ใครที่คิดว่า การนอนไม่หลับ นอนไม่พอ เป็นเรื่องเล็กๆ เลิกคิดได้เลยนะครับ เพราะการนอนอย่างหลับผิดปกติ หรือที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า Sleep Disorders เป็นสาเหตุของการป่วยด้วยโรคต่างๆหลายโรคทีเดียวข้อมูลจาก เว็บไซต์ honestdocs ระบุว่า โรคจากการนอนหลับมีทั้งมาจาก การนอนหลับไม่เพียงพอ และ การนอนมากจนเกินไป ซึ่งทั้ง 2 แบบล้วนไม่ส่งผลดีต่อสุขภาพ ทั้งยังเป็นสัญญาณร้าย ที่อาจทำให้สุขภาพร่างกายแย่ลง จนถึงขั้นล้มหมอนนอนเสื่อได้โดยปกติแล้วการนอนที่ถูกต้องตามหลักสากล คือ นอนให้ครบ 6-8 ชม.ต่อวัน แต่ในรายที่ชอบนอนดึก หรือนอนไม่หลับ จนกลายเป็นคนนอนน้อย ร่างกายพักผ่อนไม่เพียงพอ ก็จะมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิด โรคลำไส้อักเสบ ซึ่งเป็นที่มาของการเกิด โรคมะเร็งลำไส้, โรคหัวใจ, โรคเบาหวาน และอีกหลายๆโรคส่วนคนที่นอนมากเกินกว่า 8 ชม.ขึ้นไป ก็ไม่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน เพราะจะทำให้เสี่ยงต่อ สภาวะสมองแก่เกินวัย ทำให้เป็นโรคสมองเสื่อม, โรคซึมเศร้า, หลอดเลือดสมองตีบ และโรคหัวใจเฉียบพลัน ฯลฯ ซึ่งโรคเหล่านี้จะส่งสัญญาณร้ายไม่มากนักในช่วงแรกๆ แต่จะมีการผิดเพี้ยนไปของระบบการนอน เช่น จากเคยเป็นคนตื่นเช้า ก็อาจจะกลายเป็นตื่นสาย หรือถึงขั้นไม่ได้นอนเลย แต่ไปหลับเอาตอนสายแทนก็ได้ และต่อมาก็คืออาการของร่างกาย ที่ผิดปกติไปเรื่อยๆ เช่น จากไม่เคยมีอาการปวดหัวก็อาจจะปวดมาก จนทำให้มีอาการของไมเกรนร่วมด้วย ถ้าให้แยกย่อย โรคที่เกิดจากการนอนไม่ได้คุณภาพ อาจแยกเป็น 2 กลุ่ม คือ ผู้มีอาการนอนหลับไม่เพียงพอ หรือนอนไม่เพียงพอ นอนน้อย ไม่ว่าจะจากการต้องทำงาน หรืออ่านหนังสือสอบจนดึก และการใช้ชีวิตแบบคนสมัยใหม่ ที่ต้องมีปาร์ตี้ยามค่ำคืนเกือบทุกวัน เมื่อสะสมนานวันเข้าก็จะก่อให้เกิดปัญหาตามมาแบบง่ายๆ Basic เลยก็คือ ตื่นสาย และที่คิดไม่ถึง คนที่นอนน้อยหรือนอนไม่พอ มักจะมีกลิ่นตัวแรงกว่าคนที่นอนหลับเป็นปกติ คนที่นอนน้อย นอนไม่พอ จะมีความเครียด หงุดหงิดง่าย และสุดท้ายคือ นอนไม่หลับเรื้อรัง เพราะร่างกายและสมองชินต่อการนอนดึก จนทำให้พ่วงปัญหาสุขภาพด้านอื่นตามมา โรคยอดฮิตของคนนอนไม่หลับ หรือ นอนไม่พอ เริ่มจาก โรคมะเร็งลำไส้ ถือเป็นโรคยอดฮิตของคนที่ใช้ชีวิตแบบสมัยใหม่ ที่นอนดึกแต่ต้องตื่นเช้าไปทำงานหรือไปเรียน ทานอาหารเช้าไม่ทัน และทานแต่อาหารไม่มีประโยชน์ ไม่เคยออกกำลังกาย จนทำให้เกิดความเสื่อมของระบบภายใน โดยเฉพาะลำไส้ กลายเป็นลำไส้อักเสบและลุกลามจนกลายเป็นมะเร็งลำไส้ในที่สุด แต่จุดเริ่มต้นจริงๆ ก็คือ การนอนดึกมีการศึกษาวิจัยในคน 1,240 คน มีคนที่นอนน้อยกว่า 6 ชม. ถึง 47% พบว่า คนกลุ่มนี้ มีอาการของมะเร็งลำไส้ มากกว่าคนที่นอนหลับอย่างน้อย 7 ชม.