ข่าว
100 year

ด้วยแรงอธิษฐาน!! “ภูภวิศ กฤตพลนารา” จากลูกแม่ค้าปาท่องโก๋ สร้างแบรนด์แฟชั่นร้อยล้าน

ไทยรัฐฉบับพิมพ์5 เม.ย. 2563 06:01 น.
SHARE

คนเราเลือกเกิดไม่ได้ แต่เราเลือกที่จะทำชีวิตให้ดีและยิ่งใหญ่ได้ เหมือนอย่าง “โรจน์-ภูภวิศ กฤตพลนารา” ผู้ก่อตั้งแบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติไทย ISSUE จนโด่งดังกลายเป็นตำนานวงการแฟชั่นเมืองไทย ชีวิตของเขาไม่ได้มีต้นทุนสูงเหมือนคนอื่น แต่โรจน์พลิกชีวิตจากลูกคนขับแท็กซี่และแม่ค้าปาท่องโก๋ มาเป็นเจ้าของแบรนด์แฟชั่นหลายร้อยล้าน ก็เพราะถือความกตัญญูเป็นหลักนำชีวิต มุ่งมั่นมาแต่เด็กว่า ชาตินี้จะต้องประสบความสำเร็จ และทำให้พ่อแม่มีชีวิตสุขสบายให้ได้

“ผมโตมาแบบปากกัดตีนถีบ ต้องช่วยตัวเองทุกอย่าง เพราะครอบครัวมีฐานะไม่ค่อยดี พ่อขับแท็กซี่ และขายของเก่า ส่วนแม่ขายปาท่องโก๋ ขายข้าวมันไก่ เป็นแม่ค้าขายอาหาร ทำทุกอย่างเพื่อส่งเสียลูกๆทั้ง 6 คน ให้ได้เรียนหนังสือ พวกเราโตมาในตึกแถวย่านถนนตก ทุกคนนอนเรียงกันเป็นแถวไม่มีห้องนอน จำได้ว่าตั้งแต่เด็กต้องตื่นตีสี่ตีห้าทุกวันมาช่วยแม่ทอดปาท่องโก๋ พอขายเสร็จก็เก็บร้าน และไปตลาดซื้อแป้งมานวดปาท่องโก๋เตรียมขายวันต่อไป แล้วค่อยแต่งตัวไปเรียนหนังสือ ชีวิตจะวนเวียนแบบนี้ทุกวัน ช่วงปิดเทอมยังไปขายเรียงเบอร์ และชีตเก็งข้อสอบ คือทำทุกอย่างเท่าที่ทำได้ เพื่อช่วยพ่อแม่หารายได้เพิ่ม ชีวิตไม่มีคำว่าอยากเปรี้ยวก็ได้เปรี้ยว อยากหวานก็ได้หวาน”...ดีไซเนอร์คนดังเล่าถึงชีวิตลำเค็ญในวัยเด็ก

แอบฝันไหมว่าสักวันต้องได้ดี มีชีวิตที่สุขสบายกว่านี้ให้ได้

ผมสนิทกับยายมาก ทุกครั้งที่ไปหายายที่ฉะเชิงเทรา ยายจะพาไปใส่บาตรทำบุญจำได้ว่าตั้งแต่เด็กเวลาไหว้พระสวดมนต์จะอธิษฐานว่า ขอให้โตมามีความรู้ความสามารถช่วยเหลือครอบครัวให้ดีขึ้น ประสบความสำเร็จในสิ่งดีงามและสวยงาม โชคดีที่ผมชอบวาดรูป ป.1-ป.6 วาดรูปส่งประกวดตลอด เมื่อจบ ม.3 จึงเข้าเรียนต่อ ปวช.ด้านศิลปะ ที่ไทยวิจิตรศิลป

จากเด็กเรียบร้อยชอบไหว้พระสวดมนต์ พอเข้าไทยวิจิตรศิลป ชีวิตเปลี่ยนไหม

กลายเป็นหัวโจก เหมือนเพิ่งค้นพบตัวเอง เป็นเด็กเกเรได้เรื่องเลย ทำทุกอย่างที่ครูห้าม ทั้งโดดเรียน และไล่ตีโรงเรียนอื่น อยู่ในวงจรนั้นมาหลายปี ทำให้เรียนจบช้าไปปีหนึ่ง ใจจริงอยากสอบเข้าศิลปากร

