่เขาหายหน้า ผู้คนแวดล้อมที่บ้านเสียชีวิตกันไปหลายคน ทั้งลูกชายคนแรก บิดาและมารดา เช่นเดียวกับที่อิบึน บัตตูตา เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียง มีเงินทอง และบริวาร ไม่ใช่หนุ่มน้อยตัวเปล่า คนเดิมที่ออกจากบ้านบนหลังลาเพียงตัวเดียวกับกระเป๋าเงินอันเบาหวิว หากแต่เป็นหนุ่มใหญ่ที่พ่วงไว้ด้วยภรรยา และลูกอีกเป็นโขยง กระนั้นในช่วงปลายนี้เขายังได้ออกเดินทางไปสเปน แต่ในที่สุดก่อนที่จะหยุดเดินทางอย่างแน่นอนเขาก็ไปยังอาณาจักรมาลีในแอฟริกา และจบด้วยการเขียนบันทึกเล่มดัง (สองอย่างหลังเป็นไปตามคำสั่งสุลต่านแห่งโมร็อกโก บ้านเกิด)

บัตตูตาและกษัตริย์แห่งมาลี.

หนังสือของบัตตูตานับว่าได้ให้ข้อมูลเรื่องราวของบ้านเมืองที่เขาพานพบได้เป็นอย่างดี ดังเช่นที่จะขอยกมาเล่าให้ฟังถึงตอนที่เขาข้ามทะเลทรายซาฮาราเข้าไปยังอาณาจักรมาลีอันเป็นการเดินทางครั้งท้ายสุด

ต้องย้อนกลับไปถึงการเดินทางครั้งแรกเมื่อครั้งอยู่ในกรุงไคโร ประเทศอียิปต์ ตอนนั้นบัตตูตาได้ยินเรื่องราวของกษัตริย์มานซา มูซา แห่งมาลี ว่าได้ยกขบวนคณะผู้ติดตามขนาดมโหฬาร พร้อมด้วยอูฐบรรทุกทองคำเพียบแปล้ 80 ตัว เดินทางไปถึงไคโร เพื่อมุ่งหน้าจะไปเมกกะเมื่อปี 1324 จักรพรรดิและผู้ติดตามทั้งหลายจับจ่ายเงินทองราวกับโปรยทาน ทองคำจำนวนมากกระจายทั่วอียิปต์จนมูลค่าของมันลดลง เกิดเป็นภาวะเงินเฟ้อ กระทบตลาดทองคำทั้งหมดเป็นเวลาหลายทศวรรษ

ทว่าเมื่อพบมานซา สุไลมาน น้องชายผู้สืบทอดบัลลังก์ต่อจากมานซา มูซา ซึ่งมีนิสัยต่างกันลิบลับ เพราะสุไลมานมีชื่อเสียงในด้านความตระหนี่ถี่เหนียว อิบึน บัตตูตา ได้รับของประทานในฐานะทูตตามธรรมเนียมห่อหนึ่ง เมื่อแกะออก มีขนมปังอยู่ 3 ก้อนและเนื้อทอดน้ำมันชิ้นหนึ่งกับน้ำเต้าที่บรรจุโยเกิร์ต แทนที่จะเป็นเงินสักก้อนหนึ่ง ซึ่งเป็นของขวัญตามปกติ บัตตูตาถึงกับระเบิดเสียงหัวเราะ

“เมื่อได้เห็น ข้าหัวเราะลั่น รู้สึกประหลาดใจในสติปัญญาแสนเขลา และการให้เกียรติผู้คนของกษัตริย์องค์นี้” เขาทูลมานซา สุไลมาน เมื่อพบกันในเวลาต่อมาว่า

“ข้าพเจ้าเดินทางไปทั่วเมืองในโลกนี้ ได้พบผู้ปกครองแผ่นดินมากมาย ไม่มีใครเหมือนพระองค์เลย ท่านเป็นคนเดียวที่ประทานของไร้ค่า แล้วนี่จะให้ข้าพเจ้าพูดถึงท่านต่อหน้าผู้ปกครองอื่นๆ อย่างไรดี”

ไม่ว่าคำพูดของบัตตูตาจะสร้างความอับอายแก่มานซา สุไลมาน หรือไม่ ที่สุดพระราชาก็จะสร้างบ้านให้อิบึน บัตตูตา และประทานทองคํามา 5 ออนซ์ครึ่ง (157 กรัม) และเมื่อนักเดินทางออกเดินทางจากมาลี พระราชาก็ยังให้ทองคำเพิ่มขึ้นอีก 16 ออนซ์ครึ่ง (472 กรัม รวมแล้วน้ำหนักทองสองคราวราวๆ 41 บาท)

บัตตูตาบันทึกว่าที่ราชอาณาจักรมาลีไม่มีใครต้องกลัวขโมยหรือศัตรู ผู้คนสามารถออกไปทำกิจทางศาสนาได้ดังต้องการ กระนั้นความสัมพันธ์ระหว่างเพศดูง่ายดายเกินไป เพราะทั้งสองเพศสามารถใช้เวลาอยู่กับอีกฝ่ายหนึ่งโดยที่สังคมมองเป็นเรื่องปกติ หญิงชาวมาลีไม่สวมผ้าคลุมหน้า และที่ยิ่งประหลาดใจกว่านั้น คนรับใช้หญิงและทาสหญิงมักจะเปลือยกายอยู่หน้าราชสำนักเพื่อให้คนทั้งหลายดู เป็นการกระทำซึ่งจะไม่มีการยอมรับสำหรับมุสลิมไม่ว่าจะเป็นผู้หญิงประเภทใด

สิ่งที่ทำให้บัตตูตาถึงกับสยองคือการลงโทษตามแบบชนมาลีนั่นคือ การสั่งให้กินซากศพ แต่ก็ยังน่าขยะแขยงน้อยกว่าอีกเรื่องหนึ่ง เขาเล่าถึงคราวที่ว่าหัวหน้าเผ่าจากบริเวณโดยรอบซึ่งยังเป็นคนป่ากินเนื้อมนุษย์ มาเฝ้าพระราชาพร้อมประชาชนของตนกลุ่มหนึ่ง สิ่งที่มานซา สุไลมาน ให้พวกนี้เป็นของขวัญต้อนรับก็คือ...ทาสสาวรุ่นซึ่งพร้อมที่จะให้พวกนั้นฆ่าและกินได้ทันที!

อิบึน บัตตูตา.

ในกาลต่อมา อาณาจักรแห่งมาลีถึงจุดสิ้นสุดในศตวรรษที่ 16 ข้อพิพาทและการวิวาทในการแย่งชิงบัลลังก์ระหว่างกันทำให้เมืองนั้นไม่มีรัฐบาลแข็งแกร่ง และเมื่อโปรตุเกสสามารถใช้เส้นทางเรืออ้อมชายหาดแอฟริกาในศตวรรษที่ 15 ก็ทำให้ความสำคัญของเส้นทางคาราวานการค้าข้ามทะเลทรายซาฮาราลดลง จากนั้นมา วันคืนอันยิ่งใหญ่ของมาลีซึ่งเต็มไปด้วยสีสันในงานเขียนของอิบึน บัตตูตา ก็เสื่อมสลายและถูกลืมมาจนทุกวันนี้.

โดย :ภัสวิภา
ทีมงานนิตยสาร ต่วย'ตูน

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ไทยรัฐซันเดย์สเปเชียลทีมงานนิตยสารต่วยตูนอิบึน บัตตูตานักเดินทางมาร์โค โปโลอบู ฮับดุลละฮ์ อิบึน บัตตูตาบัตตูตา

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้