ขึ้นไปโรคหลอดเลือดหัวใจ โดยปกติสารโปรตีนในร่างกายของเราจะสะสมมากขึ้นในหัวใจเมื่อเวลาที่เราตื่นโดยธรรมชาติ แต่ถ้าเราไม่นอน หรือนอนดึก สารโปรตีนเหล่านี้ จะเข้าไปเกาะที่หลอดเลือดหัวใจ จนทำให้เกิดการอุดตันมีการวิจัยในกลุ่มคนที่ทดลองไม่ได้นอนเป็นเวลา 88 ชม. พบว่า มีความดันเลือดที่สูงมากผิดปกติ และในผู้หญิงที่อายุน้อยกว่า 60 ปี มีความเสี่ยงเป็นโรคหัวใจถึง 2 เท่าโรคเบาหวาน คนที่เป็นเบาหวาน ถ้าพักผ่อนไม่เพียงพอ จะทำให้ระดับกลูโคสในเลือดเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 23% รวมทั้งระดับอินซูลินในเลือด ก็สูงขึ้นอย่างรวดเร็วถึง 48 % ในการวิจัยบางส่วนพบว่า คนที่เป็นเบาหวานอยู่แล้ว จะเกิดภาวะร่างกายดื้ออินซูลินจากการนอนไม่พอด้วยระบบร่างกายรวน อาการแบบนี้ อาจไม่ถึงขั้นว่าเป็นโรค แต่ร่างกายจะรู้สึกเองว่า ระบบต่างๆทำงานไม่ปกติ เช่น ระบบย่อยอาหารที่สังเกตได้จากอาการ ท้องอืด, ท้องเฟ้อ, อาหารย่อยไม่ดี ถ่ายอุจจาระไม่เป็นปกติ บางครั้งท้องเสีย แต่บางครั้งก็อาจท้องผูกขึ้นมากะทันหัน เพราะกระเพาะอาหารเกิดการล้า จึงทำให้ย่อยอาหารได้ไม่ดีเท่าที่ควรโรคนอนไม่หลับเรื้อรัง ในบางคนต้องใช้เวลามากกว่าครึ่งชั่วโมงหรือเกือบชั่วโมงในการที่จะนอนหลับ และเมื่อหลับก็หลับแบบหลับๆตื่นๆ ทั้งคืน หรือตื่นกลางดึก แล้วก็ไม่สามารถหลับได้อีกเลย ซ้ำร้ายไปกว่านั้น โรคนอนไม่หลับยังส่งผลต่อการเข้าห้องน้ำบ่อยทั้งคืน เพราะร่างกายต้องการดูดซับน้ำมากกว่าคนปกติ ถ้ามีอาการแบบนี้ต่อเนื่องเกิน 1 เดือน ควรไปพบแพทย์ เพราะหมายถึงคุณกำลังป่วยด้วยอาการนอนไม่หลับแบบเรื้อรังแล้วสมรรถภาพทางเพศเสื่อมลง การนอนไม่หลับจะทำให้ฮอร์โมน เทสโทสเทอโรนต่ำลง ซึ่งทำให้ความต้องการทางเพศลดต่ำลงไปด้วย จากการตรวจของแพทย์จะเห็นได้ว่าผู้ที่เสื่อมสมรรถภาพทางเพศส่วนใหญ่มักจะมีสาเหตุมาจากการพักผ่อนน้อย หรือนอนไม่หลับเลยทั้งคืนอารมณ์แปรปรวนง่าย เมื่อนอนไม่ค่อยหลับ ตื่นเช้ามาก็จะมีอาการอ่อนเพลีย ไม่กระปรี้กระเปร่า ทำให้รู้สึกหงุดหงิด, อารมณ์เสียง่ายกว่าปกติ และยังทำให้การตัดสินใจผิดพลาดไปด้วย เนื่องจากสมองที่ไม่ค่อยได้พัก จึงทำงานได้ไม่เต็มที่ และเมื่อเกิดความเครียด ก็จะตามมาด้วยกลิ่นตัวตามจุดต่างๆของร่างกายที่จะแรงขึ้นด้วยวิธีแก้ไขอาการนอนไม่พอ อาจเริ่มจาก1.พยายามกำหนดเวลานอนของตัวเองให้เป็นเวลา ปล่อยสมองให้โล่ง หยุดคิดเรื่องราวต่างๆ2.