ลั่นไม่มีการบังคับ เพจอวยหน้าแตก โหวตซํ้า-ไม่เอา ‘ตู่’รวมพลังประชาชาติไทยของ “เทือก” หงอย “ลูกหมี” ลูกน้องคนสนิทยังทิ้งลูกพี่ ขอปักหลักอยู่ ปชป.ลั่นไม่มีการบังคับกันขนาด “เอกนัฏ” ยังไม่ไป “บัญญัติ” รับอาจกระทบฐานในภาคใต้บ้าง แต่เรื่องแบบนี้ผ่านมาเยอะ เตือนคนที่มาด้วยอำนาจจะถูกล้มด้วยอำนาจ จี้ คสช.อย่าเอาเปรียบเพื่อน “ภูมิธรรม” อ้าแขนรับก๊วน กปปส.กลับสู่กติกา “วรชัย” เย้ยได้เต็มที่ 5-6 เสียง เพจอวยหน้าแตกเปิดโหวตรอบสอง “บิ๊กตู่” ยังโดนเทกระหน่ำ “ไชยันต์” บอกได้กลิ่นรัฐบาลแห่งชาติ มีสิทธิ์ดีล 2 พรรคใหญ่ร่วมทีมยังคงเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ถึงการจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตแกนนำ กปปส. อยู่เบื้องหลัง แต่อดีตแกนนำกปปส.หลายคนกลับไม่ยอมมาร่วมหอลงโรงด้วย ล่าสุดนายจุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร และแกนนำกปปส. ออกมายืนยันอีกคนว่าจะปักหลักอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ต่อไป ยก “เสนีย์” นัก ปชต.ตัวจริงเมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 26 พ.ค. ที่คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) นายบัญญัติ บรรทัดฐาน กรรมการสภาที่ปรึกษาและอดีตหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ กล่าวปาฐกถาหัวข้อ “วิสัยทัศน์ของ ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ในมุมมองของคุณบัญญัติ บรรทัดฐาน” ในงานรำลึก ม.ร.ว.เสนีย์ ปราโมช ว่า การเลือกตั้งและการจัดตั้งรัฐบาลในสมัย ม.ร.ว.เสนีย์ เป็นไปด้วยความทุลักทุเล มีการต่อรองมาก เพราะ ม.ร.ว.เสนีย์ไม่ยอมดูดพรรคใดกลัวรัฐบาลดูมัวซัว ถือเป็นวิสัยทัศน์ทางการเมืองที่อยากย้ำกับทุกคน สมัยนั้นบรรยากาศการเมืองมีความสับสนอลเวง แต่ ม.ร.ว.เสนีย์ย้ำว่า การเป็นรัฐบาลสิ่งสำคัญอย่าปล่อยให้คนไทยฆ่ากันเอง ม.ร.ว.เสนีย์เป็นนักประชาธิปไตยที่ยึดหลักการนี้มาตลอด ขณะที่สังคมทุกวันนี้ผู้นำไม่จำเป็นต้องถึงขนาดตายเพื่อชาติ หรือเสียสละชีวิต เพียงแต่ควรทำในสิ่งที่ควรทำ อะไรที่เป็นข้อครหานินทาหรือดูไม่ดี ก็อย่าทำ สังคมไทยจะเดินไปข้างหน้าได้ดีอำนาจต้องถูกล้มด้วยอำนาจนายบัญญัติกล่าวว่า ม.ร.ว.เสนีย์มองการปกครองบ้านเมือง 3 วิธี คือ อำนาจ อามิส และอุดมการณ์ การเมืองที่มาด้วยอำนาจจะถูกโค่นล้มไปด้วยอำนาจ การเมืองที่มาด้วยอำนาจ และถูกล้มด้วยอำนาจ เห็นปรากฏการณ์แบบนี้ 6-7 ครั้ง การล้มอำนาจด้วยอำนาจ เป็นเพราะใช้อำนาจทำลายตัวเอง มีอำนาจมากก็ใช้มาก คลั่งอำนาจ สุดท้ายเมื่อสังคมรู้ทันก็แพ้ภัยตัวเองไปไม่รอดประวัติศาสตร์แสดงให้เห็นว่าอำนาจประชาชนล้มไปหลายคณะแล้ว ส่วนอามิสใช้ไปย่อมมีวันหมด จึงมีอุดมการณ์เท่านั้นที่ยั่งยืน ต้องยึดอุดมการณ์ตามระบอบประชาธิปไตย และอุดมคติบนความเท่าเทียมตามกระบวนการประชาธิปไตย ไม่ใช่เออเอง แล้วทำทุกอย่างให้เบ็ดเสร็จรับพรรค “เทือก” กระทบ ปชป.นายบัญญัติให้สัมภาษณ์เพิ่มเติม ถึงการจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย (รปช.) ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำ กปปส. เป็นที่ปรึกษาพรรคดังกล่าวว่า เรื่องนี้ยังไม่ชัดเจน เพราะนายสุเทพปฏิเสธว่าไม่เกี่ยวข้อง การมีพรรคเกิดใหม่เป็นเรื่องธรรมดา มาเป็นตัวเลือกของประชาชน วันนี้ประชาชนรู้อะไรมากขึ้น จะสนับสนุนพรรคใดเขามีเหตุผล คิดว่ามีบ้างที่จะกระทบฐานเสียงในภาคใต้ แต่เราเคยชินกับเรื่องทำนองนี้ เมื่อมีพรรคใหม่เกิดขึ้นจะมีการแย่งฐานคะแนนเสียงแบบนี้ เมื่อถามว่า การตั้งพรรคดังกล่าวเพื่อสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายกฯต่อ นายบัญญัติตอบว่า ช่วงแรกมีท่าทีชัดเจนว่าจะสนับสนุน แต่ช่วงหลังๆพูดเรื่องนี้น้อยลง อาจเป็นเพราะหนักอกหนักใจ เพราะช่วงหลัง พล.อ.ประยุทธ์ทำอะไรไม่ค่อยเข้าตา แต่ยังมีเวลาดูอีกระยะหนึ่งดักคออย่าขยับโรดแม็ปอีกนายบัญญัติกล่าวอีกว่า ส่วนผลงาน 4 ปีของรัฐบาล คสช. ต้องให้ความเป็นธรรม ที่ผ่านมา พล.อ.ประยุทธ์ทำงานหนักพอสมควร หลายเรื่องเป็นมรรคเป็นผล แต่บางเรื่องที่เป็นความหวังของประชาชน เช่น ปราบคอร์รัปชัน การปฏิรูป และสร้างความปรองดอง ถ้าให้พูดตรงไปตรงมายังไม่สำเร็จ โดยเฉพาะปรองดองที่มีความแตกแยกมากขึ้น น่าเป็นห่วง ส่วนการยืนยันว่าการเลือกตั้งว่าจะเกิดขึ้นในเดือน ก.พ.2562 นั้น ถ้าเลื่อนอีกก็ไปกันใหญ่ จะลำบาก เพราะเลื่อนมา 3-4 ครั้ง เสียรังวัดมามากแล้ว ถ้าเลื่อนนิดเลื่อนหน่อยต้องมีเหตุผล การที่คนออกมาเรียกร้องท่านไม่ควรไปตำหนิเขา แต่ถ้าติดขัดในกระบวนการกฎหมายรัฐบาลมีมาตรา 44 ไว้แก้ไขข้อขัดข้องทางเทคนิคสามารถใช้มาตรา 44 จัดการเลือกตั้งได้ สังคมก็รับได้ การเมืองจะนิ่ง แต่ขณะนี้มันติดล็อกหลายล็อกทำให้พรรคการเมืองมีอุปสรรค การเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยควรอยู่บนพื้นฐานความเข้าใจของประชาชน ถ้าไม่เปิดโอกาสให้พรรคการเมืองสร้างความเข้าใจกับประชาชน การเลือกตั้งจะไม่ดีเท่าที่ควรจี้ คสช.อย่าเอาเปรียบเพื่อนผู้สื่อข่าวถามว่า รัฐบาล คสช.เตรียมตั้งพรรค การเมือง ปูทางให้ พล.อ.ประยุทธ์ นายบัญญัติ ตอบว่า เป็นเรื่องธรรมดาถ้ารัฐบาล คสช.