เข้าสู่วงการแฟชั่นได้อย่างไร

หลังเรียนจบไทยวิจิตรศิลป ผมสมัครงานที่เกรฮาวด์ แล้ว “คุณภาณุ อิงคะวัต” รับเข้าทำงาน จึงเริ่มทำงานแรกเป็นพนักงานขายเสื้อผ้าที่เกรฮาวด์ อยู่หน้าร้านได้ 6 เดือน ก็มีโอกาสย้ายเข้าไปอยู่ในออฟฟิศทำเรื่องดิสเพลย์ และสุดท้ายก็มาอยู่ในทีมสไตลิสต์กับดีไซน์ ผมอยู่เกรฮาวด์มา 6 ปีเต็ม ตอนทำงานกับเกรฮาวด์เป็นช่วงที่ได้เรียนรู้อะไรเยอะ เกรฮาวด์เป็นสถาบันที่บ่มเพาะคนเก่งๆให้กับวงการแฟชั่น

อะไรเป็นจุดเปลี่ยนให้ตัดสินใจลาออกจากเกรฮาวด์ มาทำร้านเสื้อผ้าของตัวเอง

ผมเข้าออฟฟิศเกรฮาวด์อาทิตย์ละ 5 วัน และเสาร์อาทิตย์ก็ไปเฝ้าร้านอาหารตัวเองที่จตุจักร ทำอย่างนี้มาหลายปีจนอิ่มตัว ตอนนั้นไม่มีเงินเก็บด้วยซ้ำ ทำไปเที่ยวไป แต่บังเอิญไปเจอห้องว่างเล็กๆ ที่สยามสแควร์ ซอย 3 จำได้ว่าขอค่ามัดจำ 40,000 บาท เราไม่มีเงินหรอก ก็ไปหาเงินมาจ่ายมัดจำ แล้วเริ่มจากเปิดเป็นร้านเล็กๆซื้อมาขายไป ยังไม่มีแบรนด์ ยังไม่ทำเป็นคอลเลกชัน ถามว่าพร้อมไหมก็ไม่ได้พร้อม ผมเป็นคนตัดสินใจทำอะไรแล้วจะลุยเลย เจอปัญหาก็ค่อยแก้เป็นวันไป ยุคนั้นไม่มีสถาบันอะไรสอนเรื่องทำแบรนด์แฟชั่น เราก็ลองผิดลองถูกด้วยตัวเราเอง ใช้ครูพักลักจำจากรุ่นพี่ ผมเริ่มทำแบรนด์ ISSUE เมื่อปี 1999 แต่มีชื่อเสียงจริงๆได้แจ้งเกิด หลังจาก “พี่ฟอร์ด” (กุลวิทย์ เลาสุขศรี) ให้โอกาสทำแฟชั่นโชว์ครั้งแรกบนเวทีแอลแฟชั่นวีค 2003

ตั้งใจสร้างแบรนด์ ISSUE ให้มีเอกลักษณ์อย่างไร

ผมคิดง่ายๆโดยมองจากตัวเองเป็นหลัก เราชอบอะไรและอยากใส่อะไร ก็ทำแบบนั้นมาขาย ผมจะชอบอะไรที่มีความเป็นวินเทจและโบฮีเมียน โจทย์แรกคือบ้านเราอากาศร้อน ฉะนั้นควรเป็นเส้นใยธรรมชาติใส่สบาย ตัวโคร่งหน่อยไม่รัดเกินไป จากนั้นเรื่องลวดลายสีสัน และกลิ่น อายสไตล์ เอธนิกมีความเป็นชนเผ่าพื้นเมืองก็ค่อยๆตามมา โดยเฉพาะเนปาล มีอิทธิพลกับผมเยอะ เพราะครั้งแรกที่เดินทางไปต่างประเทศก็คือไปเนปาล รู้สึกว่าเนปาลเปิดโลกและมุมมองใหม่ให้เด็กคนหนึ่งว่า โลกนี้ใหญ่จังเลย เราเป็นแค่เด็กคนหนึ่ง ได้ไปเห็นคนอื่นที่ลำบากกว่าเรา มันเป็นแรงขับเคลื่อนให้อยากทำอะไรดีๆมากกว่าเดิม ผมเห็นตัวเองเล็กลงกว่าเดิมเยอะ เห็นถึงโอกาสดีๆที่จะทำให้ครอบครัวเรามีชีวิตที่ดีขึ้น และเมื่อเราสุขสบายขึ้นแล้วก็จะได้แบ่งปันโอกาสให้คนอื่นในสังคมมากขึ้น

