แค่เริ่มต้นก็ดูท่าว่าจะ "ล้มเหลว" เสียแล้ว นั่นคือแผนปรองดองที่เสนอโดยนายปลอดประสพ สุรัสวดี รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย แม้ว่านายกฯบอกว่าพร้อมจะเจราด้วยเพียงแต่จะต้องให้มีความชัดเจนมากกว่านี้
ขณะที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกฯ หรือผู้จัดการรัฐบาล ก็เปิดฉากด้วยเงื่อนไขทำนองไม่เชื่อน้ำยา และต้องขอดูตัวคนเจรจา เพราะถ้าเป็นชื่อ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ หรือนายจตุพร พรหมพันธุ์ ก็ส่ายหน้า ขอให้เป็นคนที่สามารถตัดสินใจได้ สั่งการให้เป็นไปตามข้อตกลง และหยุด "ล้มเจ้า" ก่อน มิฉะนั้นก็ป่วยการ
เมื่อเจอลูกนี้เข้านายจตุพรก็บอกว่า แบบนี้อย่าคุยกันดีกว่า พร้อมตั้งเงื่อนไขว่าไม่สามารถลืม 91 ชีวิตที่เสียชีวิตในเหตุการณ์ชุมนุม พูดง่ายๆก็คือต้องนำคนผิดมาลงโทษไม่ใช่จบกันไป
แบบนี้มันจะไป "ปรองดอง" กันได้อย่างไร
อย่างไรก็ดี ในรัฐบาลเองแท้ๆพรรคร่วมรัฐบาลเล่นตามไปด้วยนั้น แต่เอาเข้าจริงไม่ว่าจะเป็นนายชวรัตน์ ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย แม้จะเห็นด้วย แต่ออกตัวว่าไม่ค่อยชอบท่าของนายจตุพรเท่าใดนัก
หรือแม้กระทั่งนายบรรหาร ศิลปอาชา หัวหน้าใหญ่ของพรรคร่วมรัฐบาล ก็ยืนยันชัดเจนว่าเป็นไปไม่ได้ที่จะมาปรองดองกัน
เหนืออื่นใดการเสนอแนวทางปรองดองนั้น ทั้งสองฝ่ายก็รู้กันดีเรียกว่าทันกันอยู่แล้ว เหมือนไก่เห็นตีนงู งูเห็นนมไก่ เมื่อฝ่ายหนึ่งเปิดเกม อีกฝ่ายหนึ่งก็ทำท่ารับ แต่ยังไม่เข้าไปคลุกวงใน เพราะรู้ดีว่าวัตถุประสงค์นั้นไม่ใช่ต้องการปรองดองจริงๆ
แต่เป็นแบบสร้างภาพและแก้ปัญหาภายในพรรคมากกว่า
ในพรรคเพื่อไทยนั้นเป็นที่รู้กันดีว่าเกิดปัญหาชิงการนำจนไม่สามารถที่จะหาบุคคลมาเป็นหัวหน้าพรรคได้ เพราะมันรวมศูนย์อยู่ที่ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ดังนั้น ใครก็ใหญ่กันได้ทั้งนั้น ด้วยข้ออ้างที่ว่า
เป็นใบสั่งจาก "นายใหญ่"
เช่นกัน พ.ต.ท.ทักษิณก็ยังไม่สามารถตัดสินใจได้ว่าจะให้ใครขึ้นมาคุมพรรค เพราะไม่มีความไว้วางใจใครเป็นพิเศษ ไม่ว่าจะเป็น พล.อ.ชวลิต ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง หรือใครต่อใครอีกหลายคน เมื่อไม่แน่ใจก็เลยต้องทิ้งติงเอาไว้อย่างนี้
แต่ทว่าเมื่อไม่ตัดสินใจตรงนี้มันก็เลยเป็นปัญหาภายในพรรคทันที เนื่องจาก ส.ส.ไม่แน่ใจว่าขบวนการขับเคลื่อนของพรรคที่ไร้หัวจะไปไม่รอด
"ท่อน้ำเลี้ยง" ก็ไม่มีความชัดเจนว่าจะเหมือนเดิมหรือเปล่า จึงมีความเคลื่อนไหวเรียกร้องด้วยทำนอง "ขอให้เหมือนเดิม" แต่ก็ยังไม่ได้คำตอบ
นอกจากนั้น ขบวนการเสื้อแดง ซึ่ง ณ วันนี้กลายเป็นปัญหาทับซ้อนขึ้นมาแล้ว เนื่องจากเสียงจากชาวบ้านเกิดความเอือมระอา เพราะไม่ต้องการเห็นการชุมนุมและความรุนแรง ซึ่งมีผลกระทบต่อความนิยมของพรรคอย่างชัดเจน
ขณะที่อีกส่วนหนึ่งโดยเฉพาะนายจตุพรยังเคลื่อนไหวไม่หยุด และสนับสนุนการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงอย่างต่อเนื่อง ไม่มีใครกล้าที่จะไปบอกให้หยุดได้
เพราะรู้กันดีว่า "จตุพร" คือลิ่วล้อ "นายใหญ่" ระดับกระบี่มือ 1
ต่างๆเหล่านี้ ขบวนการไหลออกของ ส.ส.เพื่อไทย จึงเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และทำท่าว่าจะไหวไม่หยุดโดยมีพรรคภูมิใจไทยเปิดท่อน้ำเลี้ยงรองรับอย่างเต็มที่
ในสถานการณ์อย่างนี้หากปล่อยเอาไว้ก็รอวันเจ๊งเท่านั้น มีทางเดียวก็คือหาทางออกด้วยการเปิดแผนปรองดองสร้างภาพใหม่ทางการเมืองด้วยการขอเจรจากับรัฐบาล หวังได้ใจชาวบ้าน ได้ใจ ส.ส. รวมถึง พ.ต.ท.ทักษิณเองด้วย ที่ประกาศสนับสนุนเต็มที่ แต่ประชาธิปัตย์ก็อ่านเกมออกแม้จะตอบรับแต่ก็ตั้งแง่ ตั้งเงื่อนไขเพื่อกดดันอีกฝ่ายเพื่อให้สังคมรับรู้ว่ามันเป็นเพียงเกมที่หาใช่ความจริงใจไม่
สุดท้ายก็แค่ "ชิงไหวชิงพริบ" ทางการเมืองเท่านั้น.
"สายล่อฟ้า"




















