ขอวิงวอนอย่าทําเลือกตั้งสกปรก การเมืองอนาคตจะอยู่ใต้เงื้อมมือของทุนอิทธิพล!“ธีรยุทธ บุญมี” งัดเสื้อกั๊ก ออกโรงชำแหละประเทศไทยหลังเลือกตั้ง ฟันธง “บิ๊กตู่” รีเทิร์น แต่ความชอบธรรมตกต่ำ ชี้ คสช.ทำลาย กกต.-ป.ป.ช. ปิดกั้นตรวจสอบ เปรียบพฤติกรรมซ้ำรอยประมูลสัมปทานคะแนนเสียง ไม่ต่างระบอบทักษิณ เอาเปรียบสารพัดรูปแบบ ขอ “ประยุทธ์”-กองทัพ รีบระงับใช้อภินิหารกฎหมาย ไม่เช่นนั้นเจอปัญหาตั้งแต่เริ่มตั้งรัฐบาล เชียร์เพื่อไทย-ประชาธิปัตย์-พรรคการเมืองอื่น พัฒนานโยบายที่สร้างสรรค์ เว้นวาทกรรมเกลียดชังสุดขั้ว ให้คนไทยเตรียมใจเผชิญหน้าอิทธิพลกลุ่มทุนใหญ่ ครอบงำประเทศใต้อุ้งมือ เปรียบ “คนไทยซีพี” เหมือน “ไก่ซีพี”หลังไทม์ไลน์การเลือกตั้งตามโรดแม็ป วันที่ 24 ก.พ.2562 มีความชัดเจน นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการชื่อดังอาศัยจังหวะครบรอบ 45 ปี 14 ตุลาฯ สวมเสื้อกั๊กออกมาวิเคราะห์ประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง เตรียมเผชิญหน้าปัญหาใหญ่กว่าวิกฤติการเมืองอีกเมื่อเวลา 10.00 น. วันที่ 10 ธ.ค. ที่ห้องประชุมอนุสรณ์สถาน 14 ตุลา 16 สี่แยกคอกวัว นายธีรยุทธ บุญมี นักวิชาการด้านสังคมวิทยาและมานุษยวิทยา กล่าวปาฐกถา 45 ปี 14 ตุลาฯ “มองประเทศไทยหลังการเลือกตั้ง ปัญหาที่ใหญ่กว่าวิกฤติการเมือง” ว่า เกือบ 20 ปีที่คนไทยหมกมุ่นกับปัญหาการเมือง ปล่อยให้สังคมไทยที่เป็นเสมือนฟันเฟืองขนาดใหญ่ เคลื่อนตัวไปข้างหน้าอย่างไม่หยุดยั้งทุกนาที กลไกเศรษฐกิจ สังคม ทำงานไปโดยไม่มีการปรับทิศทาง จึงพบปัญหาใหญ่มหึมาเพิ่มขึ้นมากมาย เช่น ช่องว่างคนจนคนรวยกว้างมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ อยู่ในลำดับต้นๆ ของโลก คนรวย 1 เปอร์เซ็นต์ คุมความมั่งคั่งประมาณ 50-60 เปอร์เซ็นต์ของประเทศ ขณะที่คนชั้นล่างประชากรส่วนใหญ่ มีรายได้รวมกันไม่ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ ความมั่นคงของประเทศ ทรัพยากรมนุษย์ด้อยประสิทธิภาพ คอร์รัปชันขยายตัวลงสู่รากหญ้า กลุ่มทุนใหญ่ก่อตัวแข็งแกร่งขึ้น จนคล้ายมีสถานะเหนือรัฐบาลและกฎหมาย ในแง่ที่ว่า “คนจนติดคุก คนรวย ไม่ติดคุก” ยังเป็นเรื่องเล็ก“แต่กลุ่มทุนใหญ่ไทยสามารถขยายอำนาจอิทธิพลผูกขาดทางเศรษฐกิจได้เกือบเด็ดขาด และขยายมาสู่อิทธิพลด้านอื่น เช่น