ชื่อเสียงเงินทองเริ่มมาแล้ว แต่จุดไหนคือพีกสุดที่เป็นความภูมิใจของชีวิต

หลังทำแบรนด์เสื้อผ้ามาได้ 3 ปี ผมสามารถทำสิ่งที่ฝันไว้ตั้งแต่เด็ก คือซื้อบ้านหลังใหญ่ให้พ่อแม่และพี่น้องได้อยู่รวมกันเป็นครอบครัวอีกครั้ง แม่ไม่ต้องเป็นแม่ค้าแล้ว มันเป็นความภูมิใจมากที่ได้ตอบแทนบุพการี ผมเข้าไปบอกแม่ว่าเห็นแม่เหนื่อยมาตั้งแต่เด็กๆ อยากให้แม่สบายบ้าง แม่คือแรงบันดาลใจสำคัญในชีวิตเรา แม่ทำให้เรามีเรี่ยวแรงต่อสู้ และไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค เพราะแม่สู้ให้เราเห็นมาตลอด

เป็นดีไซเนอร์ที่พลิกวิกฤติเป็นโอกาสได้เก่ง มีแผนตั้งรับสถานการณ์ไม่คาดฝันอย่างไร

อันดับแรกคือต้องใช้สติ บวกกับประสบการณ์ ทีมของเรามีกันแค่ 30 คน ดูแล ISSUE ทั้ง 3 สาขา จุดแข็งของเราคือจะประชุมทุกอาทิตย์ ทำให้รู้ความเป็นไปของทุกคนทุกแผนกเสมอ เมื่อเราหารือกันประจำ เวลามีปัญหาจะแก้ไขทันท่วงที ทำให้มีความตื่นตัวตลอด ตั้งแต่ปีที่แล้ว ผมเริ่มนำหลักอิทธิบาท 4 มาใช้ในที่ทำงาน และชวนน้องๆนั่งสมาธิ อิทธิบาท 4 ประกอบด้วย “ฉันทะ” (ความพอใจ), “วิริยะ” (ความเพียร), “จิตตะ” (ความคิด) และ “วิมังสา” (ความไตร่ตรอง) เราฝึกเรื่องเหล่านี้มาเป็นปี ทำให้ทุกคนใน ISSUE มีวัคซีนแก้ปัญหา นอกจากนี้ เรายังปรับตัวได้เร็วเพราะเริ่มบุกออนไลน์ 2 ปีกว่า โดยมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียครบ ทั้งเว็บไซต์, เฟซบุ๊ก, แอปพลิเคชัน และอินสตาแกรม เพื่อตอบรับพฤติกรรมของลูกค้าที่เปลี่ยนแปลง หน้าร้านเงียบมานานแล้ว เพราะช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา คนไม่ค่อยไปเดินช็อปในห้างฯ ทำให้ยอดขายลดลง 50-70% ตรงข้ามกับออนไลน์ที่ยอดขายโตขึ้นเป็นร้อยเปอร์เซ็นต์

เจ็บหนักทุกภาคธุรกิจ ไม่ทราบว่า ISSUE เอาตัวรอดยังไงในวิกฤติโควิด-19

ตั้งแต่ตอนเกิดวิกฤติใหม่ๆ ผมคิดหนักเพื่อหาวิธีประคองธุรกิจและช่วยเหลือพนักงานไม่ให้ตกงาน เพราะร้านทั้ง 3 สาขา ต้องปิดหมด จึงเกิดไอเดียคิดทำ “Survival Bucket” และ “Survival Cap” เป็นหมวกติดเฟสชิลด์ป้องกันละอองเชื้อโรค ได้ไอเดียจากหมวกตกปลา ผสมกับหมวกของอิชชู่ที่ดีไซน์ปีกไว้ป้องกันแดดลม ซึ่งออกมาได้ 2 ซีซัน พอมาเจอสถานการณ์แบบนี้เลยพัฒนาให้มีหน้ากากพลาสติกมาติดไว้ด้านหน้าด้วย เพื่อป้องกันละอองต่างๆ จากที่คิดทดลองทำขาย กลายเป็น “ฮีโร่ โปรดักส์” มีออเดอร์วันละเป็นพันใบ จนผลิตไม่ทัน เพราะติดปัญหานำเข้าวัสดุ อย่างไรก็ดี ผมและทีมงานทุกคนต้องขอโทษที่จัดส่งสินค้าล่าช้า และตั้งใจแล้วว่า รายได้ส่วนหนึ่งจากการจำหน่ายหมวกสู้วิกฤติจะมอบให้มูลนิธิการกุศลและโรงพยาบาลทั่วประเทศ

