ข่าว
100 year

น้ำมันปลาช่วยหัวใจได้จริง?

หมอดื้อ1 ก.ย. 2562 05:45 น.
SHARE

หมอเคยเรียนให้ทราบไปหลายครั้งแล้วนะครับ เรื่องของน้ำมันปลาในการที่จะช่วยสุขภาพและสามารถป้องกันโรค

โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ โรคที่เกี่ยวกับเส้นเลือดหัวใจและสมอง (บทความ ลดมันเลย หมอดื้อ 21 ต.ค.2561) และในบทที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันสมองเสื่อม แต่จะใช้ไม่ได้ผลสำหรับสมอง ถ้าเริ่มมีอาการสมองเสื่อมไปแล้ว

ทั้งนี้ เนื่องจากน้ำมันปลาจะต้องถูกไปปรับเปลี่ยนที่ตับเป็นน้ำมันปลาตัวเล็กๆ หรือที่เรียกว่า “พลาสมาโลเกน” จากนั้นถึงจะถูกนำไปตามเลือด แล้วส่งผ่านจากผนังเส้นเลือดที่สมองเข้าสมอง และจะต้องมีตัวรับแล้วส่งผ่านไปยังเซลล์สมองและเซลล์ประกอบตัวอื่นๆอีกด้วย

และเมื่ออาการสมองเสื่อมเริ่มปรากฏ กระบวนการเหล่านี้จะเริ่มแปรปรวน และแม้ว่าจะให้พลาสมาโลเกนจากภายนอก ก็จะมีปัญหาเรื่องการส่งผ่านผนังเส้นเลือดและผ่านเข้าไปในเซลล์สมองอีก

อย่างไรก็ตาม ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหัวใจขาดเลือดและหัวใจวาย น้ำมันปลามีประโยชน์ รายงานซึ่งตีพิมพ์ในวารสาร วิทยาลัยหัวใจของสหรัฐฯ (JACC วันที่ 10 กรกฎาคม 2019) คือ MESA study พบว่าคนที่มีภาวะหัวใจวายในระดับแตกต่างกัน ได้แก่ กลุ่มที่ยังมีสัดส่วนของการบีบตัวของหัวใจห้องล่างซ้ายยังไหว (preserved ejection fraction) คือมากกว่า 45% และกลุ่มที่เริ่มแย่คือ น้อยกว่า 45% จะได้รับอานิสงส์จากน้ำมันปลาทั้งสองกลุ่ม โดยมีการรวบรวม ไปเป็นเวลาเฉลี่ย 13 ปีด้วยกัน

จุดเด่นของการศึกษานี้ (MESA) อยู่ที่ผู้ที่อยู่ในการศึกษาและติดตามทั้งหมดอยู่ในวัยกลางคน โดยประกอบไปด้วยหลายเชื้อชาติด้วยกัน ทั้งผู้หญิง และผู้ชายและรวมกลุ่มหลายสีผิว นอกจากนั้น การประเมินว่าได้น้ำมันปลาขนาดไหน จริงหรือไม่ เพียงพอหรือไม่ จะดูจากระดับของน้ำมันปลา n-3-PUFA โอเมก้า-สาม EPA ในเลือด

ผลดีของน้ำมันปลาจากรายงาน MESA นี้ ที่เกี่ยวข้องกับหัวใจวาย คล้องจองกับรายงาน ก่อนหน้า คือ OMEGAREMODEL ซึ่งแสดงผลดีต่อกระบวนการปรับขนาดและรูปร่างของหัวใจ (cardiac remodeling) ต่อโรคทางหัวใจและเมื่อเกิดความเสียหายแล้ว REDUCE–IT ที่ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดหัวใจวายจากการที่เส้น เลือดหัวใจตัน

ความจริงประโยชน์ของการศึกษามีมา ก่อนหน้า รายงานในปี 2008 GISSI-HF trial ซึ่งถึงแม้ผู้ป่วยจะได้รับขนาด 1 กรัมต่อวันก็ตาม แต่ก็ยังพอลดอัตราการตายและการที่ต้องเข้าโรงพยาบาลจากภาวะหัวใจวายได้ในปี 2015 OMEGA-REMODEL ผู้ป่วยได้รับน้ำมันปลาในขนาด 4 กรัม ต่อวัน เป็นเวลาหกเดือนหลังจากมีเส้นเลือดหัวใจตัน พบว่ากระบวนการในการปรับขนาดและรูปร่างของหัวใจการเกิดเยื่อพังผืด และมีภาวะ การอักเสบลดลง

ในรายงาน REDUCE-IT ผู้ป่วยที่มีระดับไขมัน ไตรกลีเซอไรด์สูง และมีโรคหัวใจหรือมีเบาหวานกับปัจจัยเสี่ยงของโรคหัวใจ จะสามารถลดความเสี่ยงการเกิดหัวใจวาย อัมพฤกษ์ที่ต้องได้รับการรักษาในโรงพยาบาลตลอดจนอาการเจ็บหน้าอกที่คุมยาก (unstable angina) ที่เกิดจากเส้นเลือดหัวใจตีบได้ 25% ตลอดระยะเวลาห้าปีขณะที่ได้รับน้ำมันปลา 4 กรัมต่อวัน

