สั่งสมประสบการณ์ในวงการบันเทิงมายาวนาน 17 ปี สำหรับนักแสดงมากฝีมือ โดนัท–มนัสนันท์ พันเลิศวงศ์สกุล มาวันนี้ ได้เวลางัดของดีที่มีในตัวออกมาโชว์ ในฐานะผู้จัดป้ายแดง และผู้กำกับไฟแรง ละคร “เดือนประดับดาว” ช่อง 3 ภายใต้การผลิต ในนาม บริษัท ดอร์เธอร์โปรดักชั่น จำกัด ซึ่งเจ้าตัวเปิดบริษัทร่วมกับเพื่อนนอกวงการ กว่าจะเดินหน้าทำละครเรื่องนี้ได้ลงตัว ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องผ่านอุปสรรค ปัญหามากมาย ทั้งสภาพจิตใจและสภาพร่างกายที่เจ้าตัวป่วยเป็นโรค SLE หรือโรคแพ้ภูมิตัวเอง ซึ่งตลอดระยะเวลา 1 ปี ที่ต้องรักษา และต่อสู้กับโรคนี้ เจ้าตัวมียาชูกำลังทางใจชั้นดีจากแฟนหนุ่ม ตาม จำนงค์อาษา คอยดูแลไม่ห่างโดยเริ่มจาก...ก กำกับละครเรื่องแรกเป็นอย่างไรบ้าง “ยากมากค่ะ เพราะก่อนหน้านี้ โดนัทเล่นละครก็จริง ถึงจะเคยกำกับภาพยนตร์สารคดี วิธีการเล่นมันแตกต่างกัน เวลาเราเล่นละคร เราก็จะดูแค่ตัวละครที่เราเล่นตัวเดียว พอต้องมากำกับ ต้องดูภาพรวม ดูความต่อเนื่องของแต่ละตัวละคร ซึ่งเวลากำกับหนัง กับงานโทรทัศน์ แอ็กติ้งการเล่าเรื่องมันไม่เหมือนกัน เราต้องทำความเข้าใจ ผสมสิ่งที่เรามองกับสิ่งที่นักแสดงเค้าเป็น ถ้าเราสั่งว่าต้องการแบบนี้ แบบนั้น บางที เราก็ต้องดู อย่างเรื่องเดือนประดับดาว เราทำงานกับนักแสดงใหม่หลายคนในเรื่อง ถ้าเค้ายังใหม่มาก เราก็ต้องช่วยเค้าเตรียม เวลาไปหน้าเซตจะได้ไม่มีปัญหาเรื่องการแสดง”ทำไมเลือกทำเรื่องนี้ “จริงๆดูกันหลายเรื่องค่ะ ก็คุยกับหุ้นส่วน แต่เราทำเรื่องแรก อยากให้มีความเป็นเราอยู่ ไม่อยากให้เป็นสิ่งที่เราไม่เป็น ไม่เข้าใจ และไม่ถนัด ในขณะที่หุ้นส่วนของเรา เค้าก็มีแบบละครที่เค้าชอบ ก็ต้องมาเจอกันตรงกลาง และก็ต้องดูมุมมองของช่องด้วย เลยมาลงตัวที่เดือนประดับดาว เนื้อเรื่องดี พอพัฒนาบท มันก็ดี เราเล่นละครมาตลอดทั้งชีวิต ตั้งแต่อายุ 17 ปี เราอยู่วงการมา 17 ปีแล้ว เราเล่นมาหลายแบบ เราก็เบื่อ เราอยากขยับตัวละครไปมากกว่าที่เราเล่น เราเลยทำตัวละครให้มีความเป็นมนุษย์ ละครเรื่องนี้ไม่มีตัวร้ายไม่มีพระเอก นางเอก ทุกคนเป็นมนุษย์ที่มีความเห็นแก่ตัว นิสัยไม่ดี พอเกิดเรื่องไม่ดีขึ้น ทุกคนปกปิดความผิด คือไม่มีใครขาวมาก แต่ก็ไม่มีใครดำมาก เป็นแบบเทาๆ”เลือกนักแสดงเอง “ตัวนักแสดงหลัก บอมกับพรีม ทางช่องเป็นคนเลือกค่ะ ที่เป็นบอม ตอนแรกทุกคนกังวลหมด ทีมคนเขียนบทร้องไห้เลย (หัวเราะ) กังวลว่าน้องจะเล่นได้มั้ย แต่เราบอกทุกคนว่า ต้องลองก่อน