“วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรม ปัจจัยสำคัญพลิกโฉมการพัฒนาขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ... เพื่อสนามแข่งขันธุรกิจแห่งอนาคต” เกี่ยวเนื่องไปถึงการจัดงาน “CEO Innovation Forum 2018 ที่จัดขึ้นเมื่อเร็วๆนี้ดร.กิติพงค์ พร้อมวงค์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการนโยบายวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและนวัตกรรมแห่งชาติ (สวทน.) บอกว่า จากการจัดอันดับของ IMD ในปี 2017 ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยในภาพรวมอยู่อันดับที่ 27 จากทั้งหมด 63 ประเทศ...เขตเศรษฐกิจ ขยับขึ้นจากปี 2016 หนึ่งอันดับ ถือว่าอยู่ในอันดับกลางๆ ซึ่งถ้ามองเฉพาะในอาเซียนก็ยังถือเป็นรองสิงคโปร์และมาเลเซียอยู่ตัวเลขการลงทุนด้านการวิจัยพัฒนา รอบสำรวจประจำปี 2560 พบว่า มีมูลค่าการลงทุนมากกว่า 100,000 ล้านบาท คิดเป็นประมาณร้อยละ 0.78 ของจีดีพี...สะท้อนให้เห็นว่าภาคเอกชนมีบทบาทสำคัญในการวิจัย พัฒนา สร้างนวัตกรรม โดยมีค่าใช้จ่ายวิจัย...พัฒนารวมทั้งประเทศราว 80,000 ล้านบาท“ปัจจุบันงานวิจัยไทยที่ก้าวไปกับกระแสโลกทิศทางถือว่าไปได้แต่เน้นตัวที่ประเทศไทยมีความได้เปรียบ แต่ในแง่ของขีดความสามารถเรายังสู้โลกไม่ได้ทั้งหมด มีบางตัวเท่านั้นอาจจะยังพอจะเก่งหน่อยในทิศทางของงานที่เป็น พวกที่เกี่ยวข้องกับทางเกษตร อาหาร อะโกรอินดัสตรีแล้วก็มีด้านสุขภาพบางอย่าง”ส่วนตัวอื่นๆเราก็ยกระดับตามเทรนด์ของโลก อย่างที่เราพูดกันมากในวันนี้เรื่อง “ออโตเมชัน” ก็จะเป็นในเรื่องของการรับเทคโนโลยีเข้ามาแล้วเอามาทำ “ซิสเต็มอินทิเกรชัน” หมายความว่าเอาโปรดักส์ เอาฮาร์ดแวร์เข้ามาแล้วก็ออกแบบว่าเราต้องการเอาไปใช้ เช่นกับเรื่องการเกษตรส่วนใหญ่เป็นซอฟต์แวร์ที่จะเชื่อมโยงอุปกรณ์ต่างๆ...พัฒนาซอฟต์แวร์ ออกแบบระบบ เพื่อใช้ในงานเฉพาะด้านที่เราต้องการ เช่น สมาร์ทฟาร์มมิงหรือว่าออโตเมชันในโรงงานอุตสาหกรรมเราก็ทำได้ระดับหนึ่งส่วนเรื่องอื่นๆที่ยังเป็นเรื่องใหม่สำหรับเราที่อาจจะต้องใช้เวลาอีกสักพักที่ทำตรงนี้แข่งกับเขาได้อย่างเช่นพวกที่เป็นไฮเทคมากๆ เรื่องรถยนต์ไฟฟ้า เทคโนโลยีแบตเตอรี่...มอเตอร์ ที่อื่นลงทุนไปมากและไปไกลพอสมควร เมื่ออุตสาหกรรมขยายอาจต้องมาดูในเชิงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานรองรับ เช่น สถานีชาร์จฯยุคนี้นักวิจัย...