สะกดไม่ให้มีเสียงคัดค้าน หรือไม่ให้มีกฎหมายออกมาจำกัดการผูกขาด สัมปทานการค้า มีอิทธิพลเหนือตลาด หรือขยายตัวเข้าคุมทุกมิติของเศรษฐกิจ และทุกจังหวะชีวิตประจำวันของคนไทย หากเทียบกับการเลี้ยงไก่หรือหมู ซึ่งถูกป้อนอาหารตามชนิดและขนาดเป็นเวลา ตั้งแต่เกิดจนถูกเชือด คนไทยก็กำลังมีพฤติกรรมคล้ายกัน คือตื่นเช้ามาก็ต้องกินโจ๊กหรือแซนด์วิชจากร้านสะดวกซื้อ กลางวันออกไปกินกะเพราไก่ในร้านสะดวกซื้อ ตอนเย็นอุ่นข้าวแกงไก่ เกี๊ยวน้ำยี่ห้อของร้านสะดวกซื้อ แถมยังจ่ายเงินเติมเงินค่าโทรศัพท์ บัตรเครดิต ซื้อตั๋วรถ ค่าน้ำ ค่าไฟ จึงอาจขออนุญาตยืมชื่อวิธีเลี้ยงไก่สมัยใหม่ที่ชาวบ้านนิยมเรียกว่า “ไก่ซีพี” มาตั้งชื่อคนไทยอนาคตว่าคือ “คนไทยซีพี” ซึ่งก็น่าจะให้ภาพใกล้เคียง นี่เป็นปัญหาใหญ่กว่าวิกฤติทางการเมืองอย่างชัดเจน” นายธีรยุทธกล่าวนักวิชาการด้านสังคมฯกล่าวต่อว่า ส่วนด้านเศรษฐกิจที่ทุ่มเทกับโครงการยักษ์ และ 4.0 มากเกินไป โดยเราทุ่มตัวเข้าสู่ 4.0 อย่างบ้าคลั่ง ทั้งที่ความไม่พร้อมในเรื่องอุตสาหกรรม 4.0 หรือเศรษฐกิจ 4.0 นโยบาย 4.0 มีข้อดีในส่วนกระตุ้นให้ภาคธุรกิจ สังคมตื่นตัว ปรับตัวต่อผลกระทบของเศรษฐกิจแบบรื้อสร้าง แต่มีหลายประเด็นที่ควรวิจารณ์ เช่น นโยบายสมาร์ทต่างๆเกือบทั้งหมดของรัฐบาลไม่ได้ผลจริง เพราะข้าราชการใช้ความรู้แบบขาดวิ่น ตั้งเป้าหมายเกินจริง อุปกรณ์คุณภาพต่ำ ล้าสมัย เป็นเพียงผักชี โรยหน้า สักแต่ให้เกิดโครงการขึ้นเท่านั้น อีกทั้งรัฐบาลเสนอให้อีอีซีเกือบเป็นดินแดนอิสระที่มีอิสรภาพด้านการใช้เงินตราของตัวเอง การเช่าที่ดินได้ 100 ปี ที่นายทุนถือครองที่ดินไว้เต็มที่ ได้ประโยชน์จากการก่อสร้าง อสังหาริมทรัพย์ นิคมอุตสาหกรรม ห้างสรรพสินค้า ดิวตี้ฟรี ด้านรถไฟฟ้า ท่าเรือ สนามบิน โลจิสติกส์ คนกลุ่มอื่นยังไม่ได้รับประโยชน์ อนาคตจะเป็นอย่างไรยังต้องรอกันต่อไป แต่โดยภาพรวมชนชั้นล่างถูกแรงบีบจากแรงงานต่างชาติ ส่วนคนชั้นกลางส่วนมากขาดทักษะฝีมือทำงานในด้านสะเต็ม การศึกษาที่ได้รับไม่มีคุณภาพเพียงพอที่จะรองรับเศรษฐกิจดิจิทัล มีการแข่งขันจากบุคลากรที่มีคุณภาพดีกว่าจากเวียดนาม สิงคโปร์ มาเลเซีย ดังนั้น คำขวัญรัฐบาลที่ว่า “เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลังแม้แต่คนเดียว” ที่จริงแล้วเป็นการก้าวเดินไปเฉพาะอภิสิทธิ์ชนกลุ่มเล็กๆเท่านั้น