advertisement

เช็กราคา! ทอง-น้ำมัน-บาท-ตราสารหนี้ ฝ่าวิกฤติทั่วโลกผันผวน!

โดย ทีมเศรษฐกิจ 17 เม.ย. 2555 05:00

ผ่านเทศกาลสงกรานต์ปีใหม่ไทยกันไปแล้วอย่างชื่นมื่น วันนี้ (17 เม.ย.) เริ่มกลับมาทำงานกันอีกครั้งหลังช่วงวันหยุดยาว

และกลับมาอัพเดทภาวะเศรษฐกิจไทยกันอีกครั้ง

สำหรับช่วงที่เหลือของปีนี้ แม้ว่า “ปัจจัยเสี่ยง” ในเรื่องการเมือง จะเริ่มแรงแซงหน้าขึ้นมาบ้าง แต่ปัจจัยหลักที่สร้างผลกระทบรุนแรงยังเป็นผลจาก “ความผันผวนของเศรษฐกิจทั่วโลก”

จากไตรมาสแรกที่ผ่านมา ที่นักเศรษฐศาสตร์ทั่วโลกยอมรับว่า เป็นช่วงที่เศรษฐกิจโลกมีความผันผวนรุนแรงกว่าที่คาดไว้ ไม่ว่าจะเป็นตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ปรับตัวดีขึ้นรวดเร็วในช่วงแรก แต่ล่าสุดตัวเลขการจ้างงานเริ่มแสดงความอ่อนแอที่ซ่อนปมปัญหาไว้ข้างในอีกครั้ง

รวมทั้งปัญหาวิกฤติหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรป (อียู) ที่แม้จะมีการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ทำให้รัฐบาลกรีซไม่ผิดนัดชำระหนี้ แต่ปัญหาที่แท้จริงและรุนแรงยังไม่ได้รับการแก้ไข ขณะเดียวกัน ความอ่อนแอ และปัญหาหนี้สาธารณะของเศรษฐกิจที่ใหญ่อันดับต้นๆของอียู อย่างสเปน และอิตาลี กำลังเป็นระเบิดเวลาลูกใหม่

ฝั่งเอเชีย  เศรษฐกิจญี่ปุ่นเองก็ยังไม่สามารถฟื้นตัวได้  ขณะที่เศรษฐกิจอันดับ 2 ของโลกอย่างจีน ก็ยังมีปัญหากับรักษาการขยายตัวของเศรษฐกิจไม่ให้ร้อนแรง หรือชะลอตัวมากเกินไป

ยิ่งไปกว่านั้น ท่ามกลางปัญหาเศรษฐกิจที่เกิดขึ้นแทบทุกหย่อมหญ้า สถานการณ์ความตึงเครียดในช่องแคบเฮอร์มุซ จากความขัดแย้งในเรื่องปัญหานิวเคลียร์อิหร่าน และประเทศมหาอำนาจ กดดันให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่ง

ทุกปัจจัยล้วนมีผลกระทบต่อราคาทองคำ ค่าเงิน ตราสารหนี้ และการลงทุนทั่วโลกให้ผันผวนอย่างรุนแรง

ช่วงหลังปีใหม่ไทย “ทีมเศรษฐกิจ” จับตาทิศทางการลงทุนในตลาดเงิน ราคาทองคำ ตลาดตราสารหนี้ และราคาน้ำมัน อัพเดทกันอีกครั้ง ดังนี้...

“บาท” สวิงแรงไป–กลับ 3 บาท

นายธิติ  ตันติกุลานันท์  ผู้บริหารสายงานธุรกิจตลาดทุน  ธนาคารกสิกร-ไทย จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาท ในช่วงไตรมาส 2 ไปจนถึงสิ้นปี 2555 นี้ จะมีความผันผวนค่อนข้างมาก ซึ่งจะเป็นไปตามปัจจัยต่างประเทศที่มีผลกระทบทั้งในด้านบวก และด้านลบ ทำ ให้กำหนดกรอบการเคลื่อนไหวไว้ที่ 29.50–32.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ

ขณะเดียวกัน การเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทจะวิ่งตามค่าเงินในภูมิภาค ซึ่งต้องยอมรับว่า ในขณะนี้ภูมิภาคเอเชีย เป็นภูมิภาคที่ติดอันดับท็อปของโลก ที่บรรดานักลงทุนต่างสนใจเข้ามาลงทุน ทำให้มีเงินทุนต่างชาติไหลเข้ามาในภูมิภาคนี้ต่อเนื่อง

“ตอนนี้บรรดาผู้ประกอบการส่งออกทั้งรายใหญ่ หรือรายเล็ก ต่างไม่ต้องการแบกรับความเสี่ยงจากค่าเงินบาทที่มีความผันผวนมากขึ้น จึงปิดความเสี่ยงที่เกิดขึ้น ด้วยการซื้อประกันความเสี่ยง”

ส่วนทิศทางการเคลื่อนไหวของค่าเงินบาทในระยะยาว ยังมีแนวโน้มที่แข็งค่าขึ้น และเชื่อว่าภายในระยะเวลา 1 ปีข้างหน้า อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทมีโอกาสแข็งค่าไปยืนที่ 29.50 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ซึ่งเป็นไปตามพื้นฐานเศรษฐกิจของประเทศไทย และเศรษฐกิจในเอเชียที่ยังขยายตัวได้ดีต่อเนื่อง

สำหรับปัจจัยที่จะมีผลกระทบต่อค่าเงินบาทนั้น นายธิติ กล่าวต่อว่า ปัจจัยต่างประเทศมีผลมากต่อการเคลื่อนไหวของค่าเงิน เพราะแม้ว่าในขณะนี้เศรษฐกิจยุโรป สามารถแก้ไขปัญหาได้ระดับหนึ่ง แต่ยังต้องใช้เวลาอีกระยะหนึ่งในการฟื้นตัว

โดยหลายฝ่ายมองว่า ประเทศกรีซ การแก้ปัญหาจะทำได้ในระดับหนึ่ง แต่อีกไม่นานการผิดนัดชำระหนี้ของกรีซจะกลับมา เพราะข้อตกลงที่กรีซทำไว้ ไม่สามารถนำมาปฏิบัติได้จริง หรือไม่สามารถปฏิบัติตามข้อตกลงได้

ส่วนประเทศอื่นๆในยุโรปอีกหลายประเทศมีหนี้สาธารณะจำนวนมาก เชื่อว่ามีโอกาสปะทุขึ้นอีก และเมื่อยุโรปกลับมา จะมีปัญหาเงินลงทุนจะไหลออก ค่าเงินยูโรกลับมาอ่อนค่าอีกครั้ง ส่งผลให้ค่าเงินในเอเชียรวมทั้งค่าเงินบาทกลับมาอ่อนค่าได้อีก

ขณะที่สหรัฐฯ แม้ว่าตอนนี้ภาพเศรษฐกิจเหมือนวิกฤติเศรษฐกิจที่เกิดขึ้น สามารถแก้ไขปัญหาได้แล้ว และอยู่ระหว่างการฟื้นตัว แต่ในความเป็นจริง หนี้สาธารณะของสหรัฐฯยังอยู่ในระดับที่สูงมาก และดุลงบประมาณยังติดลบ เชื่อว่าอีกไม่นานสหรัฐฯ จะกลับมามีปัญหาเศรษฐกิจอีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลให้เงินที่เข้าไปลงทุนในสหรัฐฯ ไหลออกอีกครั้ง โดยเงินจะไหลมาลงทุนในเอเชีย ทำให้ค่าเงินในภูมิภาคเอเชียแข็งค่าขึ้นอีก

“เมื่อดูภาพรวมของเศรษฐกิจโลก ทั้งในเรื่องของยุโรป และสหรัฐฯ รวมทั้งปัญหาการเมืองระหว่างประเทศ ทำให้การเคลื่อนไหวของค่าเงินในปีนี้ มีความผันผวนค่อนข้างมาก ในส่วนของธนาคารกสิกรไทย จึงให้กรอบการเคลื่อนไหวสูงถึง 3 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ”