งดดื่มชา, กาแฟ และอาหารต่างๆ ที่มีส่วนผสมของสารที่สามารถกระตุ้นสมองได้ก่อนนอน ทานอาหารให้ตรงเวลา รับประทานผักและผลไม้ให้มากๆ หลีกเลี่ยงการทานอาหารหนัก หรือเนื้อสัตว์หนักๆก่อนนอน เพราะจะยิ่งทำให้อึดอัดท้องจนทำให้นอน ไม่หลับ3. ออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายได้ขับเหงื่อ ทำให้สมองปลอดโปร่ง4.งดเล่นคอมพิวเตอร์ และการสื่อสารทุกชนิดก่อนนอน และปิดไฟทำห้องนอนให้เงียบ เพื่อทำบรรยากาศในการนอนดูน่านอนยิ่งขึ้น5.ควรเลือกเตียงที่มาตรฐาน นอนสบายไม่แข็งและนุ่มจนเกินไป พร้อมทั้งหาหมอนที่รองรับศีรษะได้พอดี ทีนี้มาถึง กลุ่มของผู้มีอาการนอนมากจนเกินไปโรคนอนเกิน (Hypersomnia) เป็นโรคที่หลับเกินพอดี หรือที่โบราณเรียกว่า พวกขี้เซา คือนอนเท่าไหร่ก็รู้สึกว่ายังไม่พอ และจะนอนหลับยาวนานเกิน 8 ชม. จนดูมีอาการเฉื่อยชา, ไร้ชีวิตชีวา, กินน้อยแต่กลับอ้วนง่าย เพราะการนอนทำให้กระเพาะอาหารไม่ย่อย จึงเกิดเป็นตัวอาหารและไขมันสะสม นอกจากนี้ ยังทำให้เกิดอาการโรคซึมเศร้าได้ง่ายถึง 49% ซึ่งถือว่ามากกว่าคนปกติ เป็นผลเสียระยะยาว ที่อาจนำไปสู่การคิดสั้น ฆ่าตัวตายได้ผลจากการนอนที่มากเกินไปจะทำให้สมองเฉื่อยชา คิดช้า กลายเป็นคนไร้ชีวิตชีวา ขยับตัวน้อยลง เป็นสาเหตุของการเกิดโรคกระดูกพรุน, อ้วนง่าย น้ำหนักเกิน ซึ่งอาจส่งผลให้เป็นโรคอื่นๆตามมามากมาย ทั้งโรคหัวใจ, ความดัน, เบาหวาน ฯลฯ และถึงแม้ว่าจะกินน้อยก็จะทำให้อ้วนได้ เพราะกระเพาะอาหารไม่ค่อยได้ทำงานคนที่นอนมากเกินไปมีความเสี่ยงต่อการเป็นซึมเศร้า อารมณ์แปรปรวนง่าย ชีวิตไม่ค่อยมีความสุขมีการศึกษาในกลุ่มผู้หญิงสูงวัย ในคนที่นอนมากกว่าวันละ 9 ชม. และน้อยกว่าวันละ 5 ชม. พบว่าสมองจะทำงานแย่ลงในระยะเวลา 2 ปี เพราะฮอร์โมนในร่างกาย และสาร “ซีโรโทนิน” และ “เอนดอร์ฟิน” ที่เป็นสารแห่งความสุขลดต่ำลงมีบุตรยาก มีการศึกษาผู้หญิงในเกาหลีใต้ พบว่าผู้ที่นอนในระยะเวลา 7-8 ชม.ต่อวัน จะมีโอกาสติดลูกได้มากกว่าผู้ที่นอนนานเกินวันละ 9 ชม. เพราะฮอร์โมนและรอบเดือนของผู้หญิงจะเป็นปกติก็ต่อเมื่อต้องได้รับการพักผ่อนที่พอดี นอกจากนี้ การนอนมากไปยังเป็นสาเหตุให้เสียชีวิตเร็ว มีผลวิจัย 16 เรื่อง ที่ตรงกันว่าผู้ที่นอนนานเกินกว่า 9 ชม.ต่อวัน จะเสียชีวิตเร็วกว่าคนที่นอน 7-8 ชม. ถึง 1.3% เพราะผู้ที่นอนมากเกินไปจะหลับง่าย และใช้เวลานาน ทำให้ร่างกายไม่ค่อยได้ขยับ หรือออกกำลังกายใดๆ จึงไม่สามารถเพิ่มออกซิเจนแก่อวัยวะภายใน เป็นสาเหตุทำให้เสียชีวิตได้ง่ายและสุดท้ายการนอนมากเกินไป ยังเสี่ยงต่อสภาวะการหยุดหายใจแบบเฉียบพลัน (ใหลตาย) เพราะเนื้อสมองตายเนื่องจากการดับไปของสัญญาณสมอง ที่นานเกินเวลานอนของคนปกติวิธีแก้ไขอาการนอนมากเกินไป อาจเริ่มจาก1.