คนส่วนใหญ่อาจถูกทิ้งไว้ข้างหลัง นายธีรยุทธกล่าวว่า รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์โฟกัสการพัฒนาผิดจุด ที่ทุ่มสุดตัวให้เป็น 4.0 จะเป็นประโยชน์กว่าไหมถ้ารัฐบาลเฉลี่ยเป้าหมายเลือกเศรษฐกิจ 1.0 เกษตรกรรม 2.0 อุตสาหกรรมธรรมดา ที่ยังมีคุณค่า มีความจำเป็นก็ดำรงไว้ ส่วนจะก้าวเป็น 3.0 โรงงานที่มีออโตชันเต็มที่ หรือ 4.0 ก็เลือกทำอย่างเข้าใจและมั่นใจ พร้อมเปลี่ยนเศรษฐกิจบริการ ที่อาศัยแรงงานมาให้บริการขายผลผลิตชั้นต้น ให้เป็นเศรษฐกิจบริการ ที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะ เทคโนโลยีเฉพาะ หรือนวัตกรรมใหม่ๆ ส่วนเรื่องที่พึงทำ อาทิ ไทยมีวัฒนธรรมน้ำใจ สามารถสร้างเป็นอุตสาหกรรมน้ำใจ ทั้งด้านสุขภาพ ความรู้ เช่น การดูแลผู้สูงอายุ การแพทย์ พยาบาล ยังไม่นับรวมด้านท่องเที่ยว ไทยได้เปรียบ เพราะมีพื้นที่ต่างๆ เป็นภาพลักษณ์ภาพตัวแทน เช่น ตัวแทนชุมชนจีนที่เยาวราช เราสามารถสร้างพื้นที่เหล่านี้ได้อีกมาก พร้อมยกระดับบุคลากรให้เป็นผู้ประกอบการสตาร์ตอัพของอุตสาหกรรมวัฒนธรรม คำถามคือรัฐบาลทุ่มเทงบประมาณ 5-6 ล้านล้านบาท เพื่อสนับสนุนกลุ่มธุรกิจอย่างเต็มที่ เหตุใดไม่ทุ่มเทแบบเดียวกันหรือสักครึ่งหนึ่งแก่ธุรกิจที่เป็นรายได้หลักของประเทศ ให้เป็นเศรษฐกิจชั้นนำนักวิชาการชื่อดังกล่าวอีกว่า ส่วนด้านสังคม ที่มีคนรวย 1 เปอร์เซ็นต์รวยล้นฟ้า คนจนท่วมประเทศ รวยกระจุก จนกระจาย กลางกระจ้อนนั้น 20 ปีหลังวิกฤติเศรษฐกิจ เรามีความเหลื่อมล้ำสูง ปัจจุบันมีแต่ชนชั้นกลาง-บนคือคนทำงานด้านการเงิน ครีเอทีฟ หรืออาชีพหมอ วิศวกร ส่วนชั้นกลาง-กลาง ยุบตัวลงไปเป็นชั้นกลางล่าง ทับซ้อนกับชนชั้นล่างที่ขยายตัวขึ้นบน สังคมไทยปัจจุบันมีโครงสร้างเพียงสองชนชั้นครึ่ง ต้องเปลี่ยนคำขวัญเป็น “รวยกระจุก จนกระจาย กลางกระจ้อนที่แปลว่าไม่โต แคระแกร็น” ด้านการคอร์รัปชันขยายไปทุกระดับ ขยายลงสู่รากหญ้า สาเหตุน่าจะเกิดจากโรคระบาดทางคุณธรรม คนรวยโกงได้ คนชั้นกลางคนชั้นล่างก็โกงได้ รวมถึง แรงบีบคั้นความเหลื่อมล้ำทางรายได้ที่เพิ่มขึ้น ชาวบ้าน ระดับล่างจึงต้องกดดันเรียกร้องให้ ส.