“ทองคำ” กระชากรับโลกผันผวน

นายบุญเลิศ  สิริภัทรวณิช  ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ออสสิริส จำกัด ผู้ค้าทองรายใหญ่และโบรกเกอร์ตลาดซื้อขายสัญญาทองคำล่วงหน้า (โกลด์ฟิวเจอร์ส) มองทิศทางราคาทองคำไตรมาส 2 ในช่วงเวลาที่เหลือว่าจะแกว่งตัวในกรอบ 1,600-1,700 เหรียญสหรัฐฯต่อออนซ์ หรือคิดเป็นเงินไทยอยู่ที่บวก-ลบ บาทละ 24,000 บาท หรือแกว่งในช่วง 23,000-25,000 บาท และคงไม่มีปัจจัยบวกแรงๆเข้ามาทำให้ราคาทองคำจะปรับขึ้นไปที่จุดสูงสุด (นิวไฮ) เดิมที่ระดับ 1,920เหรียญฯ ในช่วงนี้

โดยนักลงทุนต้องติดตามปัจจัยที่มีผลต่อราคาทองคำที่สำคัญคือ การฟื้นตัวของเศรษฐกิจสหรัฐฯว่าเข้มแข็งหรือไม่ รวมทั้ง มาตรการผ่อนคลายนโยบายการเงินเชิงปริมาณ (QE) รอบ 3 จะมีจริงหรือไม่

“หากสหรัฐฯ ไม่มีมาตรการ QE3 ออกมา จะเป็นปัจจัยลบต่อราคาทองคำ แต่หากเศรษฐกิจสหรัฐฯแย่จนจำเป็นต้องออกมาตรการ QE3 ประเด็นนี้จะทำให้มีเงินไหลเข้ามาซื้อทองคำกระตุ้นให้ราคาทองปรับตัวสูงขึ้นแน่นอน”

นอกจากนี้ ต้องติดตามวิกฤติหนี้ยุโรป ตราบใดที่ปัญหาหนี้ยุโรปและเศรษฐกิจยุโรปยังแย่ ก็จะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำให้ปรับตัวขึ้นได้เป็นรอบๆตามข่าวที่ออกมา แต่หากการแก้ปัญหาหนี้ยุโรปดีขึ้น ราคาทองคำก็มีโอกาสปรับตัวลง เพราะเงินส่วนหนึ่งที่ลงทุนทองคำจะไหลกลับไปลงทุนสินทรัพย์สกุลยูโร

 

“หากเศรษฐกิจสหรัฐฯดีขึ้นมาก และ วิกฤติหนี้ยุโรปคลี่คลายดีขึ้นอย่างชัดเจน 2 ประเด็นนี้มาพร้อมๆกัน มีโอกาสที่ราคาทองคำจะกลับมาอ่อนตัวลงแรงมาที่ระดับ 1,500 เหรียญฯ ต่อออนซ์ได้ เพราะกระแสเงินทุนไม่จำเป็นต้องเข้ามาลงทุนทองคำ ที่เป็นสินทรัพย์ที่มีความมั่นคงและปลอดภัยสูง แต่จะโยกกลับไปลงทุนในสินทรัพย์ของสหรัฐฯและยุโรปที่สถานการณ์เริ่มดีขึ้น แต่โอกาสที่จะเกิดขึ้นคงน้อยมาก”

นอกจากนี้  ยังมีปัจจัยที่สำคัญประเด็นคือ เศรษฐกิจของประเทศจีน หากเศรษฐกิจจีนมีการชะลอตัวแบบค่อยเป็นค่อยไปหรือ Soft landing จะเป็นผลบวกต่อราคาทองคำให้ทรงตัวอยู่ในระดับสูง แต่หากเศรษฐกิจจีนชะลอตัวลงรุนแรงหัวทิ่มแบบ Hard Landing จะเป็นผลลบต่อราคาทองคำ เพราะหากเศรษฐกิจจีนชะลอตัว   ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์รวมทั้งทองคำจะอ่อนตัวลง

“ขณะนี้ความไม่ชัดเจนของเศรษฐกิจโลก ทำให้ในไตรมาส 2 ราคาทองคำจะผันผวนแกว่งตัวตามสถานการณ์และข่าวที่เข้ามากระทบ แต่คงไม่ผันผวนรุนแรงเท่าไตรมาส 1 ที่วิ่งขึ้นจากระดับ 1,560 เหรียญฯ ทะยานขึ้นไปใกล้ระดับ 1,800 เหรียญฯ ก่อนมาแกว่งแถวๆ 1,650–1,700 เหรียญฯ ดังนั้น คงไม่สามารถคาดหวังกับผลตอบแทนจากการลงทุนในทองคำมากเกินไป”

