คัมแบ็ก! วงร็อกระดับตำนาน “แบล็คเฮด” ศิลปินไอดอลยุค’90 สมาชิกประกอบด้วย ปู–อานนท์ สายแสงจันทร์ (ร้องนำ–กีตาร์), ต๋อง–สมทบ สมมีชัย (กีตาร์เบส), เอก–อภิสิทธิ์ พงศ์ชัยสิริกุล (กีตาร์), ยุ่น–วิโรจน์ เจริญพิพัฒน์สิน (กลอง) และจุ๊บ–จารุวัฒน์ ขันธวุฒิ (คีย์บอร์ด) ที่กอดคอร่วมเดินทางมาด้วยกันมานาน ส่งเพลงซิกเนเจอร์ลายเซ็นเสียงเฉพาะตัว “เหลียวหลัง” จากค่ายข้าวสารเอ็นเตอร์เทนเม้นท์ มาสะกดจิตคนฟัง วนกับทำนองเพลงที่คุ้นหู ความปังทำให้ยอดวิวพุ่งทะลุล้านวิวอย่างรวดเร็ว งานนี้เลยชวนหนุ่มปู แบล็คเฮด มาพูดคุยถึงผลงานเพลงชิ้นใหม่ที่หลายๆ คนตั้งตารอคอย พร้อมบอกเล่าความรักความผูกพันที่มีต่อนุ๊กชี่-อัญพัชญ์ แฟนสาว พร้อมตั้งใจสานต่อโปรเจกต์ที่คนรักอยากทำเพื่อสังคม ใน “คนดังนั่งคุย”กระแสเพลงเหลียวหลังเป็นอย่างไรบ้าง“ช่วงแรกๆที่ปล่อยออกมายอดวิวก็ดีครับ เสียงคอมเมนต์ก็ดี แฟนคลับรุ่นเก่าๆ และน้องๆรุ่นใหม่ๆที่เพิ่งมารู้จักแบล็คเฮดในช่วงหลังๆ แฟนคลับเก่าๆ จะบอกนี่แหละเพลงของแบล็คเฮดที่เราคิดถึง เพราะจริงๆเราไม่ได้ทำเพลงใหม่มานานพอสมควร จริงๆก่อนหน้าปล่อยเพลง แต่ไม่ได้รับความสนใจเท่าที่ควร เพลงลงยูทูบเป็นช่วงโควิดมารอบแรกเหมือนไม่มีใครรู้ว่าเพลงนี้ได้ถูกออกมาแล้ว จากเพลงนั้นมาจนถึงเพลงนี้ เกือบ 2 ปีเอง จากเพลงช้า เพลงก่อนโน้น 6 ปีกว่าจะมาเพลงเหลียวหลัง”กับเพลงเหลียวหลัง จริงๆ พี่ปูตั้งใจจะเล่าหรือต้องการสื่อสารอะไร “มันเป็นวิธีการของแบล็คเฮด เพลงช้า ถึงเธอไม่เลือกฉัน ถึงเราเลิกกันทั้งๆ ที่เธอเป็นคนผิดแต่ฉันยอมรับผิดเองก็ได้ แมนๆ ในบทบาทที่ไม่รักกันไปเลย ไม่ต้องมีเยื่อใย แล้วแนวกระฟัดกระเฟียดยังไม่เคยมี ผมเลยคิดว่าเพลงนี้อีกหนึ่งภาษาของแบล็คเฮด มันเข้ากับยุคสมัย เพราะคนสมัยนี้ชอบมูฟออนไม่ชอบอะไรที่มันคาราคาซัง วนเป็นนาฬิกาเลยลองเขียนในรูปแบบนี้ดู ส่วนใหญ่คนโอเคเพราะคนในยุคนี้เป็นแบบนั้น” แนวดนตรีลายเซ็นแบล็คเฮดเลย“จริงๆมีความยากความแตกต่างเพราะยุคสมัยที่เปลี่ยนไปบ้าง