ส. รัฐบาล จัดนโยบายประชานิยม ส่วนชนชั้นกลาง ข้าราชการจำเป็นต้องรักษาสถานะชีวิตแบบเดิม จึงต้องหันเข้าหาคอร์รัปชัน เกิดความนิยมสร้างเครือข่ายในแนวราบ เพื่อสร้างคอนเนกชัน เพิ่มอำนาจต่อรองกับชนชั้นสูงซึ่งมีเครือข่ายสังคมและเศรษฐกิจพร้อมอยู่แล้ว นำไปสู่ การคอร์รัปชันแบบใหม่ คือ คอร์รัปชันคอนเนกชันในที่สุด ส่วนคนจนไทยที่ยังจนอัตลักษณ์ รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ หรือรัฐบาลหน้าต้องปฏิรูปแบกะดินบ้างนายธีรยุทธกล่าวว่า ส่วนอนาคตการเมือง ประชาธิปไตยอิทธิพลใต้อำนาจกลุ่มทุนใหญ่นั้น 1.มองวิกฤติการเมืองใหม่ เกิดความพยายามของกลุ่มทุนใหญ่ผูกขาดที่จะสถาปนาอำนาจของตนเอง ช่วง 10 กว่าปีที่บ้านเมืองวุ่นวาย มีการก่อตัวของกลุ่มทุนใหญ่ขึ้นประมาณเกือบ 10 กลุ่ม มีอิทธิพลครอบงำภาคเศรษฐกิจสำคัญๆไว้ได้เกือบทั้งหมด กลุ่มทุนอิทธิพลใหญ่นี้มักเกิดขึ้นในประเทศที่มีการพัฒนาทุนนิยมรวดเร็ว และมักเข้าไปมีอิทธิพลครอบงำการเมือง ดัชนีอำนาจเงินที่จะโน้มน้าว จูงใจ บังคับให้รัฐ พรรคการเมือง ข้าราชการ สื่อ สังคม ผู้บริโภค คล้อยตาม 2.คสช.ตั้งใจสืบทอดอำนาจมานานแล้ว ตั้งแต่ล้ม “รัฐธรรมนูญฉบับบวรศักดิ์มาเป็นร่างฉบับมีชัย” ให้พรรคการเมืองมีสิทธิเสนอชื่อคนนอกที่ไม่ใช่ ส.ส. หรือปาร์ตี้ลิสต์ เพิ่มทั้งจำนวนและอำนาจ ส.ว. ตั้งโดยทหาร 250 คนมีสิทธิเลือกนายกรัฐมนตรี การดึงกลุ่มการเมือง “ยี้-มาร” มารวมเป็นพรรคพลังประชารัฐ โดยไม่กังวลเสียงวิจารณ์ เป็นการการันตีเกือบ 100 เปอร์เซ็นต์ ว่า พล.อ.ประยุทธ์จะเป็นนายกฯต่อไปนายธีรยุทธกล่าวว่า ถ้าจะหาคำอธิบายที่ไม่ใช่ทหารอยากอยู่ในอำนาจ อยากมีผลประโยชน์ ต้องมองเชิงอุดมการณ์ของชนชั้นนำไทย ที่ปัจจุบันคืออุดมการณ์เสรีนิยมทางเศรษฐกิจ กับอนุรักษ์ทางการเมืองสุดขั้ว ในทางนโยบายคือ “รัฐเข้มแข็ง ตลาดเติบโต” คือทำให้การเมืองอ่อนแอ สังคม ชุมชนอ่อนแอ ไม่ออกมาคัดค้านเสรีภาพของกลุ่มธุรกิจ เพราะความเชื่อว่าถ้าทหารกำกับการเมืองให้มั่นคง ไม่สนใจการกระจายอำนาจ เน้นความเป็นเอกภาพและความเข้มแข็งของรัฐ แล้วปล่อยให้กลุ่มธุรกิจอิทธิพลใหญ่มีเสรีภาพขยายธุรกิจเต็มที่ ไม่ต้องไปสกัดกั้น ก็พอเพียงทำให้ประเทศมั่นคง เศรษฐกิจก้าวหน้าไปได้ การเมืองไทยในอนาคตจึงเป็นประชาธิปไตยใต้อิทธิพลของทหาร ข้าราชการ ชนชั้นนำทางความคิด และกลุ่มทุนใหญ่ ที่มีโอกาสพัฒนาเป็นการเมืองใต้เงื้อมมือทุนอิทธิพลในที่สุดนายธีรยุทธกล่าวต่อว่า 3.พล.อ.