จะลงเลือกตั้ง ก็ต้องเปิดกว้างให้พรรคการเมืองเท่าเทียมกัน เป็นเรื่องสำคัญมาก สังคมไทยต้องพูดกันตรงๆจะพูดง่าย แต่ถ้าเอารัดเอาเปรียบกัน บางทีเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ แล้วการปรองดองที่เป็นวัตถุประสงค์สำคัญจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย เมื่อถามย้ำว่าผู้มีอำนาจเริ่มดูด ส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ จะกระทบต่อพรรคหรือไม่ นายบัญญัติตอบว่า คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดา พรรคเรามีคนเข้าออกเรื่อย อาจกระทบบ้าง ต้องแก้ไขกันไป ไม่มีอะไรราบเรียบไปหมด ถ้าราบเรียบก็ไม่ใช่การเมือง “ลูกหมี” ทิ้งลูกพี่ปักหลัก ปชป.นายชุมพล จุลใส อดีต ส.ส.ชุมพร พรรคประชาธิปัตย์ และแกนนำ กปปส. กล่าวว่า แม้ กปปส.จะจัดตั้งพรรค รปช. แต่ตนยังยืนยันอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ และบอกกับประชาชนในพื้นที่แล้ว ส่วนนายสุเทพ เทือกสุบรรณ อดีตเลขา กปปส. ไม่ได้บังคับ ให้สิทธิทุกคนตั้งแต่เมื่อครั้งการชุมนุม กปปส. จบลง จะกลับหรือไม่กลับพรรคก็ได้ นายสุเทพไม่ได้มาชักชวน หรือบังคับว่าจะต้องไปอยู่ด้วย แม้แต่นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ อดีตโฆษก กปปส. บุตรบุญธรรมนายสุเทพยังอยู่กับพรรคประชาธิปัตย์ หากเห็นนายเอกนัฏย้ายพรรค ก็ถือเป็นการบังคับแล้ว ส่วนนายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ อดีตแกนนำ กปปส.อีกคน ตอนนี้ยัง 50-50 อยู่ที่จะตัดสินใจอย่างไร การที่นายสุเทพตั้งพรรคการเมืองไม่ถือว่าผิดอะไร เพราะไม่ได้รับตำแหน่งอะไร เป็นเพียงให้คำปรึกษา เพราะทำพรรคเพื่อสานต่อการปฏิรูป แต่หากมารับตำแหน่งถึงจะถือว่าผิดคำที่ไห้ไว้ ส่วนตัวกับนายสุเทพยังรักกันดี ไม่มีปัญหาอะไร พท.รับก๊วน กปปส.กลับสู่กติกาด้านนายภูมิธรรม เวชยชัย รักษาการเลขาธิการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ยินดีต้อนรับการเข้าสู่ระบบของกลุ่มการเมือง ที่มีนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เป็นที่ปรึกษาจัดตั้งพรรครวมพลังประชาชาติไทย แต่ต้องเข้ามาแบบยอมรับกติกา ไม่ใช่เอาตัวเองเป็นใหญ่เหมือนที่ผ่านมา ส่วนเมื่อถึงการเลือกตั้งแล้ว กลุ่มหรือพรรคเหล่านี้จะได้รับการยอมรับมากน้อยแค่ไหน ประชาชนจะเป็นผู้ตัดสินใจ ในส่วนของพรรคเพื่อไทยไม่ได้รู้สึกหนักใจอะไร เชื่อว่าประชาชนมีความรู้สึกนึกคิดว่าที่ผ่านมาแต่ละพรรคการเมืองเป็นอย่างไร เมื่อการเลือกตั้งมาถึงเชื่อว่าประชาชนจะเลือกพรรคการเมืองที่ยืนเคียงข้างประชาชน และระบอบประชาธิปไตย เปิดโอกาสให้ประชาชนมีส่วนร่วม รวมทั้งกำหนดนโยบายที่ตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดีที่สุด “วรชัย” เย้ยได้เต็มที่ 5—6 เสียงนายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.สมุทรปราการพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า แม้นายทวีศักดิ์ ณ ตะกั่วทุ่ง ทนายความนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นนอมินีใคร แต่เห็นชื่อผู้ร่วมก่อตั้งพรรคแล้วมองเป็นอย่างอื่นไม่ได้ ปัญหาอยู่ที่จะส่งผู้สมัครได้ทั้ง 350 เขตหรือไม่ เพราะต้องทำไพรมารีโหวตทุกจังหวัด ตรงนี้จะส่งผลถึงคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ของพรรค ตอนที่ กปปส.ชุมนุม ผู้ชุมนุมส่วนใหญ่เป็นฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ และคนเหล่านี้ยังนิยมในตัวพรรค ไม่ใช่ตัวนายสุเทพ ถามว่าคนภาคใต้ตอนนี้ชอบนายสุเทพสักกี่คน ตอนจัดชุมนุมขนพวกเขามา แต่ตอนราคายางตกต่ำไม่มีใครไปช่วยเหลือ การตั้งพรรคของนายสุเทพชัดเจนว่าต้องการสนับสนุน พล.อ.ประยุทธ์ แต่ถึงอย่างไรก็ไม่สามารถเจาะฐานเสียงพรรคประชาธิปัตย์ได้ อย่างมากได้ ส.ส.ในภาคใต้ไม่เกิน 3 คน รวมปาร์ตี้ลิสต์อีก 3 คน รวมแล้วคงได้คะแนนเสียง ส.ส.ไม่เกิน 5-6 คนเพจอวยหน้าแตก “บิ๊กตู่” โดนเทผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อช่วงดึกของคืนวันที่ 25 พ.ค. เพจเฟซบุ๊ก “ขอล้าน Like สนับสนุนให้ พลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา เป็นนายก” ซึ่งเป็นเพจสนับสนุนผลงานของรัฐบาล คสช. ได้โพสต์ข้อความระบุว่า ครบรอบ 4 ปี คสช. คุณยังสนับสนุนพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา ให้บริหารบ้านเมืองต่อหรือไม่ พร้อมลงสัญลักษณ์เครื่องหมายถูกสีเขียวให้คนกดสนับสนุน และกากบาทสีแดงสำหรับโหวตไม่สนับสนุน กระทั่งเวลา 17.30 น. วันที่ 26 พ.ค. มีผู้เข้ามาร่วมโหวตประมาณ 2.6 แสนโหวต ปรากฏว่ามีผู้โหวตไม่สนับสนุนถึง 94% มีผู้โหวตสนับสนุนเพียง 6% เท่านั้น ทั้งนี้ เพจเฟซบุ๊กดังกล่าวมีผู้กดถูกใจประมาณ 4.4 พันคนผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การเปิดให้โหวตครั้งนี้ถือเป็นรอบที่ 2 แล้ว ก่อนหน้านี้ที่ทำโหวตครั้งแรก ก็มีผู้เข้ามาโหวตไม่สนับสนุนในระดับที่เกือบเท่ากัน โดยในช่วงที่เปิดให้แสดงความคิดเห็นท้ายเพจ มีผู้แคปภาพผลการโหวตครั้งที่ 1 มาลงประกอบไว้ด้วย “ไชยันต์” ได้กลิ่นรัฐบาลแห่งชาติวันเดียวกัน นายไชยันต์ ไชยพร อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ให้สัมภาษณ์ถึงสถานการณ์ที่รุมเร้ารัฐบาล คสช. ท่ามกลางกระแสการตั้งรัฐบาลแห่งชาติ นำพาประเทศออกจากวิกฤติ ว่า ปรากฏการณ์ดึงตระกูลคุณปลื้มเข้าร่วมรัฐบาล การตั้งนายวีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เป็น รมว.การท่องเที่ยวฯ หรือกรณีตั้งนายสกลธี ภัททิยกุล เป็นรองผู้ว่าฯ กทม. หลายคนมองว่าดึงเข้ามาเพื่อทำข้อตกลงว่า หลังเลือกตั้งจะสนับสนุนตั้งรัฐบาลร่วม ส่วนตัวคิดว่าดีลนี้เป็นไปไม่ได้ การดูดอดีต ส.ส.ไม่คิดไกลถึงขนาดหลังเลือกตั้ง คิดแค่ก่อนการเลือกตั้งจะดึงพรรคขนาดกลางทั้งหมด เพื่อปล่อยให้ 2 พรรคใหญ่ถูกโดดเดี่ยว เพราะเป็นคู่ขัดแย้ง พรรคขนาดกลางไปไหนก็ได้ เพื่อไม่ให้เกิดทางตันทางการเมือง ดังนั้น มีโอกาสเป็นไปได้ว่าการดึงอดีต ส.ส.ของพรรคต่างๆ ถึงจุดหนึ่งถ้ามีปัญหารุมเร้า การเลือกตั้งไม่ชัดเจนจะเกิดขึ้นเมื่อไหร่ และยังมีม็อบมาเยอะ ก็ตั้งรัฐบาลแห่งชาติ โดยมีพรรคขนาดกลาง พรรคขนาดเล็ก และอาจดึงสมาชิกพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ระดับกลางจำนวนหนึ่งเข้าร่วมมีสิทธิ์ดีล 2 พรรคใหญ่ร่วมทีม“รัฐบาลไม่ได้ปิดกั้น ถามว่า พรรคขนาดกลางที่โดนดึงเข้าร่วมรัฐบาล และได้ตำแหน่ง เขาอยากเลือกตั้งหรือไม่ คนที่เคยเป็นอดีตนักการเมืองมาอยู่ตรงนี้ไม่ค่อยสนใจการเลือกตั้งเท่าไหร่ ถ้าเป็นนักการเมืองระดับกลางๆลงมา ไม่ใช่ระดับกลางๆ ขึ้นไป ทั้งพรรคเพื่อไทย พรรคประชาธิปัตย์ ต่อให้พรรคของตัวเองชนะเลือกตั้ง โอกาสที่จะมีตำแหน่งยังน้อย ได้เป็นเพียง ส.ส. แต่ถ้าดึงมาอยู่กับรัฐบาลเพื่อเป็นรัฐบาลแห่งชาติ แล้วได้ตำแหน่ง การเลือกตั้งอาจชะลอออกไปได้อีก ถ้าดีลนี้สำเร็จ นักการเมืองที่จะไปแบ็กอัพกลุ่มอยากเลือกตั้งก็น้อย” นายไชยันต์กล่าว “ปณิธาน” โต้ใช้อำนาจหนักข้อนายปณิธาน วัฒนายากร ที่ปรึกษา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงเสียงวิพากษ์วิจารณ์การใช้อำนาจของ คสช. หลังทำงานครบ 4 ปีว่า การใช้อำนาจของ คสช.ต้องดูเป็นกรณีไป ภาพรวม 4 ปี คสช. ชัดเจนว่าไม่มีคณะรัฐประหารชุดไหนอยู่ได้นานเท่านี้ ตั้งแต่หลังยุคจอมพลถนอม กิตติขจร 4 ปีที่ผ่านมาคิดว่าคนทั่วไปไม่ได้รู้สึกว่าใช้อำนาจมากเกินไป หรืออยู่ยากลำบาก ทุกอย่างเรียบร้อยดี เพราะถ้าใช้อำนาจเข้มข้นเกินไปโดยธรรมชาติคนต่อต้านอยู่แล้ว แต่ถ้าเหมาะสมพอดีๆ คนรับได้ ดังนั้น 4 ปีเป็นเครื่องยืนยันในระดับหนึ่ง โดยเฉพาะอำนาจทางการเมือง ส่วนอำนาจมาตรา 44 ในเรื่องเศรษฐกิจและสังคมคนละประเด็น เรื่องการเมืองบางเรื่อง หาก คสช.รู้สึกกระทบต่อสถานการณ์โดยรวม กระทบต่อรัฐบาลอย่างไม่เป็นธรรม ต้องเข้าไปใช้อำนาจตรงนั้น ถ้าตั้งโต๊ะด่าเขาแบบไม่มีชิ้นดี ทหารเขาก็อยู่ลำบาก เพราะไม่มีชมเลย และ คสช.ต้องพิสูจน์ตัวเองห้ามแบบนี้ทุกฝ่าย “ประจิน” สาวหาคนบิดเบือนข้อมูลอีกเรื่อง พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.ยุติธรรม ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) กล่าวถึงการติดตามเพจบิดเบือนคำพูดนายกฯ จนสร้างความสับสนในสังคมว่า ช่วง 1 สัปดาห์ที่ผ่านมามีการเผยแพร่ข้อมูลที่ไม่เป็นความจริงมากขึ้น เริ่มผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ การวิพากษ์วิจารณ์อะไรขออย่าให้เกินเลยจนเป็นการละเมิดใคร อยากให้ผู้รับสารตรวจสอบข้อมูลด้วย ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ที่เกี่ยวข้องทั้งในส่วนของกระทรวงยุติธรรม และกระทรวงดีอี ติดตามดู รวมถึงออกคำชี้แจงว่าข่าวไหนเป็นข่าวปลอม ส่วนการติดตามตัวผู้กระทำผิด ทางเทคนิคพอจะทราบแต่ขอเวลาอีกนิด บางเรื่องเราพูดได้ระดับหนึ่ง บางเรื่องพูดไม่ได้ ตอนนี้ทั้งเฟซบุ๊กและกูเกิลให้ความร่วมมือกับเราในเกณฑ์ค่อนข้างดี เมื่อถามว่ามีการรายงานมาหรือยังว่าผู้กระทำเป็นคนกลุ่มใด พล.