ซึ่งพอได้เจอบอม เค้าเปิดใจกับเรามาก ตั้งใจสูงมาก เค้ามาทำตั้งแต่ตอนแคสติ้ง หานางเอกเล่นกับเค้า เพราะเค้าเองมีปัญหาเรื่องส่วนสูง เราก็ต้องดูเคมีนางเอกที่จะเล่นกับเค้า ตอนเรียนแอ็กติ้งก็มาตลอด ตอนซ้อมก็มา เค้ารู้ว่าเค้าไม่เก่ง และคำสบประมาทเค้าเยอะ ซึ่งวันมาเรียนแอ็กติ้งวันแรก ทุกคนในทีมที่เคยกังวล ก็บอกว่าบอมดี ไม่ได้เป็นแบบที่คนอื่นมอง แต่ต้องใช้เวลาในการทำความเข้าใจกับบอม บอมค่อนข้างทำงานหนัก ส่วนพรีมเค้าใหม่มาก ตอนที่ช่องส่งมา เราไม่รู้ว่าจะทำงาน ยังไงได้ แต่พรีมเป็นเด็กที่สู้ ค่อนข้างเปิด ให้เค้าทำอะไรเค้าลองหมด ถือว่าเป็น 2 คน ที่เราโชคดีที่ได้ทำงานด้วย ส่วนพี่ชาคริต ตอนที่เราอ่านบท บทเค้าจะเป็นพระเอกมาก โดนแย่งแฟนก็ไม่ตอบโต้ ซึ่งในชีวิตจริงมันไม่มีแล้วผู้ชายที่บ้านมีพร้อมทุกอย่าง มันจะมีความเอาใจตัวเองรึเปล่า เราก็ตีความอีกแบบว่า คนที่จะเสียคนรัก ก็ต้องอาละวาด ชกต่อย ให้เค้ามีความเป็นคน เราก็เลยคิดว่า ใครจะเล่นบทพระเอก แล้วไม่ใช่พระเอก ขณะเดียวกันคนไม่เกลียด เวลาลุกขึ้นมาร้าย ก็มาลงตัวที่พี่ชาคริต ส่วนพี่โต๊งเหน่ง ตอนเล่นสุดแค้นแสนรักด้วยกัน เค้าเดินมาบอกว่า ทำอะไรก็จะเล่นด้วยเลยได้พี่เค้ามา พี่โต๊งเหน่งมืออาชีพมาก ถ้ามีเค้าอยู่ในฉาก เค้ารู้ว่าต้องทำอะไร เค้าปรับและทำให้ดั่งใจมากค่ะ” ทำงานผู้กำกับครั้งแรกเข็ดมั้ย “งานผู้จัดเป็นงานที่เครียด แต่งานผู้กำกับเป็นงานที่รับผิดชอบหนักงานผู้จัดทำให้รู้สึกว่าไม่ไหว แต่งานผู้กำกับทุกวันเราต้องเล่น 2 บท เช้ามาต้องดูแลก่อนว่ากองราบรื่นมั้ย แล้วค่อยมาเป็นผู้กำกับ ตอนเป็นผู้กำกับไม่ท้อ แต่รู้สึกว่าเล่นละครมากกว่าตอนตัวเองเล่นละครอีก ก่อนหน้านี้ เราทำสุดแค้นแสนรัก พี่หนุ่ม-กฤษณ์ บอกว่ามันเป็นจิตวิทยา เราจะได้ยินคำนี้ตลอด ไม่ว่าเราจะเจอนักแสดงมาถึงกองในภาวะแบบไหน เราไม่มีสิทธิ์ที่จะไม่โอเค ถ้าเราอยากได้สิ่งที่ดีที่สุดจากเค้า มันคือการแสดง เราต้องปรับตัวเองให้เข้ากับสถานการณ์ ยกตัวอย่าง พี่ชาคริต วันนั้นเป็นวันที่รู้สึกรักพี่ชาคริตมากๆ เค้าช่วยเหลือกองมากๆ คือคุณแม่เค้าล้ม แล้วเข้าโรงพยาบาล กองไปถ่ายอยู่ที่เชียงใหม่ เราก็คิดว่าจะทำงานยังไง ยกกองมั้ย พี่เค้าจะมาทำงานยังไงเราต้องพร้อมกว่าเค้าเรารู้สึกผิดตลอด เราต้องไปบอกให้เค้าแสดงละคร ทั้งที่แม่เค้าอยู่โรงพยาบาล สิ่งที่เราทำก็คือสแตนด์บายตั๋วเครื่องบินทุกสายการบิน ทุกเวลา ในเมื่อพี่เค้าตัดสินใจทำต่อก็ต้องขอบคุณพี่เค้ามาก หรือน้องพรีมเรียนหนังสือเลิกเที่ยงก็เริ่มกองบ่ายโมง