แต่สำหรับการลงทุนทองแท่งในระยะยาว ยังสามารถทยอยเข้าตลาดตอนนี้ได้ หากราคาทองคำปรับตัวลงต่ำกว่าระดับ 1,680 เหรียญฯ ซึ่งเป็นราคาเฉลี่ย 200 วัน การเข้าซื้อในจุดนี้น่าจะเป็นจุดปลอดภัยสำหรับการลงทุน ระยะยาวได้ แต่ไม่แนะนำให้เข้าไปไล่ซื้อที่ระดับสูงกว่า 1,700 เหรียญฯ

ยกเว้นหากมีเหตุการณ์สำคัญที่สร้างความเซอร์ไพรส์ให้กับตลาด เช่น ตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐฯที่ดีมากๆ จนมั่นใจว่าฟื้นตัวเข้มแข็งแน่   อันนี้ทองจะลงต้องรีบขายออกมา แม้จะเป็นการขายขาดทุนหรือ “Cut loss” ก็ตาม แต่หากมีข่าวหรือตัวเลขเศรษฐกิจที่เลวร้ายรุนแรงต่อเศรษฐกิจสหรัฐฯหรือจีนและหนี้ยุโรป ราคาทองคำก็มีโอกาสกลับมาปรับเพิ่มขึ้นอย่างบ้าระห่ำได้เช่นกัน

ฟันธง “ราคาน้ำมัน” ใกล้จุดอิ่มตัว

นายมนูญ  ศิริวรรณ  ผู้เชี่ยวชาญด้านพลังงาน  กล่าวถึงทิศทางราคาน้ำมันในตลาดโลกและราคาน้ำมันค้าปลีกในประเทศไทยว่า

“3 ไตรมาสที่เหลือปีนี้ มองว่าราคาน้ำมันดิบดูไบที่เป็นแหล่งนำเข้าหลักของไทย จะเคลื่อนไหวที่ 115-120 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จากที่ไตรมาสแรกของปีนี้ เคลื่อนไหวที่ระดับ 110-115 เหรียญฯ ส่วนน้ำมันดิบเบรนท์ ของลอนดอนที่ทั่วโลกใช้เป็นตัววัดดัชนีราคาน้ำมันดิบ ในตลาดโลกอีกแหล่งหนึ่งนั้น ใน 3 ไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ ก็คาดว่าจะเคลื่อนไหวที่ 120-125 เหรียญฯ เทียบกับไตรมาสแรกที่เคลื่อนไหวที่ระดับ 115-120 เหรียญฯ”

สำหรับปัจจัยหลักที่จะกดดันให้ราคาน้ำมันโลก ให้เคลื่อนไหวขึ้นลงในระดับราคาข้างต้น นับตั้งแต่เดือน เม.ย.ไปจนถึงสิ้นปีนี้ จะมาจาก 4 เงื่อนไขหลักๆ ประกอบด้วย

1. ผลการเจรจาระหว่าง 5 ชาติมหาอำนาจของโลก โดยเฉพาะสหรัฐฯและเยอรมนี จะเป็นคนกลางเจรจากับผู้นำประเทศอิหร่าน เรื่องความตึงเครียดของสถานการณ์ในช่องแคบฮอร์มุซ  ที่เป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันสำคัญของโลก หากการเจรจาประสบความสำเร็จความตึงเครียดก็จะลดลง แต่หากไม่สำเร็จและอาจลุกลามไปจนถึงการปิดช่องแคบดังกล่าว ก็จะทำให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัวขึ้นทันที

ที่สำคัญหากอิหร่านเดินเกมปิดช่องแคบยาวนาน ราคาน้ำมันก็จะพุ่งทะลักขึ้นทันที!!!

