หัวหน้าทีมซอกแซกไปญี่ปุ่นมากว่าสิบครั้งในชีวิตมีวาสนาปากได้รับประทานอาหารอร่อยระดับตำนานมาก็หลายสิบร้าน เพราะยุคหนึ่งสมัยหนึ่งไปกับ “เจ้าพ่อสยามสปอร์ต” เสี่ยระวิ โหลทอง ผู้มีญี่ปุ่นอยู่ในหัวใจ ท่านมักจะพาลูกทัวร์ของท่านไปรับประทานอาหารญี่ปุ่นจานเด็ดอยู่เสมอจำได้ติดปากติดจมูก (เพราะกลิ่นหึ่งมาก) มาจนถึงบัดนี้อยู่ร้านหนึ่ง ในย่าน ชินจุกุ อันอร่ามเรืองด้วยแสงสีในยามราตรีนั่นเองเป็นร้านสุกียากี้ผสมชาบูที่สุดอร่อย ชื่อร้าน “Nimura” (นิมูระ) ซึ่งจะมีตัวอย่างสารพัดเนื้อรวมทั้งเนื้อวากิวด้วย โชว์ไว้ในตู้หน้าร้านโดดเด่นกว่าเพื่อนเพราะร้านข้างๆส่วนใหญ่จะเป็นพวกร้านเหล้า ร้านเบียร์ หรือร้านบันเทิงเริงรมย์ซะมากกว่า พอเดินผ่านเห็นตัวอย่างจานเนื้อของร้านนี้ก็รู้ว่าใช่เลยถนนเล็กๆหรือซอยเข้าร้านก็สังเกตไม่ยากเพราะบริเวณหัวมุมปากซอยจะมีร้าน ดองกิ ที่คนไทยรู้จักดี ตั้งอยู่และเมื่อเดินลัดเข้าไปเรื่อยๆก็จะเจอตึกของบริษัท โตโฮ บริษัทสร้างภาพยนตร์ประเภทสัตว์ประหลาดชื่อดังของญี่ปุ่นโดดเด่นที่ปลายทาง โดยมีตัว ก็อตซิลลา ยื่นหัวชูคออยู่บนยอดตึกเห็นได้แต่ไกลถ้าเราหันหน้าไปที่ก็อตซิลลา ร้านนี้จะอยู่ทางขวามือ...ดูชื่อร้านให้ดีๆแล้วเดินลงบันไดไปเลย เพราะร้านเขาจะอยู่ ใต้ถุน หรือ เบสเมนต์ และอยู่ที่นี่มานานหนักหนาแล้วอย่างน้อยก็ไม่ต่ำกว่า 15 ปี นับแต่เสี่ยระวิพามารับประทานหนแรกดังนั้นเมื่อมีโอกาสไปกันเองทริปนี้หัวหน้า ทีมซอกแซก จึงชวนครอบครัวซอกแซกตามรอย “เสี่ยระวิ โหลทอง” ไปรับประทานกันมาหนึ่งมื้อ ด้วยความอิ่มและอร่อยที่ยังเหมือนเดิมทุกประการเราสั่งมาทั้ง “ชาบู” ซึ่งเป็นนํ้าแบบใสๆ คล้ายๆนํ้าสุกี้ เอ็มเค บ้านเรา กับ สุกียากี้ ซึ่งจะเป็นนํ้าสีดำออกหวาน อันเป็นสไตล์สุกียากี้ญี่ปุ่นขนานแท้ความอร่อยนอกจากจะอยู่ที่นํ้าใส นํ้าดำ ตามสูตรของเขาแล้วก็ขึ้นอยู่กับ “วัสดุ” คือเนื้อ หรือหมูที่จะสั่งมาปรุงอีกด้วย ถ้าเป็นเนื้อวากิวระดับพรีเมียมละก็ไม่ต้องอธิบายเลยละ อร่อยเหมือนรับประทานวุ้นเนื้อยังงั้นแหละ ละลายหายไปในปากเราเพียงชั่วพริบตาจำได้ว่าเราสั่งมาลองหลายอย่าง ทั้งพรีเมียม ทั้งธรรมดา แล้วก็สั่งหมูมาด้วย เนื่องจากสมาชิกบางคนของเราไม่รับประทานเนื้อ ซึ่งก็หมดใน ชั่วพริบตา แสดงว่าหมูหรือเนื้อล้วนอร่อยพอกันข้อดีอย่างหนึ่งของร้านนี้ก็คือมีเมนู “ภาษาไทย” ด้วย (อย่างที่บอกแล้ว ภาษาไทย ทุกวันนี้มีเกลื่อนในญี่ปุ่น เกือบจะพอๆกับภาษาพม่าที่มีเกือบทุกแห่งหนในบ้านเรา) และก็มีคนไทยที่เคยไปรับประทานช่วยรีวิวเอาไว้หลายๆคน ซึ่งทุกคนเขียนเหมือนกันหมดว่าอร่อย รวมทั้งครอบครัว ซอกแซกที่ไปรับประทานล่าสุดแต่ข้อเสียของร้านที่จำเป็นต้องบอกไว้ด้วยสำหรับคนแพ้บุหรี่ก็คือ ร้านนี้ไม่ห้ามสูบบุหรี่แฮะ จึงมีคนสูบกันทุกโต๊ะ เห็นควันคละคลุ้งไปหมด ไม่รู้ว่าควันบุหรี่หรือควันชาบูนอกจากจะตามรอยเจ้าสัวระวิไปชิมสุกี้ที่ร้าน Nimura ที่ว่านี้แล้ว ไปเที่ยวนี้หัวหน้าทีมซอกแซกยังมีโอกาสกลับไปรับประทาน “ชาบู-สุกี้” ในตำนานของโตเกียวอีกร้านหนึ่ง นี่ก็เช่นกัน 10 กว่าปีมาแล้วตอนได้รับเชิญไปดูการแสดงของวงดนตรี “ไหมไทย” ในญี่ปุ่น ที่ ธนาคารออมสิน เป็นสปอนเซอร์ ช่วงนั้นน้องๆจากสำนักงานทูตพาณิชย์ มาช่วยดูแลพาไปรับประทานที่ร้านนี้ ซึ่งอยู่ในย่าน กินซ่า อันโด่งดัง!น้องๆบรรยายสรรพคุณว่า ผู้ใหญ่ในบ้านเมืองเราชอบมาก ระดับนายกรัฐมนตรีก็เคยมารับประทานกันแล้วชื่อร้าน “ชาบูเซน” (Shabusen) ครับ อยู่ในเบสเมนต์หรือใต้ถุนชั้นที่ 2 (B2) ของตึก Ginza Core ซึ่งเป็นห้างสรรพสินค้าอยู่ชั้นบนลงไปที่ชั้นนี้จะมีร้านอาหารเต็มพรืดแต่ไม่ต้องวอแวไปร้านอื่น มองไปข้างหน้าของ บันไดเลื่อนที่เราลงมาอย่างเดียวจะเห็นป้ายร้าน ชาบูเซน ชัดเจนมากเข้าไปข้างในก็จะมีที่นั่งจัดเป็นวงกลม หรือโต๊ะกลมขนาดใหญ่สัก 20 คน เห็นจะได้ ราวๆ 2 หรือ 3 โต๊ะ โดยในแต่ละวงหรือแต่ละโต๊ะจะมี “เตา” และ “หม้อ” ตั้งอยู่ข้างหน้าแบบ “หม้อใครหม้อมัน” ปรุงแต่งรับประทานกันเองคนไทยมักเรียกร้านนี้ว่าร้าน “หม้อใครหม้อมัน” แต่ก็มีบางรายที่เกรงว่าจะเป็นการกล่าวคำหยาบเพราะมีคำว่า “มัน” อยู่ด้วย ก็มักจะเรียกเป็นภาษาอังกฤษว่า “หม้อฮูหม้ออิท” แบบสำนวน “ทีฮูทีอิท” หรือทีใครทีมันที่เคยมีนักเขียนรุ่นเก่าๆ บัญญัติศัพท์เอาไว้แล้วร้าน “หม้อฮูหม้ออิท” คนแน่นมากไปกลางวันหรือเย็น อาจจะต้องรอคิว 20 นาที 30 นาที แต่ก็ขอให้รอเถอะครับเพราะคุ้มจริงๆใครชอบเนื้อก็สั่งเนื้อ ใครชอบหมูก็สั่งหมู ใครชอบสุกียากี้ (นํ้าดำ) ก็สั่งสุกียากี้ ใครชอบชาบู (นํ้าใส) ก็สั่งชาบู รับรองอร่อยลืมไม่ลงจากวันที่น้องๆ ทูตพาณิชย์พาไปรับประทาน เมื่อ 10 ปีที่แล้ว มีโอกาสกลับไปรับประทานอีกครั้งคราวนี้ ขอบอกว่ารสชาติยังเหมือนเดิมส่วนสนนราคาแพงขึ้นมาหน่อย ตามอัตราเงินเฟ้อที่เพิ่มขึ้น แต่ก็ถือว่าไม่แพงจนเกินเหตุครับ สำหรับเมืองที่ค่าครองชีพสูงติดอันดับโลกอย่างโตเกียวสรุป ถามว่า 2 ร้านที่เขียนถึงวันนี้ ร้านไหนอร่อยกว่ากัน? คงต้องตอบว่าพอๆกัน แต่ใจหัวหน้าทีมซอกแซกชอบร้านแรกมากกว่าหน่อยนึง อาจจะเป็นเพราะอุปนิสัยหัวหน้าทีม ชอบทำงานเป็น “ทีม” เวลากินร้านแรกต้องกินแบบแพ็กทีมคือกินรวมกันในหม้อ (ใหญ่) เดียวกันต้องคอยช่วยเหลือเจือจานกันอยู่ตลอดแต่ร้าน 2 เป็นประเภท “หม้อใครหม้อมัน” แม้จะอร่อยแต่ก็อร่อยแบบไม่เป็นทีม กินแล้วเหมือนตัดช่องน้อยแต่พอตัว อร่อยอยู่แต่หม้อตัวเอง...แพ้ร้านแรกตรงนี้แหละครับ.“ซูม”