เข้านอนตรงเวลาทุกวัน และเมื่อตื่นนอนแล้วให้ลุกเลย อย่าต่อเวลาการนอนออกไปอีก2.รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ให้ครบ 5 หมู่ และหลีกเลี่ยงเครื่องดื่มที่มีสารคาเฟอีนทุกชนิด3.หากิจกรรมก่อนนอนง่ายๆ ที่สามารถทำให้คุณทำได้ทุกคืน เช่น หาหนังสือดีๆ สักเล่มอ่าน, หวีผม เพื่อให้คุณได้ปรับตัว และพัฒนาการนอนหลับที่ดี4.อย่ากลัวจนกลายเป็นไม่กล้านอนหรือบังคับตัวเองไม่ให้นอน เพราะกลัวว่าตัวเองจะนอนนานเกินไป ถ้าทำแบบนั้นจะยิ่งทำให้พฤติกรรมการนอนผิดรูปแบบ จนอาจกลายเป็นนอนไม่หลับ หรือหลับยาวกว่าเดิม ซึ่งจะส่งผลเสียต่อสุขภาพทั้งคู่ มาถึงสุดท้าย การนอนที่ดี และถูกต้องควรเป็นอย่างไรแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านการนอนหลับ ระบุตรงกันว่า การนอนที่ดี ประกอบด้วย1.นอนให้อยู่ในช่วง 6-8 ชม.ต่อวันเท่านั้น ห้ามน้อยหรือมากกว่านี้ และควรนอนให้ตรงเวลา ตื่นก็ให้ตรงเวลา โดยควรจะนอนก่อน 4 ทุ่ม แล้วตื่นประมาณตี 5 ถึง 6 โมงเช้า2.อาบน้ำก่อนนอนทุกครั้ง ไม่ว่าจะทำงานหรือเรียนหนักแค่ไหน ก็ควรที่จะอาบน้ำก่อนนอน เพราะถ้าเราไม่อาบน้ำจะทำให้รู้สึกไม่สบายตัว จนทำให้รู้สึกนอนไม่หลับไปในที่สุด3.นอนเวลากลางคืนเท่านั้น ไม่ควรนอนเวลากลางวัน หรือถ้านอนกลางวันก็ไม่ควรนอนนานเกิน 1 ชั่วโมง เพราะอาจจะทำให้กลางคืนนอนไม่หลับ หรือในคนที่นอนกลางวันนานเกิน 2 ชม.ขึ้นไป ก็จะเริ่มเสี่ยงที่จะนอนกลางคืนเร็วขึ้น และยาวนานขึ้นอีกด้วย4.ทำกิจวัตรทุกอย่างในชีวิตให้เป็นระเบียบ ตรงเวลา และสม่ำเสมอ หรือในบางคนอาจเรียกเวลาเหล่านี้ว่า “นาฬิกาชีวิต” เมื่อทุกอย่างเป็นไปอย่างมีระเบียบ สุขภาพกายและใจก็จะดีขึ้นทันตาเห็น5.ไม่ควรใช้ยานอนหลับ ในรายที่มีอาการนอนไม่หลับเรื้อรังเด็ดขาด ควรที่จะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการนอนด้วยตัวเอง จะได้ไม่เกิดอันตรายจากการดื้อยา จนต้องเพิ่มปริมาณยาขึ้นเรื่อยๆ และในรายที่นอนจนเกินไป ก็ไม่ควรใช้ยากระตุ้นประสาทเพื่อให้ไม่นอน และปลุกให้ตัวเองตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา เพราะอาจทำให้คุณเกิดอาการหลอน และกลายเป็นอาการทางจิต, ประสาทไปในที่สุดทั้งหมดนี้ คือ “เคล็ดลับการนอน” ที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดี จากการนอนที่ไม่มากหรือน้อยจนเกินไป สุขภาพดีเริ่มที่ตัวเรา...นะครับ!!