2. เศรษฐกิจสหรัฐฯ ที่มีสัญญาณชัดเจนว่ามีการฟื้นตัวตั้งแต่ไตรมาสที่ 1 หากสัญญาณการฟื้นตัวของสหรัฐฯเกิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงไตรมาสที่ 2 และ 3 จะเป็นดัชนีบ่งชี้ว่าความต้องการนำเข้าน้ำมันของสหรัฐฯ จะมีปริมาณเพิ่มขึ้น ทำให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัวทันที เพราะสหรัฐฯ เป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ และอีกประเด็นที่สำคัญ คือ สหรัฐฯ เป็นประเทศที่ชอบออกมากว้านซื้อน้ำมันในตลาดโลก เพื่อสำรองไว้ในประเทศ

3. เศรษฐกิจของสหภาพยุโรป (อียู) ที่แม้ว่าการแก้ไขปัญหาหนี้สาธารณะของประเทศกรีซ เริ่มมีทิศทางที่ดีขึ้น แต่ 3 ไตรมาสของปีนี้ที่เหลือ ก็ต้องจับตาดูวิกฤติหนี้สาธารณะของประเทศสเปนและอิตาลี ที่หากสหภาพยุโรป (อียู) ให้ความช่วยเหลือเข้าไปแก้ไขไม่ทันสถานการณ์ ระบบเศรษฐกิจของสเปนและอิตาลี จะสร้างความปั่นป่วนให้กับระบบเศรษฐกิจของอียู ระส่ำระสายได้ในระดับหนึ่ง และส่งผลต่อราคาน้ำมันโลกด้วย

4. เศรษฐกิจของประเทศจีน ที่เป็นอีกหนึ่งผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ ซึ่งต้องจับตาว่า เศรษฐกิจจีนจะชะลอตัวลงไปเหมือนกับช่วงไตรมาสที่ 1 หรือไม่ หากชะลอตัวลงก็จะทำให้จีนลดการนำเข้าน้ำมัน ก็จะช่วยให้ราคาน้ำมันโลกไม่เคลื่อนไหวในทิศทางที่หวือหวามากนัก

“เมื่อนำค่าเฉลี่ยความเป็นไปได้จาก 4 ปัจจัย มาพิจารณา ผมยังให้น้ำหนักข้อที่ 1 ค่อนข้างน้อยมากว่าจะเกิดความรุนแรงขึ้นมาจริง ในขณะที่หากเศรษฐกิจของสหรัฐฯ, อียูและจีน ขยายตัวในอัตราที่ไม่มากนัก ก็คงไม่ทำให้ราคาน้ำมันโลกดีดตัวไปมากกว่าที่ประเมินไว้ในข้างต้น เพราะสหรัฐฯและจีน ก็คงไม่ออกมากว้านซื้อน้ำมันไปสำรองไว้ในประเทศ เพราะยุทธศาสตร์การสำรองของ 2 ประเทศนี้ถึงจุดอิ่มตัว และมีปริมาณที่เพียงพอแล้วก่อนหน้านี้”

ดังนั้น ประเมินได้ว่าภาวะเศรษฐกิจโลก โดยเฉพาะผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ๆของโลก ยังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของการฟื้นตัว จึงทำให้ความต้องการใช้น้ำมันของทุกประเทศทั่วโลก จะมีปริมาณรวมกันที่ 89 ล้านบาร์เรลต่อวันเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาเพียง 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หรือจากปีที่ผ่านมามีความต้องการใช้ 88 ล้านบาร์เรลต่อวัน

“ตราสารหนี้คึก” แห่ออกระดมทุน

นายบัณฑิต นิจถาวร ประธานคณะกรรมการสมาคมผู้ค้าตราสารหนี้  กล่าวว่า ทิศทางตลาดตราสารหนี้ไทยในช่วงที่เหลือของปีนี้ น่าจะมีความคึกคักและน่าสนใจมาก

โดยหากมองเฉพาะปัจจัยในประเทศจะเห็นว่า 3 สถาบันที่เป็นองค์กรหลักในการระดมเงินทุน โดยการออกพันธบัตรและหุ้นกู้หรือตราสารหนี้ คือ รัฐบาล ภาคเอกชน และธนาคารพาณิชย์ มีความจำเป็นต้องใช้ตลาดตราสารหนี้ในการระดมเงินทุนมากขึ้น