ประยุทธ์คงจัดตั้งรัฐบาลหน้าขึ้นได้ แต่ความชอบธรรมจะต่ำ เพราะรูปแบบการประสานประโยชน์ระหว่างพลังทหาร ข้าราชการ กลุ่มอนุรักษ์ และกลุ่มทุนใหญ่ ปรากฏชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ คสช.ทำลายความน่าเชื่อถือขององค์กรอิสระ เช่น ป.ป.ช. กกต. ปิดกั้นการตรวจสอบ พฤติกรรมเลือกตั้งก็ไม่ต่างจากระบอบทักษิณในอดีต ที่เอารัดเอาเปรียบก่อนเลือกตั้ง เช่น ดิสเครดิตนัก การเมืองฝ่ายตรงข้ามโดยอำนาจรัฐประหารที่ตนมี จับกุม ดำเนินคดี หรือเรียกมาอบรม ไปจนถึงการแจกเงินคนจน คนแก่ ข้าราชการ ชาวไร่ ชาวสวน บัตรเครดิตคนจน แจกซิมฟรี อินเตอร์เน็ตฟรี ลดภาษี ช็อปช่วยชาติ ขึ้นรถไฟฟ้าฟรี รูปแบบการเลือกตั้งปี 2562 คือการประมูลสัมปทานคะแนนเสียงเป็นรัฐบาล คล้ายการเลือกตั้งปี 2542 ที่พรรคทักษิณพัฒนาจากการซื้อเสียงธรรมดา มาเป็นการประมูลสัมปทานเพื่อจัดตั้งรัฐบาล โดยใช้ “ประชานิยม” ประมูลเสียงจากชาวบ้านอย่างได้ผล ได้รับการต่ออายุสัมปทานซ้ำหลายรอบ การเลือกตั้งครั้งนี้ดูจากพฤติกรรมของพรรคพลังประชารัฐ บ่งว่าจะซ้ำรอยการประมูลสัมปทานเสียงเช่นกัน นายธีรยุทธกล่าวอีกว่า ต้องวิงวอน พล.อ.ประยุทธ์ กองทัพ และนายทหารที่มีวิจารณญาณ ช่วยระงับไม่ให้ฝ่ายต่างๆ ใช้อภินิหารกฎหมายหรืออำนาจอื่น จนถึงขั้นมีเสียงกล่าวหาว่าเป็น “การเลือกตั้งสกปรก” หรือ “โกงการเลือกตั้ง” แบบเดียวกับสมัยเผด็จการทหารปี 2500 ความชอบธรรมต่ำแม้จะชนะการเลือกตั้ง ก็ต้องเจอปัญหารุมเร้าตั้งแต่เริ่มต้น ต้องเปลี่ยนระบบคิดแบบทหาร หรือยังหลงคิดว่าตนเองเป็นรัฏฐาธิปัตย์ มีสิทธิชอบธรรมทุกประการ มายอมรับความจริงของโลกปัจจุบัน ที่มีพลังมีความคิดที่หลากหลาย ต้องมีการปรึกษาหารือ ปรองดอง และแก้ไขกฎหมายต่างๆให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น จึงจะมีโอกาสเป็นรัฐบาลที่ได้รับการยอมรับบทบาทการบริหารประเทศไปได้นายธีรยุทธกล่าวว่า ส่วนการสร้างอนาคตการเมืองที่ดีขึ้น การเมืองไทยมีโอกาสดีขึ้น เพราะมีแนวโน้มจะมีหลายฝ่าย ทั้งเอกชน ธุรกิจ บุคคล กลุ่ม พรรค สถาบันต่างๆ ก้าวออกมารับผิดชอบบ้านเมืองด้วยตัวเอง โดยไม่หวังรอตัวบุคคลหรือกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งอีกต่อไป แต่ยิ่งพูดเรื่องปรองดอง ยิ่งห่างความปรองดอง การเมืองไทยกำลังก้าวเข้าสู่ภาวะปกติ วาทกรรมสามัคคีปรองดองมักใช้ในยามที่บ้านเมืองเกิดปัญหา