“เคลลี่” หนักใจธุรกิจเจอวิกฤติหลายหนแต่สู้ไม่ถอย มูฟออนความรักต้องใช้เวลา

ข่าว

    “เคลลี่” หนักใจธุรกิจเจอวิกฤติหลายหนแต่สู้ไม่ถอย มูฟออนความรักต้องใช้เวลา

    ไทยรัฐฉบับพิมพ์

    3 ก.ค. 2564 07:15 น.


    ตีบท “เรือง” แตกกระจุยจนมีแต่เสียงก่นด่ายับ!! สำหรับ เคลลี่ ธนะพัฒน์ นักแสดงมากความสามารถ ยิ้มรับกระแสความแรง จากละครเวราอาฆาต ทางช่อง 8 ทำเอาแฟนละครอินหนักขุดคำด่าแบบไม่ไว้หน้า หลังเกลียดตัวละครที่ทั้งเลวและโหดมาก นอกจากชีวิตในละครจะเข้มข้น ชีวิตจริงของหนุ่มคนนี้ก็เข้มข้นไม่แพ้กัน เพราะต้องฝ่าฟันปัญหาต่างๆมากมายในชีวิต เรื่องราวหน้าม่านและหลังม่านของหนุ่มคนนี้จะเป็นอย่างไร พร้อมล้วงลึกอัปเดตใน คนดังนั่งคุย

    กระแสตอบรับในละครเป็นยังไงบ้าง

    “ต้องขอบคุณทุกกระแสตอบรับ ดีมากๆ ดีถึงขั้นมีการด่ากันเกิดขึ้นเลยทีเดียว (หัวเราะ) เอาจริงๆ ผมเข้าไปส่องดูในไลฟ์สดทางเพจช่อง 8 อยู่ตลอดเพื่อจะดูฟีดแบ็ก และเข้าไปคอมเมนต์พูดคุยกับแฟนๆละครบ้าง ก็จะได้เห็นคอมเมนต์ ตั้งแต่ชม จนล่าสุดด่าผมแล้ว ช่วงเห็นแรกๆหวั่นเหมือนกันนะ แต่คิดไปคิดมาการด่านั้นเค้าด่าในตัวละคร เค้าอินในตัวละคร ก็รู้สึกดีใจมากที่กระแสดี”

    เรื่องนี้ความยากง่ายของบท เรือง

    “ไม่มี อะไรง่ายเลยครับ มันเป็นละครที่ท้าทายมากสำหรับการเป็นนักแสดงของผม เพราะเราต้องเล่นได้ในทุกบทบาท คือเรื่องนี้ต้องเล่นทั้งเป็นคนดี เป็นคนเลว ทั้งบู๊ ทั้งดราม่า แถมยังต้องมีจินตนาการที่สูงมาก เนื่องจากเป็นเรื่องเกี่ยวกับเวรกรรม และบทเรือง มีอาชีพฆ่าวัวฆ่าควาย ถ้าถามว่า ทำไมถึงต้องเป็นเวราอาฆาต ตรงนี้ก็คือเป็นที่มา เมื่อถึงเวลา เวรกรรมก็ทำให้เขากลายเป็นเหมือนสัตว์ที่เขาฆ่า มันเลยต้องไปทำการบ้านมาหนัก”

    ความแรงของเรื่อง ประมาณต้องเบอร์ไหน

    “ผมมองว่าการเดินสี่เท้า ถ้าเดินปกติแบบแบมือมันธรรมดาไป ทางพี่บุ๋มผู้กำกับก็คิดกับผมว่า มันควรจะให้ดูทรมานมากกว่านี้ ก็เลยตัดสินใจ ให้เดินบนข้อของทั้งนิ้วมือและนิ้วเท้า ผมเดินสามก้าวผมก็ล้ม ไม่ไหวแล้ว เพราะมันเจ็บมาก แต่ผมก็พยายาม แล้วการเดินคือเดินกับพื้นปูน พื้นไม้ จนนิ้วผมถลอกเลือดไหลเลย เท่านั้นยังไม่พอ ยังต้องมีอาการเหมือนวัวควาย อย่างสมัยโบราณเขาใช้ค้อนทุบให้มึนแล้วเอามีดแทงคอ เราก็ต้องมีอาการมึนหัว กระอักเลือด แล้วก็ร้องเป็นวัวเป็นควาย คือบอกเลยว่าเหนื่อยมาก ใช้พลังเยอะมาก อันนี้คือแค่ในส่วนของเวรกรรม เพราะในเรื่องเราเริ่มจากการเป็นคนดี ซึ่งเป็นคนดีแล้วเป็นคนจน แล้วเราต้องแสดงเป็นคนที่ซื่อ โดนรังแก ซึ่งเป็นคนจนนี่เหนื่อยมาก โดนกรอกปากด้วยขี้หมู ตกน้ำ โดนถีบ โดนตบ สารพัด ช่วงหลังที่เป็นเรื่องของเวรกรรม เรื่องของดราม่าที่มันหนักขึ้น บางวันต้องร้องไห้ทั้งวัน คือเรายังไม่เคยร้องไห้เยอะขนาดนี้มาก่อน แต่ก็ต้องขอบคุณทั้งผู้กำกับและนักแสดงที่สามารถดึงตรงนี้ออกมาได้”