ตั้งแต่แรกๆ แบล็คเฮด อัลบั้ม 1-2 จะมีความชัดเจนในความเป็นร็อก เป็นฮาร์ดร็อก แต่ชุดหลังๆ เพียว มีส่วนผสมของดนตรีหลายๆ ประเภทอยู่ในเพลงแบล็คเฮดอยู่แล้วเพราะฉะนั้น การทำเพลงนี้ก็ไม่ต่างอะไรกับการดึงเพลงเราดึงดีไซน์ของเพลงในยุคที่เราคุ้นเคย ดีไซน์อันนี้อาจจะใหม่กว่ายุคนี้ มันใหม่กับคนที่ไม่เคยฟังเพลงในยุคนั้น ที่เป็นเพลงแอมเบียนต์ มีความดิ่งๆดาร์กๆหน่อย จะดีไซน์ซาวด์ให้มันลึกๆโลว์ๆ มีความล่องลอยของบรรยากาศเข้ามา พอมันฟูลแบนด์ในพาร์ตหลังๆ ความคิดถึงของคนก็คาดเดาได้ว่านี่คือแบล็คเฮด เพราะคนอาจจะไม่ได้ฟังเพลงแบล็คเฮดหลายปี”เพลงนี้ดำดิ่งไปอีก “ใช่ครับ เพลงนี้จะมีความดาร์กมากๆ อย่างที่บอกเป็นเรื่องที่อะไรคาราคาซังมันอึดอัด มันก็เลยต้องการความดิ่งมากๆของซาวด์ดนตรี”แนวเพลงดาร์กๆ แต่ตรงกันข้ามกับมุมการใช้ชีวิตของพี่ปูหรือเปล่า “มุมที่ผมเขียนมันจะไมเนอร์หมด มันไม่มีเมเจอร์ความสว่างๆเลย แต่ว่าโดยภาพลักษณ์เป็นคนชัดเจน ถ้าลงมือเขียนจะเป็นภาพที่ใช้มู้ดแอนด์โทนดาร์กๆ เกรย์ เทาดำอะไรแบบนี้ แต่ถ้าออนสเตจอีกสีนึงเลยครับ”หลังๆ ดูพี่ปูสนุกสนานกับเพลงแปลงเยอะ“ใช่ๆ คนที่รู้จักแบล็คเฮดจากเพลงแปลงเยอะเหมือนกันนะ”พอมีประเด็นข่าวฮอตๆ ออกปุ๊บเพลงแปลงของพี่ปูก็มาเลย“ใช่ๆ ก็ดูข่าว ประเด็นน่าสนใจเขียน สมมติเขียนเสร็จเช้า บ่ายๆ ก็อัดดนตรี กลางคืนก็ถ่ายเสร็จ”นึกว่าเปลี่ยนแนวเพลงเอาดีเพลงแปลง “ตอนนั้นอยู่แต่บ้านทำอะไรอย่างอื่นไม่ได้ ก็ต้องเบ็ดเสร็จที่บ้านทุกอย่าง เขียนเอง เล่นเอง ถ่ายเองที่บ้าน มีการตัดต่อจากมือถือล้วนๆ แอปที่มือถือพึงจะมี และมีน้องนุ๊กเป็นคนถ่ายให้ ตัดต่อ”เป็นความเก็บกดใช่มั้ย “ถ้าเราไม่ได้ใช้สมองในช่วงที่เราไม่มีงานทำมันจะฝ่อ เป็นอยู่ช่วงนึงในระยะแรกๆที่โควิดมันมา มันฝ่อๆ เหี่ยวเฉา เลยมีความรู้สึกอยากฝึกเขียนเพลง อยากเล่นดนตรี อยากขึ้นคอนเสิร์ต คอมพิวเตอร์ตั้งอยู่เฉยๆเหมือนเครื่องประดับนะ สู้เอามาทำเพลงดีกว่า