หลังประกาศสถานะหัวใจว่าโสด! แต่ชีวิตก็ไม่แย่ไปทั้งหมด สำหรับ พีช-พชร จิราธิวัฒน์ พระเอกหนุ่มจากภาพยนตร์โรแมนติกคอมเมดี้เรื่อง “ใจฟู สตอรี่” ค่ายไทเมเจอร์ จับมือ M39 ผลงานกำกับของ ตุ๋ย-พฤกษ์ เอมะรุจิ ที่กำลังเข้าฉายวันนี้ในโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศ ยืนยันยังไม่เคยเข็ดกับความรักพร้อมเปิดใจที่จะเรียนรู้ใครสักคนเสมอ โดยเริ่มจาก...ก หนังเรื่องนี้พีชรับบทเป็นใคร “ผมรับบทเป็นเดี่ยว เป็นตัวละครที่ไม่ค่อยมั่นใจตัวเอง เป็นคนเขียนบทภาพยนตร์ ไม่ค่อยพูด ต้องมานั่งเขียนบทหนังหน้าห้องไอซียู ระหว่างรอแม่รักษาตัว ชีวิตเศร้าขนาดนี้ ดันได้โจทย์เขียนหนังรัก หนังคอมเมดี้ เลยเกิดคำถามจะเขียนบทได้เหรอ เพราะมันไม่มีอารมณ์ เลยเป็นเหตุการณ์ในเรื่องจนมาเจอกับบัว (รับบทโดยมินนี่-ภัณฑิรา) เขาเป็นอีกคนมารอครอบครัว เค้า เป็นสองคนที่ชีวิตลำบากทั้งคู่ เราไม่รู้ว่าพยาบาลจะเดินออกมาบอกว่าคนของเราจะเสียหรือเปล่า มันเลยเหมือนเป็นบัดดี้กัน เป็นเพื่อนกัน จะเป็นเรื่องของมิตรภาพ ความเป็นมนุษย์ที่เราสามารถแชร์ความรู้สึกคนอื่นได้ นั่นเป็นคุณค่า เป็นคนที่แบ่งเบาความเจ็บปวดกันได้” การทำงานหนังเรื่องนี้เป็นอย่างไรบ้าง“สนุกนะ ผมชื่นชอบการทำงานกับพี่ตุ๋ยอยู่แล้ว พอรู้สึกว่าสไตล์ทำงานแบบนี้ พอทำเรื่องนี้ทำจริงๆคนละแบบ ผมค้นพบเขาทำหนังดราม่าดีนะ ผมชอบมากกว่าตอนเค้าทำหนังคอมเมดี้ ตอนอ่านบทเรื่องนี้เลยถามพี่ตุ๋ยเอาเรื่องของตัวเองมาเขียนหรือเปล่าเนี่ย เขาบอกว่าใช่เพราะเขาอยากเขียนให้คุณแม่ เลยรู้สึกว่ามีคุณค่าดีเนอะ มันน่าสนใจดี เขาเข้าใจความรู้สึกของมันดี เคยเห็นคนไป รพ.ทุกวันเจอกันทุกวันแล้วมานั่งถามสารทุกข์ เบาใจลง เหมือนแชร์โลกเดียวกัน ผมเพิ่งมาเข้าใจหลังจากที่ถ่ายหนังเสร็จแล้ว เคยคุยกับพี่ตุ๋ยจะถ่ายใหม่ดีมั้ย ผมเพิ่งเข้าใจบางอย่างมากขึ้น เพราะคุณตาผมเสียที่ รพ.เหมือนกัน ผมเลยเข้าใจความรู้สึกเฉยๆ คนที่นั่งรออะไรบางอย่าง มีบางโมเมนต์เราไม่เข้าใจบางอย่างนิดนึง พอเราเจอกับตัวโอเคเข้าใจแล้ว เป็นประสบการณ์ชีวิต”ด้วยสถานการณ์โควิดยังอยู่คนไม่กล้าเข้าโรงหนังทำให้เราคาดหวังหรืออยากจะบอกอะไรกับคนดู“ไม่คาดหวังเลยครับ เพราะยุคนี้เดาไม่ถูกเหมือนกัน ขนาดหนังฮีโร่บางเรื่องยังไม่ได้เป็นไปตามที่คิด คนดูเปลี่ยนไปเยอะเหมือนกัน