ค่อยๆแก้ปัญหาไป โชคดีที่เราโตในกอง เราเห็นเยอะ เราเจอผู้กำกับหลายแบบ เราเจออาชนะ คราประยูร ที่ห้ามพูดผิดแม้แต่คำเดียว เราแทบจะต้องต้มบทกินเลยทีเดียว (หัวเราะ) เพราะกลัวมาก”ติดตามอ่านนิยายเรื่อง "เดือนประดับดาว" ได้ที่นี่มีแพลนเรื่องต่อไปมั้ย “ตอนแรกพยายามดูเรื่องจะไปคุยกับช่องตลอด แต่ยังไม่เจอเรื่องที่เหมาะกับตัวเอง ตอนนี้อยากให้คนดูดูก่อน ฟังเสียงจากช่องก่อน แต่ช่องก็มีถามว่าอยากทำอะไรต่อ”เรื่องสุขภาพเป็นยังไงบ้าง “รักษามา 1 ปี โรค SLE เริ่มจากหนักที่สุด เกล็ดเลือดลงไปเหลือสี่หมื่น อาทิตย์ที่แล้วไปหาหมอ เป็นครั้งแรกที่เกล็ดเลือดกลับมาเป็นปกติ คือแสนหกแต่หมอยังให้กินยาต่อ เป็นโรคที่อธิบายไม่ได้ เหมือนเราไม่ได้ป่วย หากดูภายนอก เราเป็นคนที่ต้องคิดบวกกับตัวเองตลอด เหนื่อยมาก แย่มาก แต่ถ้ายิ่งทำให้เราดูแย่ ก็ยิ่งแย่ ตอนป่วยก็พยายามใช้ชีวิตปกติ ดูแลตัวเอง สิ่งที่หมอห้าม พอเราไม่ทำ มันก็ดีขึ้น แต่ก่อนทำงาน ตี 3 ตี 5 แล้วตื่นแปดโมง ทำงานต่อ เดี๋ยวนี้ดึกสุดเที่ยงคืน นอนให้ครบ 8 ชั่วโมง กลายเป็นงานได้เหมือนเดิม มีประสิทธิภาพดีกว่าเดิม ใจเย็นขึ้น ไม่ค่อยเครียด แต่หมอให้กินยาต่ออีก 1 ปี ตอนนี้หมอนัดห่างขึ้น” ความรักเป็นยังไงบ้าง “ก็ดีค่ะ คบกันมา 2 ปีแล้ว เราโชคดีที่เราเจอคนที่เราไม่ต้องปรับอะไรกันเยอะ เราเห็นความอดทนของกันและกัน เค้าทำให้เราใจเย็นขึ้น แล้วเราก็ไม่ได้ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้เค้า พยายามรักษาทุกอย่าง เค้าเข้าใจเรามาก ปล่อยให้เราทำสิ่งที่เราเป็น ไม่ยุ่ง ไม่ว่า ถึงเราจะทำงานหนัก แต่ให้กำลังใจเรามาก รู้สึกสบายมากแต่ทำให้เราต้องมีสติ อย่าร้ายให้มาก (หัวเราะ) คนดีๆแบบนี้ไม่ได้มีมาบ่อย”ตอนป่วยเค้าดูแลยังไงบ้าง “ก็ไปหาหมอด้วยตลอด ช่วยหาข้อมูลเรื่องโรคนี้ อาหารการกินก็ดูแล แนะนำว่าควรกินอะไร ทานอาหารให้เป็นเวลา หรือเวลาไปไหนที่แดดร้อนๆ เค้าก็จะช่วยกางร่มให้เรา”เคยทะเลาะกันแรงๆมั้ย “ไม่เคยทะเลาะกันแรงค่ะ ซึ่งมีข้อดีคือ ถ้ามีปัญหากัน เราต่างคนต่างง้อกัน บางทีคนไม่ผิดก็ขอโทษก่อนค่ะ”ต่างฝ่ายต่างเจอครอบครัวกันรึยัง “ต่างฝ่ายต่างพาไปเจอครอบครัวตัวเองกันแล้วค่ะ ตามเค้าจะสนิทกับแม่ของโดนัท ครอบครัวของตามก็น่ารักค่ะ”คุยเรื่องอนาคตรึยัง “มีคุยกันบ้าง แต่ก็ยังไม่มีอะไรมาก ทุกคนยังทำงานกันอยู่ ไม่ได้กำหนดกะเกณฑ์ว่าจะต้องแต่งงานตอนอายุเท่าไหร่ ทุกวันนี้รักษาความสัมพันธ์ตรงนี้ไว้ให้ดีที่สุดก่อน อนาคตก็ว่ากันอีกทีค่ะ”.