งานวิจัยถูกพูดถึงมากขึ้นด้วยนโยบายไทยแลนด์ 4.0 ถ้าไม่มีเรื่องของงานวิจัยทำให้เกิดนวัตกรรมได้จริงๆก็จะไปไม่ถึง สิ่งสำคัญก็คือเราคนไทยทั้งประเทศมีทรัพยากรจำกัด ฉะนั้น เราต้องเลือกทำเรื่องที่เราถนัดและทุ่มเททรัพยากรลงไป ไม่อย่างนั้นจะกระจายแล้วก็ไปไม่ถึงไหนดร.กิติพงค์ ย้ำว่า ที่แน่ๆอยู่แล้วคือด้านเกษตรกับอาหาร เรามีฐานที่ดี หมายถึงว่ามีทั้งความรู้ที่สะสมอยู่ มีทั้งผู้ประกอบการที่มีการลงทุนทางด้านวิจัย...พัฒนามาก บุคลากรก็มีมาก ค่อนข้างแน่ว่าเราต้องเน้นอื่นๆ ก็อย่างเช่น ด้านบริการ โดยเฉพาะการท่องเที่ยว เทคโนโลยีส่วนใหญ่จะเป็นในเชิงดิจิทัล ข้อมูล ไอที ซึ่งสำคัญ เพราะ “การท่องเที่ยว”...เป็นรายได้หลักมุมมองกลุ่มอาหาร ที่ต้องเดินหน้าที่จะมีมูลค่าเพิ่มสูงๆเป็นกลุ่มที่เรียกว่าเป็น “อาหารฟังก์ชัน” กินเข้าไปแล้วมีผลต่อสุขภาพสูงทำให้สุขภาพดีขึ้น เช่น อาหารที่เป็นอาหารเฉพาะสำหรับคนเฉพาะกลุ่ม อาหารสำหรับนักกีฬา อาหารทางด้านการแพทย์นอกจากสูตรที่ดีแล้ว สิ่งสำคัญคือทำอย่างไรให้รสชาติดีด้วย ซึ่งต้องใช้การวิจัยมาก“อาหารกลุ่มพรีเมียมโปรดักส์”...อีกกลุ่มที่น่าจับตา ซึ่งก็คืออาหารสุขภาพที่กินแล้วดีกว่าทั่วไป แล้วเราอาจจะต้องหันมามองอาหารที่ทำให้วัตถุดิบที่มีอยู่ในประเทศถูกพัฒนาไปในทิศนั้น แทนที่เราจะขายข้าวไปตลอดอาจจะต้องมีการแปรรูปข้าวออกไปเป็นผลิตภัณฑ์ในรูปแบบต่างๆที่ได้มูลค่าเพิ่มสูงขึ้นตอนนี้มีการทำวิจัย เอาข้าวมาทำแครกเกอร์ พบว่ามูลค่าเพิ่มสูงขึ้น 15-25 เท่า“สิ่งที่กล่าวมาทั้งหมดนี้ ปัญหามีว่าจะต้องใช้งานวิจัยเยอะ เวลาเราทำแครกเกอร์สำหรับเด็กก็ต้องอีกแบบ เด็กอายุไม่ถึง 6 เดือน พอเข้าไปในปากต้องละลายทันที และข้างในนั้นต้องมีสารอาหารที่เหมาะกับเด็ก เหมือนนมที่มีสูตร 6 เดือน...สูตร 1 ปี...สูตร 2 ปี”ดูเหมือนเป็นเรื่องธรรมดา แต่ว่าเวลาทำจริงต้องมีงานวิจัยเยอะมากถัดมา “ด้านเกษตร” จะมีเรื่องของตัวระบบเกษตรโดยตรง เช่น เราพูดกันถึงเรื่อง “พรีซีชัน ฟาร์มมิง”...เราต้องมีความเข้าใจว่าพื้นที่ตรงจุดไหนเหมาะสำหรับปลูกพืชอะไร แล้วพืชที่ขึ้นไปแล้วแต่ละช่วงอายุแต่ละในพื้นที่ต้องการสารอาหารอะไรเท่าไหร่ เพื่อให้ไม่ต้องใส่เกินไปยกตัวอย่างเช่น พืชที่อยู่ในบางพื้นที่ไม่ต้องการไนโตรเจนสูงก็ใส่ให้น้อย ต้องการฟอสฟอรัสสูงก็ใส่ให้พอดีกับความต้องการ ไม่เกิดการสูญเสียโดยไม่จำเป็น และยังพูดถึงการควบคุมระบบการปลูก ควบคุมอุณหภูมิ ความชื้นได้ น่าสนใจว่าการเกษตรสมัยใหม่สามารถควบคุมให้ออกเมื่อไหร่ก็ได้ ออกเท่าไหร่ก็ได้อีกด้วย“เกษตรแม่นยำ...