ทั้งภาครัฐบาลที่จำเป็นต้องออกพันธบัตรเพื่อระดมเงินทุนมาชดเชยการขาดดุลงบประมาณประจำปีอยู่แล้วประมาณ 150,000 ล้านบาท นอกจากนี้ ยังต้องมีการกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและปฏิรูประบบโครงสร้างพื้นฐานของประเทศหลังน้ำท่วมอีก 350,000 ล้านบาท

ขณะที่ในส่วนของภาคธุรกิจเอกชน ก็หันมาระดมเงินทุนเพื่อขยายธุรกิจโดยการออกหุ้นกู้มากขึ้น เพราะประเมินว่า หากเศรษฐกิจประเทศยังไปได้ดี และมีความเสี่ยงเรื่องเงินเฟ้อสูง ทิศทางอัตราดอกเบี้ยระยะยาวต้องปรับขึ้นจากปัจจุบันแน่นอน ดังนั้น ภาคธุรกิจจึงเร่งหันมาออกหุ้นกู้ระยะยาว เพื่อล็อกดอกเบี้ยหรือต้นทุนการเงินไว้ก่อนตั้งแต่ในช่วงนี้

ส่วนภาคธนาคารพาณิชย์ของไทยนั้น ปกติเน้นระดมเงินฝากของประชาชน แต่ภาระต้นทุนที่เพิ่มขึ้นจากการนำส่งเงินเข้ากองทุนประกันเงินฝากที่เพิ่มขึ้นเป็น 0.47% ของเงินฝากรวม จากเคยนำส่ง 0.4% และการระดมเงินทุนของธนาคารโดยการออกตั๋วแลกเงินระยะสั้น หรือตั๋วบี/อี ที่เป็นที่นิยมของธนาคารพาณิชย์ในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อเลี่ยงการนำส่งเงินเข้ากองทุนประกันเงินฝากถูกเข้มงวดมากขึ้น โดยถูกกำหนดให้ต้องนำไปนับรวมเป็นฐานเงินฝาก และต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนประกันเงินฝากในอัตรา 0.47% เช่นกัน

 

ทั้ง 2 ปัจจัยข้างต้นนี้ ทำให้ธนาคารพาณิชย์หลายแห่งเห็นความจำเป็นและเริ่มกลับมาพิจารณาระดมเงินทุนโดยการออกหุ้นกู้ระยะยาวมากขึ้น เพื่อลดต้นทุนการเงิน เพราะการระดมเงินโดยการออกหุ้นกู้ไม่ต้องนำส่งเงินเข้ากองทุนประกันเงินฝาก ซึ่งตนเห็นว่าเป็นผลดีต่อธนาคาร

เพราะทำให้ธนาคารสามารถกระจายฐานการระดมเงินทุนได้ จากที่เน้นเงินฝากเกือบทั้งหมด  นอกจากนี้ ยังเป็นการระดมเงินทุนระยะยาวซึ่งสอดคล้องกับธุรกิจของธนาคารพาณิชย์ ที่ส่วนใหญ่เป็นการปล่อยสินเชื่อระยะยาว

“เชื่อว่า ตลาดตราสารหนี้จะเป็นแหล่งระดมเงินทุนที่สำคัญของทั้งรัฐบาล เอกชนและธนาคารพาณิชย์ เพราะรัฐบาลจำเป็นต้องกู้เงินมาพัฒนาประเทศมากขึ้น ขณะที่บริษัทเอกชนและธนาคารพาณิชย์ ก็ต้องการลดต้นทุน ทำให้ตลาดตราสารหนี้หลังจากนี้มีความคึกคัก มีสินค้าหรือซัพพลายมากขึ้น

ขณะที่ผู้ลงทุนและผู้ออมมีทางเลือกในการลงทุนมากขึ้นเช่นกัน ถือเป็นประโยชน์ของทั้ง 2 ฝ่าย ทั้งผู้ออกและผู้ออม และอาจเป็นแรงกดดันให้มีการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยระยะยาว เพราะผู้ออกตราสารหนี้จะแข่งขันกัน โดยให้อัตราดอกเบี้ยที่สูงขึ้นเพื่อเป็นแรงจูงใจในการแย่งเงินออมของผู้ลงทุนทั้งสถาบันและรายย่อย”.

 


ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้
advertisement

Thairath TV

คิดต่าง อย่างเข้าใจ
advertisement