    รู้มาว่าบทเรืองทำเครียดมากถึงขั้นนอนไม่หลับเลย

    “เพราะผมเป็นคนชอบเอากลับไปคิด เวลากลับบ้านผมจะชอบนั่งคิดว่า เล่นฉากนี้ควรเล่นแบบนี้ หรือควรจะเล่นแบบอื่น ควรจะต้องปรับการแสดงไหม คือการเป็นนักแสดง แม้เราจะอยู่ในวงการมากว่า 20 ปีแล้ว แต่เราก็ต้องพัฒนาไปเรื่อยๆ การเป็นนักแสดงนี่มันยากนะ เราไม่ได้มาเล่นละคร เป็นแค่คาแรกเตอร์เดียว ผมต้องเล่นได้ทุกคาแรกเตอร์ แล้วแต่ละเรื่องที่ผมเคยเล่น ผมไม่เคยเป็นเจ้าของบ่อน เจ้าของซ่อง ไม่เคยฆ่าวัวฆ่าควาย มันก็เหมือนต้องมาเริ่มต้นใหม่ ยิ่งเรื่องนี้ต้องทำการบ้านสูงมาก ต้องบอกว่าเป็นเรื่องแรก หลังจากที่หยุดโควิด มันก็จะมีความตั้งใจมาก เพราะเราไม่ได้ถ่ายละครมานาน มันก็มีความสุขที่ได้มาทำการแสดง

    อย่างฉากฆ่าวัวฆ่าควายสุดโหด อยากให้เล่าถึงเบื้องหลัง

    “เรื่องนี้ไม่มีทำร้ายสัตว์ ไม่มีเลย เราเข้าฉากกับเหล่าวัวเหล่าควาย เราจะต้องทำความรู้จักกับเขา ผมจะไปคุย ไปลูบเขา ให้อาหาร แต่เวลาทำการแสดง เราจับเขาเราไม่ได้จับแรง มันเป็นการแสดงทั้งหมด เราไม่ได้ทำความรุนแรงกับเขาเลย เราจับเขาควาย ผมก็แค่จับแน่น แต่ผมไม่ได้ทำอะไรที่รุนแรง อย่างเอาค้อนทุบหัวมันก็เป็นการแสดง ใช้มุมกล้อง อย่างค้อนก็ไม่ใช่ค้อนจริง แล้วผมจะบอกว่า ควายนี่เป็นสัตว์ที่ฉลาดและน่ารักมากจริงๆ ผมเข้าใจเลยว่าทำไมคนถึงรักควาย เขารู้หมด มองตาแล้วรู้สึกได้ บางทีฉากที่เราจะต้องฆ่าเขา ดูนัยน์ตาเขา เหมือนเขากำลังบอกเราว่า จะทำอะไรเขา”

    เล่นละครเกี่ยวกับเรื่องของเวรกรรม ส่วนตัวมีความเชื่อมากน้อยแค่ไหน

    “ผมเชื่อนะ เราเป็นคนเชื่อตรงนี้ เพราะฉะนั้น เวลาเราจะทำการแสดง ผมถึงต้องไปดูคลิปที่เขาฆ่าวัวฆ่าควายจริงๆ ไปทำการบ้านตรงนั้นมา มันก็ทำให้เราเข้าใจว่าพวกเขาทรมานมาก แล้วผมก็ทรมานมากเหมือนกันที่ไปนั่งดู แต่ผมดูไปครั้งเดียวก็ไม่ไหวและ หลังจากนั้นผมก็ไม่กล้าดู อาศัยฟังเสียงเอา เพราะผมต้องใช้เสียงในบางฉากที่เหมือนวัวถูกเชือด ผมก็จะทำเสียงแบบนั้น ซึ่งในหลายๆฉากนั่นเป็นเสียงของผมเอง เราก็ต้องทำการบ้าน แต่เป็นการบ้านที่ทรมานมาก ดูแล้วน้ำตาร่วงเลย”