ได้ใช้ความสามารถเดิมๆที่มีอยู่จุดมันขึ้นมา ไม่งั้นมันจะเฉาเหมือนผู้ใหญ่ที่อัลไซเมอร์ เริ่มลืมของง่ายๆในช่วงเวลาสั้น”กลายเป็นคนตามติ๊กต่อกของพี่ปูเยอะมาก “เราทำสองอาทิตย์หนึ่งเพลงคือมีประเด็นอะไรใหม่เราก็จะเขียนเลย ถ้ามีประเด็นเปลี่ยนมาออกอีกแล้ว”คนคัฟเวอร์เพลงแปลงของพี่ปูเยอะเลย รู้สึกยังไงบ้าง “ใช่ๆ ประเด็นคือช่วงนั้นทุกคนเครียดหมด ในสังคมตอนนั้นทำอะไรก็ไม่ได้ ทำงานก็ไม่ได้ อยากทำมาหากินก็ไม่ได้ ก็เลยมีประเด็นว่าเราจะทำมาเพื่อคลายเครียดตัวเองและคนอื่นๆ ด้วยเท่านั้นเอง” จากชื่อวงแบล็คเฮดแต่หลังๆไม่เห็นพี่กลับไปผมสีดำเลย“ตอนแรกเรายึดติดกับคำว่าแบล็คเฮดมากๆ จนไม่ยอมเปลี่ยนอะไรเลย ไม่ได้กูแบล็คเฮดก็ต้องแบล็คเฮดไป ตอนนั้นมาคิดเราจะเหลือเวลาเท่าไหร่กันเชียวที่เราจะทำอะไรแบบนี้ได้ ก็เลยลองดู ประกอบกับแฟนแนะนำ พี่ลองดูมันโอเคนะ”น้องนุ๊กจุดประกายเปลี่ยนสีผมให้พี่ปูเหรอ “ใช่ครับ หลายเรื่องมาก อย่างเรื่องของการแต่งตัว การใช้ชีวิต สนใจตัวเองอีกมุมนึงแบล็คเฮดก็ต้องแบบนี้ ดำทั้งตัว เป็นแบบนี้ไม่เคยเปลี่ยนเลย (หัวเราะ) พอเริ่มเปลี่ยนสีผมก็มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ เวลาเราทำงานมันก็จะรู้สึก เวลาเราได้ทำอะไรใหม่ๆ ไม่ต่างอะไรกับการซื้อผ้าใหม่มาสวม เห้ย! มันมีความมั่นใจอีกอย่างนึงเกิดขึ้น”กับสีผมครั้งนี้ล่ะ “หลานพาไปทำเพราะหลานสนิทกับแฟนผมมาก มาสะกิดลุงๆ ไม่ได้แล้วนะ เขาเลยพาผมไปทำ เพราะถ้านุ๊กยังอยู่เค้าจะเป็นคนพาผมไปทำ เพิ่งเปลี่ยนมาได้เดือนนึง”เปลี่ยนสีผมบ่อยส่วนหนึ่งเป็นเพราะเราอยากกลับมาเป็นวัยรุ่นตลอดๆ หรือเปล่า “เราต้องสร้างอะไรสักอย่าง สร้างแพชชันให้ตัวเองด้วย ตอนเด็กๆ เราจะต้องหาอินสไปเรชันกันใช่มั้ย แต่ตอนนี้เป็นเรื่องแพชชันในการทำงาน ไม่อย่างนั้นอย่างที่บอกเราจะเหี่ยวเฉาไปตามกาลเวลา” กับมุมชีวิตของผู้ชายวัย 50 อัป มองตัวเอง“ตกใจ (หัวเราะ) มาไกลขนาดนี้เลยเหรอนี่ มาเร็วมากเลย มิ.ย.