อ.อ.ประจินตอบว่า มีการรายงานตามลำดับ ชัดเจนแล้วจะแจ้งให้ทราบ “ไก่อู” ฟุ้งแหลก ศก.มีแต่โตขึ้นๆพล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวถึงผลการจัดอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยสถาบัน IMD ประจำปี 2561 ที่ประเทศไทยมีอันดับลดลงจากอันดับที่ 27 มาเป็นอันดับที่ 30 นั้น สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากการใช้นโยบายงบประมาณขาดดุล เพื่อนำเงินไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ ทำให้กระทบต่อ ปัจจัยการประเมินด้านประสิทธิภาพของภาครัฐ เชื่อว่าเป็นผลกระทบในระยะสั้น ในระยะยาวการลงทุนนี้จะช่วยยกระดับขีดความสามารถของประเทศ ส่วนที่มีนักการเมืองบางคนวิจารณ์นายกฯ ไม่มีพื้นฐานการศึกษาด้านเศรษฐกิจ 4 ปีเศรษฐกิจของประเทศยังโตไม่มากนักเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้านนั้น รัฐบาลนี้ทำงานเป็นทีม และมีทีมเศรษฐกิจที่เข้มแข็ง มีผลงานชัดเจน ทำให้เศรษฐกิจโตขึ้นเรื่อยๆ จากที่ดิ่งต่ำสุดและติดลบในช่วงก่อนปี 2557 ขึ้นมาเกือบ 5% และมีแนวโน้มสูงขึ้นอีก ขอเตือนว่าไม่ควรออกมาพูดเช่นนี้ เพราะสุดท้ายจะกลับเข้าตัวเอง“เมียอริสมันต์” จ่อโดนซุกทรัพย์สินผู้สื่อข่าวรายงานจากสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) หลังจากที่ประชุม ป.ป.ช.มีมติชี้มูลความผิดนางระพิพรรณ พงศ์เรืองรอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อพรรคเพื่อไทย ภริยานายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง อดีตแกนนำกลุ่ม นปช. ในข้อหาร่ำรวยผิดปกติ 42.8 ล้านบาท โดยเตรียมเสนอเรื่องต่ออัยการสูงสุดยื่นต่อศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อยึดทรัพย์ตกเป็นของแผ่นดินนั้น ล่าสุด คณะกรรมการ ป.ป.ช. เตรียมดำเนินการเอาผิดนางระพิพรรณเพิ่มเติมอีกข้อหา คือ กรณีการจงใจยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินอันเป็นเท็จต่อ ป.ป.ช. ที่ขณะนี้ได้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงเสร็จแล้ว อยู่ระหว่างรอนำเสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ชุดใหญ่ เพื่อลงมติวินิจฉัยเร็วๆนี้ เพราะที่ผ่านมา ป.ป.ช.ดำเนินการสอบสวนเรื่องการปกปิดบัญชีทรัพย์สินของนางระพิพรรณ ควบคู่ไปกับกรณีร่ำรวยผิดปกติ แต่นำกรณีร่ำรวยผิดปกติเสนอต่อที่ประชุม ป.ป.ช.ก่อน