แต่ถ้าใช้มากเกินไปโดยไม่เสนอให้ชัดเจนว่าประชาชนควรร่วมแก้ปัญหาประเทศอย่างไร อาจเป็นเครื่องมือของฝ่ายกุมอำนาจที่อยากอยู่ในอำนาจต่อ กระบวนการเลือกตั้งที่กำลังดำเนินอยู่ จะช่วยสร้างภาวะความแตกต่างอย่างปกตินี้ ความขัดแย้งเหลือง-แดง กปปส. ปัจจุบันถือเป็นภาวะปกติ ไม่จำเป็นต้องเรียกร้องให้แต่ละฝ่ายเปลี่ยนจุดยืนอุดมการณ์ เพราะเวลาและสถานการณ์จะช่วยให้ปรับตัวให้ระบอบการเมืองดำเนินไปได้ตามสภาพเหมือนเดิม ทั้งพรรคประชาธิปัตย์ เพื่อไทย จะไม่มีใครใช้วาทกรรมหรือนโยบายสุดขั้วมาหาเสียง ต้องหาแง่มุมวิจารณ์ผลงาน พล.อ.ประยุทธ์ และสิ่งใหม่ที่จะให้กับสังคมและประชาชนนายธีรยุทธกล่าวว่า มิติการเมืองใหม่จะประกอบด้วย 1.โซเชียลมีเดีย 2.ปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ 3.การขยายตัวพลังบวกของจิตอาสา และ 4.การแตกตัวของ “เพื่อไทย” การเกิดโซเชียลมีเดีย เครือข่ายสังคมออนไลน์มีพลังทำให้องค์กรปกครองท้องถิ่น ตำรวจ ราชการ และรัฐบาล สนองตอบในหลากหลายประเด็น จึงเป็นความหวังในการปฏิรูปบางด้าน และการต่อต้านคอร์รัปชันอย่างค่อยเป็นค่อยไป ส่วนปรากฏการณ์คนรุ่นใหม่ก็ต่อรองให้เกิดอัตลักษณ์และพื้นที่ของตัวเองในพรรคใหญ่ ถึงขั้นตั้งพรรคตัวเองได้ สอดคล้องความต้องการของสังคมที่ต้องการสิ่งใหม่ หรือปฏิเสธวัฒนธรรมอำนาจการเมืองแนวตั้ง ให้เป็นความสัมพันธ์แนวราบที่เท่าเทียมกัน ส่วนพลังบวกของจิตอาสา เป็นพลังของคนไทยที่ยุคสมัยนี้มีความเป็นปัจเจกชน ต้องการทำดีตามที่ตัวเองชอบ ถ้าทุกฝ่ายช่วยกันผลักดัน พลังนี้ก็อาจกลายเป็นพลังสำคัญหนึ่งของสังคมไทยที่จะปฏิรูปตนเองได้นายธีรยุทธกล่าวทิ้งท้ายว่า ส่วนการแต่งตัวของพรรคเพื่อไทย เป็นปรากฏการณ์ที่ควรศึกษา เพราะมีฐานเสียงที่หนักแน่นกว้างขวางกว่าพรรคอื่นมาได้เกือบ 2 ทศวรรษ แต่ขณะนี้เพื่อไทยแตกออกเป็นหลายพรรคย่อย มีกลุ่มการเมืองที่การตัดสินใจเป็นอิสระมากขึ้น การขึ้นอยู่กับตัวบุคคลและบางครอบครัวลดลง ถ้าพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ และทุกพรรค พัฒนานโยบายให้สร้างสรรค์ที่คนส่วนใหญ่เห็นพ้องด้วย เว้นวาทกรรมเกลียดชังสุดขั้ว จะทำให้การเลือกตั้งเดินไปด้วยดี มีโอกาสร่วมมือกันแก้รัฐธรรมนูญ แก้กฎหมายให้เป็นประชาธิปไตยมากขึ้น ถ้าทำโดยร่วมกันแสดงเหตุผลที่เหนือกว่า ก็อาจทำได้สำเร็จโดยไม่ต้องเผชิญหน้าแบบปะทะรุนแรงกับฝ่ายทหารอีก