อนาคตเราต้องแข่งกับนวัตกรรมที่ว่านี้ ต้องสามารถทำได้ วันนี้กระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ ก็มีโครงการใหญ่ รัฐบาลสนับสนุนงบทำเรื่องของแพลนแฟคทอรี เตรียมไว้”อีกส่วนหนึ่งทางเกษตรฯก็จะมีเรื่องของการดูแลสุขภาพพืช...พันธุ์พืช ประเทศไทยยังไม่มีนโยบายทำพืชจีเอ็มโอ แต่ใช้เทคโนโลยีในระดับโมเลกุลสารพันธุกรรม เพื่อที่จะดูว่าพืชแต่ละชนิดมีความเด่นความด้อยอย่างไร คัดเลือกพันธุ์ที่ดีออกมา...ในเชิง “ไบโอเทคโนโลยี”ในเรื่องสุขภาพพืชอีกเรื่องที่ต้องพัฒนาก็คือ “วัคซีนพืช” มี 2 แบบ ...“ฉีดพ่น” กับ “แบบฉีด” เข้าไปในต้นพืชเลย เหมือนคนฉีดวัคซีนเลย เพื่อดูแลสุขภาพของพืช เชื่อว่าประเทศเราค่อนข้างเก่งระดับหนึ่ง“ลงลึกไปถึงต้นน้ำกว่านั้น จำเป็นต้องเริ่มศึกษาเรื่องสรีรวิทยาของพืชให้มีความเข้าใจพืชแต่ละชนิด ที่เป็นพืชของเราเอง และที่ต้องกล่าวถึงที่เน้นคือความรู้เรื่องจีโนมิก ศึกษาในระดับยีนพืช สัตว์ เชื้อจุลชีวฯ”รัฐบาลให้ทำ “ไบโอแบงก์” รวบรวมจุลินทรีย์ พืชแต่ละชนิดเก็บไว้ ทำการศึกษาวิจัย แต่ละชนิดอันไหนเป็นพันธุ์ดี มีประโยชน์อย่างไร จะนำไปใช้ประโยชน์ในอนาคตได้อย่างไร“เราทำไปแล้วไบโอแบงก์จุลชีพ...เชื้อต่างๆเก็บไว้หลายหมื่นชนิดแล้ว ตั้งเป้าไว้เป็นแสน...สองแสนชนิด เรียกว่าเป็นความหลากหลายทางชีวภาพ เป็นสิ่งที่เราได้เปรียบเราต้องรีบทำ”ดร.กิติพงค์ บอกอีกว่า ความเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้น ถนนสายนักวิจัย...นำงานวิจัยจากหิ้งไปสู่ห้าง ไปใช้งานได้จริง นำไปสู่การพัฒนาประเทศอย่างเห็นผลเป็นรูปธรรม ปีที่แล้วรองนายกฯสมคิดเดินหน้าเรื่องงานวิจัยนวัตกรรมอาหาร ปีนี้ก็เห็นผลชัดเจนมีเอกชนร่วมพัฒนานำมาสู่ห้าง สร้างมูลค่าแล้ว“งานวิจัยไทยเรามาถูกทาง...ทั้งรัฐบาล เอกชนเห็นความสำคัญ...เราเริ่มมีโฟกัสไม่ทำอะไรแบบตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ ทำเป็นโปรแกรมใหญ่ๆเป็นเรื่องๆ มุ่งหมายออกสู่ตลาดให้ได้...นักวิจัยไทยเองเก่งอยู่แล้ว แต่วันนี้ต้องคิดทำงานในเชิงให้เกิดผลนำไปใช้ประโยชน์ ประกอบธุรกิจ ขณะเดียวกันก็เพิ่มความสามารถในการทำงานที่ลงลึก...แต่ต้องเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมตลอดเวลา เป็นนักวิจัยที่รู้จักอุตสาหกรรม”อนาคต “ไทยแลนด์ 4.0” ต้องไม่ใช่เพียงแต่ฝัน ด้วยมีงานวิจัยคุณภาพล้ำสมัยเป็นป๋าดันออกห้างเสริมทัพอย่างรอบด้านนั่นเอง.