แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องเล็กๆ แต่จริงๆแล้ว ปัญหาทางเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ถือเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย โดยเฉพาะอุบัติการณ์ ภาวะทุพพลภาพและการตายของทั้งมารดาและทารกปริกำเนิด ยังคงอยู่ในระดับที่สูงเมื่อเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้ว ซึ่งมีผลมาจากปัจจัยหลายอย่าง อาทิ องค์ความรู้ของสูตินรีแพทย์ทั่วไปที่อาจจะไม่เพียงพอที่จะให้การดูแลมารดาและทารกในครรภ์ที่มีปัญหาซับซ้อนอย่างมาก รวมไปถึงการขาดแคลนสูติแพทย์ที่มีทักษะสูงในแนวลึก ที่สามารถจะดูแลสตรีตั้งครรภ์เสี่ยงสูง หรือแม้แต่มีความเข้าใจการใช้เทคโนโลยีที่ก้าวหน้าในทางสูตินรีแพทย์อย่างเหมาะสมด้วยเหตุดังกล่าว จึงต้องมีการผลิตสูตินรีแพทย์ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะ ที่เรียกว่า “หมอ MFM” ซึ่งประเทศไทยยังขาดแคลนอยู่มากขึ้นมาทำหน้าที่นี้ หมอ MFM คือใคร?นพ.ร่มไทร เลิศเพียรพิทยากุล สูติแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ศูนย์สุขภาพสตรี รพ.กรุงเทพ อธิบายว่า MFM ย่อมาจาก Maternal Fetal Medicine หมายถึง แพทย์ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ ที่ศึกษาต่อยอดภายหลังจากที่จบการฝึกอบรมสูติศาสตร์นรีเวชวิทยาแล้ว และได้รับประกาศนียบัตรแสดงความรู้ความชำนาญในการประกอบวิชาชีพเวชกรรม อนุสาขาเวชศาสตร์มารดาและทารก“หมอ MFM จะทำหน้าที่ดูแลในเชิงลึกเกี่ยวกับมารดาและทารก ให้คำปรึกษาช่วยเหลือสูตินรีแพทย์ในการดูแลครรภ์ควบคู่กันไปตลอดการตั้งครรภ์” คุณหมอร่มไทรบอกพร้อมกับแจกแจงรายละเอียดหน้าที่ของหมอ MFM ว่ามีหน้าที่หลักๆคือ ให้คำปรึกษาในกรณีที่สงสัยหรือตรวจพบว่าทารกในครรภ์มีภาวะผิดปกติ, ดูแล และรับฝากครรภ์ ทำคลอด สตรีตั้งครรภ์ที่มีความเสี่ยงสูง เช่น อายุมาก มีภาวะแท้งบ่อย ครรภ์แฝด หรือมีโรคประจำตัว เช่น ความดันโลหิตสูง เบาหวาน มีปัญหาด้านภูมิคุ้มกัน ที่อาจมีผลต่อการตั้งครรภ์โดยจะทำหน้าที่ให้คำปรึกษาตั้งแต่การเตรียมตัวก่อนตั้งครรภ์ การดูแลในระหว่างฝากครรภ์ ช่วงระยะเวลาในการคลอดและหลังคลอด นอกจากนี้ ยังให้การรักษาทารกในครรภ์ที่มีความผิดปกติบางชนิดที่สามารถให้การ ช่วยเหลือหรือแก้ไขได้ตั้งแต่ยังอยู่ในครรภ์ก่อนคลอด รวมทั้ง ช่วยตรวจวินิจฉัยก่อนคลอดเพื่อคัดกรองและวินิจฉัยความผิดปกติของทารกในครรภ์ ซึ่งรวมถึงการเก็บสิ่งส่งตรวจต่างๆจากในครรภ์ เช่น การเจาะชิ้นเนื้อรก การเจาะน้ำคร่ำ และการเจาะเลือดสายสะดือทารก ฯลฯสูติแพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์มารดาและทารกในครรภ์ บอกว่า หมอ MFM มีความเชี่ยวชาญและมีเครื่องมือในการช่วยตรวจคัดกรองภาวะต่างๆ เช่น การตรวจด้วยคลื่นเสียงความถี่สูงหรืออัลตราซาวนด์ ซึ่งถือว่าเป็นตัวช่วยสำคัญ ที่จะทำให้ตรวจพบสิ่งผิดปกติที่อาจเกิดขึ้นกับทารกได้ตั้งแต่เนิ่นๆ โดยไม่มีผลเสียต่อทารกในครรภ์ “โดยทั่วไปแล้วในการตั้งครรภ์ครั้งหนึ่ง ควรจะได้มีการ ตรวจอัลตราซาวนด์โดยคุณหมอ MFM อย่างน้อย 1 ครั้ง ในช่วงกึ่งกลางของการตั้งครรภ์ ซึ่งอยู่ประมาณสัปดาห์ที่ 18-23 แต่ถ้า