    ภาพรวมชีวิตตอนนี้ธุรกิจเป็นอย่างไรบ้าง

    “สำหรับธุรกิจที่ผมทำอยู่ตอนนี้ ผมมีคอลลาเจน ซึ่งก็ไปได้เรื่อยๆ เพราะตอนนี้คนส่วนมากอยู่บ้าน ก็จะซื้อของทางออนไลน์ แล้วสินค้าตัวใหม่เป็น กระชายขาวที่มีการวิจัยมาว่าช่วยเพิ่มภูมิได้ ช่วยสร้างภูมิของเรา ซึ่งเหมาะกับสถานการณ์ตอนนี้ ได้ทำวิจัยมาแล้วว่าเห็นผลจริง มี อย. ทุกอย่างถูกต้อง เราทำให้เข้ากับสถานการณ์ตอนนี้ และในราคาที่จับต้องได้ เพราะเราก็อยากจะช่วยคนไทย แต่ในเรื่องของร้านอาหาร ผมทำร้านอาหารทะเล เรือธง ซีฟู้ด ต้องบอกว่าเป็นอะไรที่หนักใจมากตอนแรก เปิดมาได้แค่เดือนเดียวก็เจอโควิดรอบแรก ก็ต้องปิดไป เปิดดีลิเวอรี ก็พอไปได้พอได้ดูแลพนักงาน พอเจอรอบสองก็ไม่เท่าไหร่ เริ่มดีขึ้น แต่พอเจอรอบสาม ไม่ไหวเลย สู้ไม่ไหวจริงๆ ช่วงนี้ก็เลยต้องปิดชั่วคราว ส่วนลูกน้อง พนักงานเราก็ยังต้องดูแลเขา รอให้คลี่คลายก่อน”

    ถ้าโควิดยังยืดยาว มีมาตรการรับมืออย่างไรบ้าง

    “คือตอนนี้เราก็จะปิดแล้วก็ปรับปรุงร้าน แต่ผมเชื่อว่ามันจะต้องดีขึ้น ที่มันยังสู้ต่อไปได้ก็เพราะว่ามันไม่ใช่แค่เราที่ได้รับผลกระทบ มันทั้งประเทศ ทั้งโลก ผมเป็นคนที่เชื่อว่าอะไรที่มันแย่ เดี๋ยวมันจะต้องดีขึ้น”

    เจอสถานการณ์แบบนี้มา 3 ครั้งแล้ว มีท้อบ้างไหม

    “มันก็ต้องมีบ้าง แต่อย่างที่บอก เราก็เลยต้องมีความเชื่อที่ว่า ทุกอย่างมันจะต้องดีขึ้น แต่อีกอย่างหนึ่งคือ เราโชคดี นอกจากธุรกิจ เรายังมีอาชีพนักแสดง อย่างน้อยผมก็ยังมีละคร ยังมีงานที่จะต้องทำ แต่มันก็มีบางวันที่รู้สึก อย่างรอบแรก ละครก็ยังไม่ได้รับ ไม่มีละคร เราจะทำอะไร นั่งอยู่บ้านเฉยๆ มันเหมือนขาดอะไรในชีวิตไป ผมเป็นคนชอบทำงาน ชอบไปอยู่กองถ่าย ได้เจอคน อันนี้ผมก็เลยเข้าใจความรู้สึกของหลายๆคนที่เครียด ที่อาจจะเป็นซึมเศร้า แต่ในรอบนี้ผมยังรู้สึกดีกว่ารอบแรก ตรงที่ผมยังมีละครที่ผมยังถ่ายอยู่และมีละครที่จะถ่าย อย่างน้อยเราก็ยังมีเป้าหมาย เพราะฉะนั้นคนเราต้องมีความเชื่อ ความหวัง แล้วอะไรๆมันก็จะดีขึ้น