ไม่รู้ออกมาเป็นยังไง สุดท้ายเราทำหน้าที่เสร็จแล้ว อย่างน้อยคนดูแล้วแฮปปี้ก็โอเคแล้ว ผมหวังว่าคนดูหนังเรื่องนี้อย่างน้อยได้ประโยชน์อะไรเหมือนกัน” จากสถานการณ์โควิด ตัวพีชเองได้รับกระทบขนาดไหน “ผมว่าโดนกันทุกคน ไม่มากก็น้อย ของผมต้องกู้สตางค์เพื่อมาจ่ายเงินเดือนพนักงาน เพราะตอนนั้นห้างฯปิด ทุกอย่างปิดหมด มันทำอะไรไม่ได้ แต่เราก็รับผิดชอบ ดูแลทีมให้ได้ก่อน ตอนนั้นนอยด์เหมือนกัน แต่เปิดโอกาสใหม่ๆเหมือนกันเราเริ่มทำโปรเจกต์ช่วยเหลือคนร่วมกับเพื่อนๆทำอาหารซัพพอร์ตโฮมไอโซเลชันที่เขาอยู่กัน เดือนนึงทำ 4 หมื่นมื้อ ทำกันเองภายใน 1 เดือน ก็แปลกดีเหมือนกัน ตอนนั้นได้เรียนรู้อะไรเยอะ ได้เห็นชีวิตอีกแบบนึง ได้ขนอาหารขึ้นรถก็แปลกดี ได้เจอคนเยอะ เข้าใจหลายๆอย่างเยอะ คุยกับคนในชุมชนแออัด คุยไลน์ มีเคสป่วยขึ้นไหม จะมีความหดหู่ทุกวัน แต่ทำให้เราเข้าใจคนมากขึ้น อยากช่วยเหลือคนต่อ มีช่วงคนหายป่วยแล้วเขียนโน้ตกลับมาขอบคุณทีมที่ช่วยเหลือ เรารู้สึกเราได้ทำในสิ่งที่ถูกต้อง ช่วงนั้นรู้สึกดีถ้าทำแบบนี้แฮปปี้ดีนะ”ตอนนี้มีแพลนจะทำเพลงหรือพักยาวๆ“ช่วงหลังๆ ผมมาฝึกเขียนภาพยนตร์ ไม่ได้ทำเพลง ไม่ได้ร้องเพลง”อะไรเป็นจุดเปลี่ยน “ผมแค่ไม่ชอบชีวิตออกไปร้องเพลงตอนกลางคืนเพราะผมง่วงนอน (หัวเราะ) เคยขึ้นโชว์ 5 ทุ่ม กว่าจะเสร็จกว่าจะได้นอน แล้วเราเป็นนักแสดงบางวันมีถ่ายละครต่อร่างกายมันไม่ไหว”ยังคงเป็นเจ้าพ่อโปรเจกต์ กิจกรรมเยอะเหมือนเดิมเลย “ครับ แต่พี่กอล์ฟ ผู้จัดการ ก็ไม่ค่อยให้ผมหยุดอยู่เฉยๆนะ ล่าสุดผมอยากไปดูรถแข่ง พี่กอล์ฟบอกไม่ได้ ผมไม่ได้หยุดเลย ก็ต้องทำงาน ช่วงโควิดไม่ได้ทำงาน แต่เราก็หาอะไรทำอยู่ดี ชินแล้วเพราะผมเป็นไฮเปอร์ด้วยแหละ เคยไปตรวจมาแล้วผมเป็นโรคเอดีเอชดี มีความไม่ดีคือเป็นคนอยู่นิ่งๆ ไม่ได้ มีความทรมานเหมือนกัน เห็นคนอื่นนั่งเฉยๆได้ แต่เรานั่งไม่ได้ ทั้งๆที่ผ่านมาแป๊บเดียว” เบื่อตัวเองมั้ยที่เป็นคนแบบนี้“เคยนะ ผมเคยเบื่อตัวเองตอนเล่นหนัง มีแวบนึง อยู่ๆแวบใกล้เที่ยงกินอะไรดี ทำให้ลืมไปเลยว่าเล่นอะไรอยู่ แล้วผมเป็นคนขี้ลืมสุดๆ แต่ตอนนี้ดีขึ้น ก็ฝึกนั่งสมาธิทุกวัน ถ้าผมถ่ายรูปแล้วโพสต์ลงอินสตาแกรมคนอาจจะแปลกใจได้”ขออัปเดตความรักตอนนี้เป็นยังไงบ้างหลังออกมาบอกว่าโสด “ผมก็อยู่เรื่อยๆ เปื่อยๆ แบบนี้แหละครับ” ยังเฮิร์ตยังเศร้าอยู่มั้ย“ไม่ครับ หลายภาค หลายตอนแล้ว ผมก็เลยเฉยๆ เชื่อว่ามีหลายๆคนเข้าใจกับสิ่งที่เกิดขึ้น รับสภาพได้ ผมเป็นหนึ่งในนั้นเหมือนกัน”มูฟออนกับเรื่องนี้ได้เร็วนะ“ไม่หรอก ไม่เชิงมูฟออนเร็ว แต่ก่อนก็ร้องไห้ฟูมฟายทำงานไม่ได้ เด็กๆพอผ่านจุดนึงรู้สึกว่า โคตรเสียเวลาเลย ถามว่าเศร้ามั้ยก็มีบ้าง เพราะมันเป็นความไม่ชิน สมมติพี่เป็นคนชอบกินของทอดมากๆ แล้ววันนึงหมอบอกว่าคุณเป็นโรคหัวใจ ห้ามกิน ก็รู้สึกแปลก อึดอัด ผมว่าทุกคนเป็นนะ เคยทำแล้วไม่ได้ทำ แต่ว่าก็ชินแล้ว ผมปล่อยวางไปเยอะเหมือนกัน ไม่ค่อยคาดหวังอะไรเท่าไหร่ แต่ก่อนเป็นคนมีแฟน เราจะต้องอยู่ด้วยกันชั่วกัปชั่วกัลป์ ฉันจะต้องเป็นแบบนี้ เธอแบบนี้ พอไปเรื่อยๆ แล้วเราคาดหวังก็จะยิ่งไม่แฮปปี้ เวลาคาดหวังได้ตามที่คาดเราไม่ค่อยมีความสุข เพราะเราตั้งเป้าไว้แล้วว่าจะต้องประมาณนี้ แต่พออะไรเพี้ยนนิดนึงเราจะไม่มีความสุข เราจะมีพื้นที่น้อยมากให้เราเซอร์ไพรส์”ตอนนี้อยู่กับ ตัวเองมากขึ้น“ครับ ก็อยู่กับตัวเอง คือไม่ได้คาดหวังอะไรแล้ว อะไรจะเกิด ก็เกิด ก็เรื่องของมัน”คนเคยมีแฟนพอโสดมีมุมเหงาขนาดไหน “ก็มี เวลาเราเห็นเพื่อนนักแสดงออกไปทานข้าวกับแฟน เราก็รู้สึกดีจังเลยแต่ก็ไม่เหมือนกัน” เคยคิดแวบๆบ้างมั้ยทำไมเราถึงเริ่มต้นกับใครแล้วจบลงด้วยการเลิกราซ้ำๆ “ผมว่ามีหลายปัจจัย แต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน บางทีก็เป็นเรื่องของเราเอง เราเป็นคนทำโน่นทำนี่เยอะมาก ความต้องการของเค้าอาจจะเป็นอีกแบบนึง บางทีความ ต้องการของเค้าอยากใช้เวลาด้วยกันแต่ผมไม่มีเวลาด้วย ความต้องการไม่ตรงกัน พอถึงจุดจุดนึงสถานการณ์มันเปลี่ยน แต่ก่อนมีเวลาว่างอยู่ๆไม่ว่างเลย ผมเป็นคนขี้หงุดหงิด จอมบ่น ผมจะบ่นเยอะ” จุดนี้หรือเปล่าเป็นจุดทำให้ไม่เข้าใจกัน“ก็มีบางทีผมกฎเกณฑ์ของตัวเอง ยอมหักไม่ยอมงอ เรามีระบบของตัวเองพอไม่ตรงระบบ ผมไม่ค่อยยอมเปลี่ยนอะไรมากเท่าไหร่ บางทีมีหลายสิ่งหลายอย่างส่วนใหญ่ เป็นเพราะตัวเรา และแล้วแต่เรื่องด้วยนะ สุดท้ายตอบไม่ได้มาจากอะไรคือไม่เวิร์ก”เจ็บมาเยอะถามจริงๆทุกวันนี้พีชเข็ดกับความรักมั้ย“ไม่นะ ผมว่าก็ดีนะ สุดท้ายเวิร์กหรือไม่เวิร์กก็ดีเสมอ เรียนรู้การใช้เวลากับคนอื่น เรียนรู้ที่จะดูแลคนอื่น รับผิดชอบต่อคนอื่นมันก็ดี”.