“ไม้ค้ำโพธิ์” หรือ “ไม้ค้ำสะหลี”คำว่า “สะหลี” หมายถึง “ต้นโพธิ์”...ถือเป็นประเพณีอันทรงคุณค่าแห่งล้านนา ด้วยชาวพุทธมีความเชื่อศรัทธากันว่าหากถวายไม้ค้ำโพธิ์จะเป็นการช่วยค้ำชูพระพุทธศาสนาสืบต่อไปความเชื่อที่ว่านี้ถือปฏิบัติกันเนิ่นนานมาแล้ว เป็นอีกหนึ่งประเพณีที่ทำกันในช่วงเทศกาลสงกรานต์ของชาวล้านนาที่เรียกกันว่า “แห่ไม้ค้ำโพธิ์”ความเชื่อที่บอกเล่าสืบต่อๆกันมาก็คล้ายๆกับในหลายๆพื้นที่ เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับต้นไม้ใหญ่ที่มีเทวดาอารักษ์สถิตรักษา ยิ่งด้วยเป็น “ต้นโพธิ์” แล้วล่ะก็ไม่ต้องพูดถึง ยิ่งมีขนาดใหญ่โตแผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงากว้างใหญ่ไพศาลร่มรื่นให้รู้สึกอุ่นเย็นหัวใจแล้ว เชื่อได้อย่างแน่วแน่เลยว่ามีสิ่งเหนือธรรมชาติคุ้มครองอยู่ด้วยโดยเฉพาะ “ต้นโพธิ์” ที่ปลูกในวัดคำบอกเล่าที่ปรากฏในสื่อของ อาจารย์เพชร แสนใจบาล วิทยากรครูภูมิปัญญาไทย โรงเรียนจอมทอง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ ผู้สืบสาวเรื่องราวไม้ค้ำโพธิ์ได้ความว่า ไม้ค้ำดังกล่าวนี้อาจได้มาจากไม้ง่ามที่ใช้ในพิธีสืบชะตา หรือเป็นไม้ค้ำที่จัดทำขึ้นมาเฉพาะกรณีเทศกาลสงกรานต์เท่านั้น เพื่อใช้ในการถวายทาน ตำนานเล่าขาน เมื่อครั้งสมัยครูบาปุ๊ด เจ้าอาวาสองค์ที่ 14 วัดพระธาตุศรีจอมทองวรวิหาร ราวๆเดือนแปดเหนือ หรือช่วงเดือนพฤษภาคม พุทธศักราช 2314 เกิดเหตุเภทภัยทางธรรมชาติ ลมพายุใหญ่พัดแรงจนทำให้กิ่งต้นโพธิ์ในวัดหักลงมาสร้างความเสียหาย ครูบาท่านก็นึกวิตก ด้วยว่าในอดีตที่ผ่านมายังไม่เคยเกิดเหตุการณ์เช่นนี้มาก่อน กลางคืนขณะจำวัดก็เกิดนิมิตว่า...มีเทวดามาบอกกล่าวเล่าความว่าเหตุอาเพศกิ่งศรีมหาโพธิ์หักมาจากเหตุเพราะท่านไม่ตั้งใจปฏิบัติธรรมโดยเคร่งครัดนิมิตนี้ทำให้ท่านครูบาปฏิบัติธรรมอย่างเข้มข้น ขณะที่วันเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วราวๆ 2 เดือนเห็นจะได้ ก็บรรลุธรรมอภิญญาณ ว่ากันว่า....ย่นย่อแผ่นดินได้เล่าลือกันว่า ขณะที่ท่านไปบิณฑบาตที่อำเภอแม่แจ่ม แล้วกลับมาฉันที่วัดพระธาตุศรีจอมทองในเช้าเดียวกันนั่นเชียว...คำยืนยันเรื่องราวตำนานเล่าขานนี้ว่ากันว่ามาจากพ่อค้าวัวต่างถิ่นชาวแม่แจ่มที่เดินทางรอนแรมมาค้าขายที่อำเภอจอมทอง ที่บอกเล่าว่า พบท่านครูบาเดินออกจากป่าบริเวณบ้านหัวเสือพระบาท ซึ่งเป็นหมู่บ้านเชิงดอยทางทิศตะวันตกของอำเภอจอมทอง ห่างออกไปประมาณ 7 กิโลเมตร ขณะเดียวกัน กองเกวียนพ่อค้าวัวหุงข้าวเสร็จพอดีจึงนิมนต์รับบิณฑบาต ถามว่าท่านไปบิณฑบาตที่ไหนมาในป่าอย่างนี้ ได้รับคำตอบกลับมาว่า...