จะเพิ่มความมั่นใจให้กับคุณพ่อคุณแม่ได้มากยิ่งขึ้น” คุณหมอร่มไทรบอกพร้อมกับขยายความว่า การตรวจ อัลตราซาวนด์โดยละเอียดมีอยู่ 3 ช่วงด้วยกันคือช่วงที่ 1 การตั้งครรภ์ที่ 11-14 สัปดาห์ ช่วงนี้จะเป็นช่วงของการคัดกรองที่เรียกว่า Screening ซึ่งเป็นการตรวจลักษณะที่แสดงออกทางอัลตราซาวนด์ โดยการตรวจดูน้ำบริเวณใต้ต้นคอของทารก ร่วมกับการตรวจเลือดของคุณแม่ เพื่อตรวจหาดาวน์ซินโดรม และเพื่อดูว่าทารกในครรภ์มีพัฒนาการเป็นไปอย่างที่ควรจะเป็นหรือไม่ ดูว่ามีความผิดปกติอะไรหรือเปล่า เช่น ในระยะนี้ควรจะมีกะโหลก มีแขน มีขา เป็นต้น ซึ่งถ้าเราพบความผิดปกติตั้งแต่ในช่วงนี้ก็จะสามารถร่วมกันปรึกษาหารือ เพื่อหาหนทางแก้ไขปัญหา โดยไม่ต้องรอให้นานไปจนถึง 18 สัปดาห์ช่วงที่ 2 การตั้งครรภ์ที่ 18-23 สัปดาห์ ถือเป็นช่วงที่สำคัญ เป็นช่วงของการตรวจโครงสร้างของทารก ที่เรียกว่า Anatomic Survey เพื่อค้นหาความผิดปกติของเด็ก ซึ่งถ้าไม่พบความผิดปกติในช่วงนี้ คุณพ่อคุณแม่ก็สามารถถอนหายใจได้เฮือกใหญ่ๆเลยทีเดียว เพราะแสดงว่าความเสี่ยงที่จะเกิดความผิดปกติต่างๆกับทารกนั้นลดลงอย่างชัดเจน ซึ่งนอกจากจะตรวจทารกแล้ว ในช่วงนี้คุณหมอก็จะทำการตรวจให้คุณแม่อย่างละเอียดอีกด้วย เพื่อดูว่ามีรกเกาะต่ำหรือไม่ รกอยู่ในตำแหน่งที่ดีหรือไม่ ถ้าอยู่ในตำแหน่งที่ดีก็ไม่น่าเป็นห่วง แต่ถ้ามีรกต่ำก็ต้องคอยติดตามอย่างใกล้ชิดต่อไป รวมทั้งการตรวจเนื้องอก หรือความผิดปกติภายในมดลูกอีกด้วย“สิ่งสำคัญสำหรับการตรวจอัลตราซาวนด์ให้กับคุณแม่ในช่วงนี้คือ การวัดความยาวของปากมดลูกเพื่อดูว่ามีความเสี่ยงต่อการคลอดก่อนกำหนดหรือไม่ ถ้าปากมดลูกยาวแสดงว่าดี มีความแข็งแกร่ง โอกาสที่ปากมดลูกจะเปิดก็ยาก ความเสี่ยงที่จะคลอดก่อนกำหนดก็น้อย แต่ถ้าปากมดลูกสั้น อ่อนตัว ถุงน้ำย้วยลงมาได้ง่าย ก็มีโอกาสคลอดก่อนกำหนดได้สูง ถ้าตรวจอัลตราซาวนด์แล้วพบว่ามีความเสี่ยงก็ต้องให้ยารักษาแล้วเฝ้าตรวจดูเป็นระยะๆ แต่ถ้าสั้นมากๆอาจมีการผ่าตัดเย็บมดลูกร่วมด้วย เพื่อลดความเสี่ยงในการคลอดก่อนกำหนดได้ดียิ่งขึ้น” คุณหมอร่มไทร ให้ข้อมูลว่า ในสมัยก่อนการคลอดก่อนกำหนดเป็นสิ่งที่ป้องกันได้ยาก แต่ปัจจุบันการวัดความยาวของปากมดลูก และการให้ยากลุ่มโปรเจสเตอโรน สามารถช่วยลดปัญหาการคลอดก่อนกำหนดได้สูงถึง 30-60% เลยทีเดียวส่วนช่วงที่ 3 คือช่วงการตั้งครรภ์ที่ 32-36 สัปดาห์ ช่วงนี้คุณหมอ ร่มไทรบอกว่า ถือเป็น Option ให้คุณพ่อคุณแม่ได้เลือกมากกว่า ว่าจะอัลตราซาวนด์หรือไม่ เพราะถ้าผ่านช่วงที่ 2 มาได้ก็สามารถสบายใจไปได้กว่าครึ่งแล้ว ซึ่งช่วงนี้จะเป็นการตรวจดูการเจริญ เติบโตของทารกในครรภ์ ดูตำแหน่งรก ตรวจวัดปริมาณน้ำคร่ำ และตรวจดูความผิดปกติของทารกบางชนิด ซึ่งบางอย่างอาจจะมาพบความผิดปกติในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ได้เหมือนกัน แต่มีโอกาสเกิดได้น้อย อย่างไรก็ตาม ยังคงมีความผิดปกติของทารกในครรภ์อีกหลายชนิด ซึ่งอาจจะไม่สามารถวินิจฉัยก่อนคลอดได้ทั้งหมด เนื่องจากข้อจำกัดของอัลตราซาวนด์ที่เพิ่มขึ้นในช่วงท้ายของการตั้งครรภ์ซึ่งหากคุณแม่ตั้งครรภ์ได้มีโอกาสอยู่ในความดูแลของหมอ MFM นอกจากจะรู้สึกมั่นใจในความปลอดภัยแล้ว ยังลดความเสี่ยงต่อการตั้งครรภ์ผิดปกติลงได้อีกด้วย.