ย้อนกลับไปมองตัวเอง ประสบความสำเร็จอย่างที่หวังไว้หรือยัง

วันแรกๆที่เปิดร้าน ISSUE เรามีพนักงาน 4 คน ผมทำเองทุกอย่าง ตั้งแต่ไปซื้อผ้า, ออกแบบ, ติดต่อโรงงาน กระทั่งขึ้นตัวอย่างปักมือก็ทำเอง ไม่ทำอย่างเดียวคือเก็บเงิน เพราะเก็บเงินไม่อยู่ พี่ชายช่วยดูแลเรื่องเงินและจัดซื้อ น้องอีก 2 คน มาช่วยขายหน้าร้าน ตอนนั้นขายได้วันละหลักหมื่นก็ดีใจแล้ว จนทุกวันนี้ขายได้วันละเป็นล้าน มีพนักงาน 30 คน ที่ร่วมแรงร่วมใจกันดี ก็ถือว่าประสบความสำเร็จน่าพอใจ ผมยังสนุกกับการทำงานเหมือนเดิม ไม่เคยเบื่อเลย ไม่เคยถึงจุดคิดไม่ออกว่าคอลเลกชันหน้าจะทำอะไร ถ้าถาม ณ วันนี้ ก็ภูมิใจและพอใจในตัวเองระดับหนึ่ง แต่สิ่งที่อยู่กับเราวันนี้มันอยู่ไม่นาน เราจะหยุดพัฒนาตัวเองไม่ได้ เราต้องมีสติตั้งรับทุกอย่างให้ดี ผมบอกตัวเองเสมอว่าเราจะไม่ยอมแพ้กับเรื่องอะไร เตือนตัวเองตลอดว่าเราไม่ได้ดีไปกว่าคนอื่น เราก็เป็นแค่คนธรรมดา ทุกวันนี้ผมมีความสุขกับทุกวัน ได้ตื่นแต่เช้า, อาบน้ำแต่งตัว แล้วไหว้พระนั่งสมาธิ, ออกไปตักบาตร, เปลี่ยนเสื้อผ้าออกกำลังกาย และกลับมาทำงานตอน 9 โมงเช้า พอสี่ทุ่มก็เข้านอน

เรามาไกลเกินฝันมากแล้ว ยังมีอะไรที่ค้างคาใจอีกไหม

เมื่อปลายปีที่แล้ว ผมมีโอกาสไปบวชที่พุทธคยา ประเทศอินเดีย จึงฝันว่าอยากจัดโครงการอุปสมบทหมู่ที่วัดไทยพุทธคยาต่อเนื่องไปทุกปี เพื่อให้ทุกคนมีโอกาสไปศึกษาพุทธศาสนาที่อินเดีย ได้มีสติและปัญญา นำกลับมาใช้ในชีวิตประจำวัน เพื่อช่วยเหลือตัวเองและสังคม การบวชทำให้เรามองเห็นชีวิตในความเป็นจริงมากขึ้น ไม่ปรุงแต่งเยอะเหมือนแต่ก่อน ไม่เหวี่ยงไปเหวี่ยงมา ลดความจริงจังขมึงเกลียวลง มีความต้องการเกินความจำเป็นน้อยลง มองเห็นประโยชน์ของส่วนรวมมากกว่าส่วนตน อีกอย่างที่ฝันไว้คืออยากพาแม่เดินทางรอบโลก!!

ทีมข่าวหน้าสตรี

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทีมข่าวหน้าสตรีภูภวิศ กฤตพลนาราวงการแฟชั่นISSUEแบรนด์เสื้อผ้าดีไซเนอร์

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้