การศึกษา MESA นี้ รวมผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงยิ่งเป็นจำนวน 65,632 ราย โดยระดับ EPA ที่วัดในเลือดที่ <1% ซึ่งถือว่าไม่เพียงพอจะพบได้ใน 73.1% ของผู้ป่วยทั้งหมด

และ 22.4% จะมีระดับพอไหวในข้างต่ำคืออยู่ในระดับ 1% ถึง 2.5% และ 4.5% ของผู้ป่วยจะมีระดับเพียงพอคืออยู่ที่มากกว่า 2.5%

เมื่อวิเคราะห์แล้วจะพบว่า 1.4% กลุ่มเชื้อสายฮิสแพนิค (Hispanics) 4.4% ของคนผิวดำอเมริกัน 4.9% ของผิวขาว และ 9.8% ที่มีเชื้อสายเอเชีย มีระดับน้ำมันปลาในเลือดพอเพียง

ในการติดตามพบว่ามีหัวใจวายเกิดขึ้น 292 ครั้ง โดยเกิด 128 ครั้งในกลุ่มที่มีสัดส่วนของการบีบตัวต่ำ 110 ครั้งในกลุ่มที่การบีบตัวพอไหว และ 54 ครั้งในกลุ่มที่ไม่ทราบตัวเลขชัดเจน ในช่วงเฉลี่ย 13 เดือน

โดยระดับของน้ำมันปลา EPA ในเลือดอยู่ที่เฉลี่ย 0.76% ในกลุ่มที่ไม่เกิดหัวใจวายเลย และอยู่ที่ 0.69% ในกลุ่มที่มีหัวใจวาย (p=0.005)

เมื่อทำการวิเคราะห์โดยการปรับตัวแปร อายุ เพศ เชื้อชาติ ขนาดดัชนีน้ำหนัก การสูบบุหรี่ สถานะเบาหวาน ความดัน ไขมัน การใช้ยาลด ไขมัน การมีไข่ขาวรั่วในปัสสาวะ รวมกระทั่งถึงชนิดของน้ำมันปลา พบว่าความเสี่ยงของการเกิดโรคหัวใจจะผูกพันกับระดับของน้ำมันปลา EPA ที่วัดในเลือด โดยมี hazard ratio ที่ 0.73 สำหรับแต่ละ log unit difference (p=.001)

จากรายงานต่างๆที่ผ่านมาตั้งแต่ใช้น้ำมันปลาประมาณ 1 กรัมต่อวัน มีแนวโน้มที่จะลดความเสี่ยงของหัวใจวายได้แล้วประมาณ 10% แต่ด้วยการกินน้ำมันปลาขนาดนี้น่าจะเพิ่มระดับน้ำมันปลา EPA ในเลือด จาก 0.7% ไปถึงแค่ 1-1.5% เท่านั้น และจนกระทั่งเมื่อกินถึง 4 กรัมต่อวันเริ่มพบแล้วว่าได้ประโยชน์มากขึ้นด้วยโดยมีความสัมพันธ์กับระดับที่ตรวจในเลือด อย่างไร ก็ตาม เป้าประสงค์ของการให้กินน้ำมันปลาเพื่อให้ได้ประโยชน์เยอะๆ น่าจะอยู่ที่ให้ได้ระดับ EPA ในเลือดสูงกว่า 3.5% หรือระดับรวมของ EPA กับ DHA สูงกว่า 12%

และหวังว่าจะสามารถลดความเสี่ยงของหัวใจวายลงได้ถึง 35%

การศึกษาในอนาคต คงจะมีการควบรวมการ ใช้น้ำมันปลาในขนาดสูงดังกล่าวในผู้ป่วยที่มีอาการ หรือภาวะหัวใจวายที่เห็นได้ชัดเจนอยู่แล้ว นั่นคืออาการหนักกว่าผู้ป่วยที่อยู่ในการศึกษาล่าสุดนี้

สำหรับการที่จะกินปลาเพื่อให้ได้ระดับน้ำมันปลา (EPA และ DHA) ในเลือดในขนาดพอเพียงเช่นนี้จะสามารถได้จากการกินปลา เช่นปลาดุก ปลาดอลลี่ ปลาแซลมอน (ที่ขณะนี้เริ่มมีราคาถูกลง) หรือจะต้องควบรวมจากการกินน้ำมันปลาจากภายนอกอีกหรือไม่ ควรที่จะต้องมีการพิจารณาต่อในประเทศไทย

เพราะฉะนั้นตั้งแต่เด็กๆ ต้องหัดให้กินปลา ผักผลไม้กากใยที่ไม่มีสารเคมี เพื่อเป็นผู้ใหญ่ที่สุขภาพดี สมองเสื่อมช้าหรือไม่เสื่อมเลย ไม่มีโรคหัวใจ โรคต่างๆ ยั้วเยี้ยเต็มไปหมดนะครับ ผู้ใหญ่แม้แต่ที่เป็นโรคแล้วก็ยังไม่สายนะครับ...ด้วยความเป็นห่วง.

หมอดื้อ

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

น้ำมันปลาโรคหัวใจสุขภาพหรรษาหมอดื้อเส้นเลือดหัวใจหัวใจขาดเลือด

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้