ก็อายุ 52 แล้ว ตอนอายุ 40 กว่าๆ รู้สึกแก่กว่านี้ ตอนนั้นเรามันอยู่ในความเดิม”ก่อนเจอน้องพี่ปูเป็นรุ่นใหญ่ดูขลังๆ แต่พอเจอน้องเปลี่ยนไป “ใช่ครับ คือมันดูเข้าถึงยาก (หัวเราะ) หลังจากคบน้องกลายเป็นเรากล้าที่จะทำอะไรบ้าง หลายๆอย่างมากขึ้น อะไรที่อยู่ในกฎเกณฑ์มากเกินไปมันไม่ได้เป็นเรื่องดีเลยนะ การที่เราอยู่ในกฎที่เราวางไว้เองไม่ใช่ว่าดีเสมอไป เป็นการตีกรอบให้ตัวเอง คือเราไม่กล้าออกจากเซฟโซนของตัวเอง ค่อยๆเรียนรู้ ไม่ใช่แนะนำปุ๊บแล้วเปลี่ยนเลย ตอนนั้นเราก็ไม่ทำ เราอยู่ด้วยกันมาหลายปี อ่อๆ มีความเชื่อซึ่งกันและกัน สิ่งที่เลือกให้สิ่งนี้คือดี เลือกให้ทำ แต่ก่อนจะเชื่ออะไร ทะเลาะกันบ่อย อย่ามายุ่งๆ ไม่เอา จะเป็นช่วงปีแรกๆที่คบกัน”ในวันที่ไม่มีน้องนุ๊กอยู่แล้ว สภาพจิตใจของพี่ปูตอนนี้เป็นยังไงบ้าง“ช่วงแรกๆ เรามีอาการตกใจสะเทือนใจเสียใจมากๆ แต่ตอนนี้เริ่มเบาบางลง แต่เรื่องที่ตามมาทีหลังคือคิดถึงเยอะขึ้น คิดถึงตลอด ผมอยู่บ้านเดียวกัน 5 ปีแล้วอยู่แบบนั้นเกือบ 24 ชม. ยิ่งช่วงสองปีหลังโควิดมา เราไม่ได้ออกไปไหนเลยทำงานอยู่บ้าน ทำด้วยกัน งานทุกชิ้นสร้างสรรค์มาด้วยกัน เริ่มจากตอนกลางคืนคิดด้วยกัน อัดดนตรี ตอนถ่ายเอ็มวีเขาเป็นคนถ่ายแล้วก็ตัดต่อ เขียนซับไตเติลแล้วก็ลงพร้อมๆ กัน คือกดปุ๊บพร้อมๆกันรอแชร์ นั่งดูความสำเร็จด้วย คือเริ่มต้นด้วยและนั่งดูความสำเร็จด้วยกัน หลังจากน้องเสียช่วงแรกๆผมนอนไม่หลับเลย หลับคือวูบ สะดุ้งตื่น อยู่สักพัก ช่วงก่อนผมเล่นฟิตเนสแล้วไม่ได้เข้าเลยจนทุกคนทักว่าไม่ได้นะ ผอมไป แล้ววูบไปเลย เอาว่ะ กลัวแม่เป็นห่วงด้วยเพราะตอนนี้ยังมีแม่อายุเยอะและเราจะต้องดูแล ก็ไม่อยากให้ที่บ้านเป็นห่วงด้วย ไม่อยากให้คนรอบข้างโรยไปกับเราเลยต้องฮึดลุกขึ้นมาดูแลตัวเอง ถ้าโหมดอยู่บ้านก็เหมือนเดิม” มุมความคิดถึงแฟน แล้วทำยังไงให้คลายความคิดถึง“ผมใช้วิธีติดรูปทั่วบ้านเลยให้มันเกิดความเคยชินไปเลย พูดคุยกับรูปตลอดเวลา ไม่ใช่เราตัดไม่ขาดนะ ไม่มีอะไรต้องตัด เป็นเรื่องที่เป็นความทรงจำที่ดี