ไปบิณฑบาตที่แม่แจ่มมา พ่อค้าวัวก็ถามกลับไปอีกว่า...บ้านอะไร เสียงตอบกลับมาก็คือ “บ้านสันหนอง” พร้อมๆกับเปิดฝาบาตรให้ใส่บาตรพ่อค้าเห็นข้าวในบาตรเป็นสีดำๆด่างๆรู้ทันทีว่าเป็นข้าวชั้นดี ในยุคสมัยนั้นปลูกกันมากที่แม่แจ่มเท่านั้น จึงถามกลับไปอีกว่า คนลักษณะใดใส่บาตร ท่านก็ตอบว่า เป็นผู้หญิงคอออม หมายถึงคอพอกปูดโปนออกมา หลังจากพ่อค้าวัวขายของเสร็จสรรพหมดภารกิจแล้วก็เดินทางกลับไปยังแม่แจ่ม ถามภรรยาว่าได้ใส่บาตรบ้างไหม ก็ได้ความว่าใส่บาตรพระเดินออกมาจากป่าเมื่อวันนี้ เอาข้าวก่ำใส่ พร้อมอธิบายถึงรูปลักษณะ ก็...ตรงกันกับพระที่พ่อค้าวัวใส่บาตรเช่นเดียวกันที่จอมทอง เป็นที่น่าอัศจรรย์ใจยิ่งนักวันเข้าพรรษาปีต่อมา...ชาวบ้านมาทำบุญฟังเทศน์ฟังธรรมกันมากมาย ครูบาได้เล่าบอกถึงเหตุไม้ต้นโพธิ์หัก จึงได้มีการประชุมหารือกันว่า...ราวเดือนเมษายนทุกปี ให้พากันไปตัดไม้ง่ามมาช่วยกันค้ำกิ่งต้นโพธิ์เอาไว้ไม่ให้หักโค่นเวลาโดนลมพายุพัดแรงๆ...เป็นที่มาของประเพณี “แห่ไม้ค้ำโพธิ์” มาจนถึงวันนี้“ประเพณีสงกรานต์” เฉลิมฉลองวันขึ้นปีใหม่ไทยที่ยึดถือปฏิบัติกันมาแต่โบราณ... เป็นวันแห่งความเอื้ออาทร ความรัก ความผูกพันที่มีต่อกันทั้งครอบครัว ชุมชน สังคม ศาสนา...ความเชื่อดั้งเดิมการใช้ “น้ำ” เป็นตัวแทนเสมอเหมือนแก้ความร้อนช่วงเวลาที่พระอาทิตย์เคลื่อนเข้าสู่ราศีเมษ ใช้รดให้แก่กันเพื่อความชุ่มชื้นขอพรบิดา มารดา ปู่ ย่า ตา ยาย แสดงความกตัญญูกตเวทิตาต่อบรรพบุรุษที่ล่วงลับไปแล้วด้วยการทำบุญอุทิศส่วนกุศลไปให้...สร้างความสมัครสมานสามัคคีในชุมชน ร่วมกันทำบุญให้ทาน ก่อพระเจดีย์ทราย... ทำนุบำรุงพระพุทธศาสนา พร้อมๆ ไปกับการเล่นสาดน้ำเพื่อความสนุกสนานรื่นเริงร่วมกัน ทั้งยังสร้างความรู้สึกผูกพันกลมเกลียวต่อบุคคลในสังคมเดียวกัน สร้างความรู้สึกหวงแหนในสาธารณสมบัติของสังคม...สิ่งแวดล้อม ด้วยการช่วยกันทำความสะอาดบ้านเรือน วัดวาอาราม สถานที่ต่างๆสงกรานต์นี้ด้วยพลานุภาพแห่ง “พระรัตนตรัย” ... “บุญกุศล” ที่ท่านได้ร่วมทำบุญ จงคุ้มครองรักษาให้ท่านและครอบครัวมีความสุขกาย มีความสบายใจ มีสุขภาพพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรง สืบไปด้วยเทอญทำบุญด้วย “ศรัทธา”...นำมาซึ่งปาฏิหาริย์? เชื่อไม่เชื่ออย่างไรก็อย่าได้...“ลบหลู่”.รัก–ยม