    ล่าสุดโสดเต็มตัวแล้ว เป็นอย่างไรบ้าง

    “เวลามันก็เยียวยาไปเรื่อยๆ เวลาจากนี้ก็เอาไปอยู่กับเพื่อนฝูงแล้วก็งาน ตอนนี้ผมก็พยายามโฟกัสกับเรื่องงาน หรือธุรกิจของผม จริงๆที่ผ่านมาผมเหมือนเป็นคนที่ไม่มีสมาธิ ไม่มีแรงบันดาลใจ เหมือนคนหมดไฟ แต่ตอนนั้นมีการแสดง การแสดงคืออย่างเดียวที่มันเหมือนอยู่ในสายเลือดไปแล้ว แต่อย่างตอนนี้เวลาผ่านไป มันก็ดีขึ้น มีเวลาว่างผมก็ไปออกกำลังกาย อย่างไปวิ่ง เล่นเซิร์ฟสเกตเพราะตอนที่อยู่อเมริกาผมเป็นนักสเกตบอร์ดอยู่แล้ว ก็ได้ทำกิจกรรมที่เราชอบ ก็ได้มีเวลากับเพื่อนๆหลานๆ ก็สนุกดีครับ”

    สรุปก็คือตอนนี้เราไม่ได้โฟกัสเรื่องความรักแล้วแต่มูฟออนไปเรื่องอื่นแทน

    “คือเรื่องความรัก ตอนนี้ผมก็ไม่ได้เรียกว่าปิดนะ แต่ก็ไม่ได้เรียกว่าเปิดต้อนรับทุกคน ถ้ามีเดี๋ยวมันก็มีเอง แต่มันก็อาจจะมีความกังวล เอาจริงๆผมก็ไม่รู้จะไปเริ่มจีบใครยังไง แต่ผมก็อยากจะมีใครสักคนที่อยู่เคียงข้างไปจนแก่ เราก็อยากจะมีคู่ชีวิต เป็นเพื่อน เป็นคนรู้ใจ เราก็อยากมีคนแบบนั้น ที่ผ่านมาเราก็ต้องเอาประสบการณ์ตรงนั้นมามองตัวเองว่าเราต้องปรับอะไรยังไง หรือจะต้องเปลี่ยนมุมมอง ผมมองว่าความรักมันสำคัญ ผมก็ไม่ได้บอกว่าผมอยากจะอยู่คนเดียวไปตลอดชีวิต เพราะฉะนั้น ความรักในมุมมองของผมก็คือคู่ชีวิต แต่ ณ วันนี้ เราก็แค่นับหนึ่งใหม่ แต่พูดถึงมันก็ยากนะที่จะมานับหนึ่งใหม่กับใคร ยากที่จะอธิบาย ไม่ได้เป็นเรื่องที่อยากจะออกมาพูดมันคงต้องเป็นคนที่เจอแบบเราถึงจะเข้าใจ อย่างช่วงที่มันแย่ที่สุด ตอนนั้นก็ยังโชคดีที่มีละคร และเราเป็นนักแสดงมานานจนสามารถที่จะแยกแยะเรื่องส่วนตัวกับงานได้ คือถ้าผมเป็นนักแสดงที่เพิ่งเริ่มต้น ผมคงพังเหมือนกัน อย่างตอนที่แม่ผมเสีย ผมเผาแม่เสร็จ วันรุ่งขึ้นผมต้องมาบวงสรวงแล้วก็ถ่ายละครเลย มันเป็นสิ่งที่ผมคิดว่าผมไม่น่าจะทำได้ แต่ก็ต้องทำให้ได้ เรื่องงานนี่ผมซีเรียสมาก ทุกอย่างต้องผ่านไปได้”.

    เม้าท์ชัด จัดทุกตอน ติดตามได้ที่ www.thairath.co.th/novel และ Facebook Fanpage : นิยายไทยรัฐ

    อ่านเพิ่มเติม...

    อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง

      แท็กที่เกี่ยวข้อง

      คนดังนั่งคุยเคลลี่เคลลี่ ธนะพัฒน์เคลลี่ ธนะพัฒน์ ความรักเวราอาฆาตเวราอาฆาต นักแสดงเวราอาฆาต ช่อง8บันเทิงดารา

      คุณอาจสนใจข่าวนี้

      thairath-logo

      ApplicationMy Thairath

      ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
      Trendvg3 logo
      Sonp logo
      inet logo
      วันจันทร์ที่ 29 พฤศจิกายน 2564 เวลา 18:55 น.
      ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
      เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์