เพราะฉะนั้นมันดูสวยงามไปหมด วันนึงผมแข็งแรงขึ้นเอง คิดแบบนี้” จะมูฟออนออกจากตรงนี้ได้ยังไง “ไม่เรียกว่ามูฟออนแต่เราจะต้องแข็งแรงด้วยตนเอง ด้วยระยะเวลาของมันเอง อยู่แบบนี้ตลอดชีวิต ผมไม่ได้กำหนดให้มันเป็นแบบนั้น เคยคุยกัน น้องบอกว่าถ้าเราไม่ได้อยู่ด้วยกัน ผมจะอยู่ได้ไหม? ผมเคยบอกน้อง ผมอยู่ไม่ได้หรอกเพราะเราอยู่ด้วยกันแบบนี้ เราก็ไม่คิดจะมีวันนั้นด้วย เขาเคยพูดว่า ‘ไม่ได้นะพี่จะต้องอยู่ให้ได้นะ’ ตอนทุกข์สุดๆ ทรมานสุดๆ เราก็อยู่ด้วยกัน พอตอนนี้เราคิดว่าโอเค อย่างน้อยเขาก็ออกจากร่างที่ทรมาน อาจจะสบายก็ได้เพราะร่างนี้อยู่ไม่ได้”เห็นว่ามีโปรเจกต์ที่อยากทำเพื่อน้อง“ณ วันนี้คือเขาวางโครงการอยากทำอะไรให้กับศูนย์มะเร็งกับโรงพยาบาลที่รักษาผู้ป่วยโรคมะเร็งที่เขาไม่มีเงินทุน ตอนนี้ผมตั้งใจทำคอนเสิร์ตสี่ภาค แต่ละภาคจะมอบให้กับศูนย์มะเร็งในแต่ละภาค เป็นโครงการที่นุ๊กเค้าเกริ่นๆไว้ ผมก็อยากสานต่อ คอนเสิร์ตแรกจะเริ่มเดือนกันยา ผมมีเพจร็อคสตาร์คาเฟ่ เลยจะเป็นตัวตั้งตัวตีที่จะจัดคอนเสิร์ต เพื่อที่จะนำเงินทุน หักค่าใช้จ่ายมอบให้กับศูนย์มะเร็งเพื่อดูแลผู้ป่วยมะเร็ง หน้างานทุกๆ งานจะมีรถแมมโมแกรม ไปตรวจให้ฟรี ให้กับคนที่ไปดูคอนเสิร์ตที่มีภาวะเสี่ยง หรือจับแล้วเจอ ทำกับวาโก้ เขาทำโครงการนี้มาประมาณนึงแล้ว เขาฟัง อุ๊ย! เห็นดีด้วยก็เลยอยากทำด้วย วาโก้รับบริจาคบรา เพื่อไปทำเต้าเทียมให้กับผู้ป่วยที่กว้านเต้าออก มีคุณหมออู๋ (ธีรภพ ไวประดับ) กับหมอจ๋า ภรรยา อยากทำเรื่องคีโม เพิ่งไปดีลกับร้านทำผม ทำวิกผม ร้านทำผมไหนอยากร่วมโครงการด้วย ตั้งใจทำไปเรื่อยๆ ไม่ได้ทำแค่ปีนี้ อยู่ที่องค์กรเล็งเห็นทำแบบนี้ก่อน จัดกิจกรรมต่างจังหวัดเพราะเราต้องพ่วงกับ ททท. ด้วย โปรโมตการท่องเที่ยวด้วย เฉพาะทางหาสปอนเซอร์ยาก คนไม่อิน ช่วยเหลือคนพื้นที่นั้น รพ.สมุย ที่ไปดีลไม่มีเครื่องมืออะไรเลย ตอนน้องน่าสงสาร แต่แฟนเพื่อนหนักกว่าอีกครับ”.(เรื่อง: วรรณี ห่อวโนทยาน)