advertisement

ศึกชิงเจ้ายุทธภพ3จี เอไอเอส-ทรู-ดีแทค พลิกตำรารบ

โดย ทีมเศรษฐกิจ 16 เม.ย. 2555 05:00

กาลเวลาเดินหน้าผ่านโค้งไตรมาสแรกของปีนี้ไปอย่างว่องไว จนหลายคนตั้งตัวไม่ติด แต่สำหรับผู้ให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในไทย 3 ค่ายใหญ่อันประกอบด้วย บริษัทแอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ เอไอเอส บริษัทโทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ “ดีแทค” และบริษัททรู คอร์ปอเรชั่น (มหาชน) เจ้าของบริการ “ทรูมูฟ” “ทรูมูฟเอช” และ “ฮัทช์” แล้วไตรมาสแรกที่เพิ่งผ่านพ้นไป ถือเป็นการเริ่มต้นของ “เพอร์เฟกต์ วอร์” สมรภูมิรบเต็มรูปแบบระหว่างค่ายมือถืออีกครั้งหลังตลาดซบเซามาพักใหญ่

ที่สำคัญศึกครั้งนี้ใหญ่หลวงนัก เพราะมีเดิมพันเป็นอนาคตของทิศทางธุรกิจสื่อสารไร้สายในไทย ผ่านพฤติกรรมของผู้บริโภคในยุคปัจจุบันที่ชัดเจนว่า  พร้อมแล้วต่อการปรับรูปแบบการใช้บริการ จากด้านเสียง (voice) เป็นหลัก มาเป็นบริการด้านข้อมูล หรือดาต้า (data) บนเครือข่ายอินเตอร์เน็ตไร้สายความเร็วสูงภายใต้เทคโนโลยี 3 จี

แม้ว่า ขณะนี้บริการ 3 จี ในประเทศไทย ยังทำได้ไม่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากเป็นการให้บริการบนคลื่นความถี่เดิม ซึ่งไม่เพียงพอและไม่ใช่คลื่นที่ถูกกำหนดให้นำมาให้บริการ 3 จีโดยตรง  อย่างคลื่นความถี่ที่ 2.1 GHz ซึ่งจนถึงขณะนี้ก็ยังไม่มีการนำออกมาประมูลแต่อย่างใด

แต่ก็ไม่สามารถหยุดยั้งเกมการช่วงชิงลูกค้าที่มีความพร้อมอย่างเต็มเปี่ยมในการก้าวสู่บริการใหม่ๆ ได้อีก

สมรภูมิรบจึงร้อนแรงขึ้นเรื่อยๆ ตั้งแต่ปลายปีที่ผ่านมา เมื่อผ่านโค้งไตรมาสแรกของปีก็ทะลุจุดเดือดไปเรียบร้อย โดยเฉพาะการทุ่มเงินลงทุน เฉพาะปีนี้รวมกันไม่น่าหย่อน 30,000 ล้านบาท ปูพรมวางโครงข่าย 3 จีของ 3 ค่ายมือถือ การถมเม็ดเงินในสื่อโฆษณาระหว่าง 20—50 ล้านบาทในทุกๆ 4—6 สัปดาห์ เพื่อฝัง 3 จีเข้าสู่การรับรู้ของลูกค้าให้ได้มากที่สุด ชนิดที่ “ไม่มีใครยอมใคร”

แม้ว่าขณะนี้จะมีผู้ใช้บริการ 3 จี รวมกันแล้ว 5 ล้านรายเศษ แต่จำนวนดังกล่าวคิดเป็นสัดส่วนเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับจำนวนผู้ใช้บริการมือถือทั่วประเทศที่มีมากกว่า 70 ล้านเลขหมาย  จึงยังคงมีลูกค้าอีกเป็นจำนวนมากที่พร้อมกระโจนเข้าสู่บริการ 3 จี

ทั้งจากฐานลูกค้าเก่าที่มีอยู่ของแต่ละราย และการช่วงชิงมาจากฐานลูกค้าของคู่แข่ง!

อย่างไรก็ตาม  ในทุกสมรภูมิรบ ล้วนต้องมีการประเมินสรรพกำลัง จุดอ่อน—จุดแข็งที่แต่ละฝ่ายพึงมี “ทีมเศรษฐกิจ” จึงขอทำหน้าที่วิเคราะห์สมรภูมิมือถือที่กำลัง “ฝุ่นตลบ” อยู่เวลานี้สู่สายตาผู้อ่านรับเทศกาลสงกรานต์ ดังนี้

“ทรู” ชีวิตอิสระ “อุ่นใจ” ได้แต้มต่อ

เริ่มต้นที่กลุ่ม “ทรู” ในฐานะผู้เปิดเกม “หมูไม่กลัวน้ำร้อน” หลังตัดสินใจเข้าซื้อกิจการ “ฮัทช์” เมื่อปลายปี 2553 ซึ่งนอกจากจะได้ฐานลูกค้าราว 800,000 เลขหมายแล้ว “ศุภชัย เจียรวนนท์” แม่ทัพใหญ่ของทรู ยังได้ปรับสัญญาเดิมของฮัทช์ เป็นสัญญาให้บริการ 3 จีรูปแบบใหม่กับค่ายกสททำให้กลุ่มทรูได้สิทธิให้บริการมือถือ 3 จีบนคลื่นความถี่ใหม่ยาวนานไปอีก 14 ปี พร้อมโครงข่ายฮัทช์ส่วนหนึ่งล่วงเลยมาปีเศษดูเหมือนว่า การตัดสินใจของ “ศุภชัย” ในครั้งนั้น จะผลิดอกออกผลอยู่ไม่น้อย พิจารณาจากฐานลูกค้า 3 จีของ“ทรูมูฟเอช” แบรนด์หลักให้บริการภายใต้สัญญารูปแบบใหม่ที่วันนี้กวาดลูกค้ามาแล้วกว่า 1 ล้านเลขหมาย หลังปิดไตรมาสแรกที่ผ่านมา

และเมื่อคลี่ดูไส้ในลูกค้า 1 ล้านเลขหมายดังกล่าว พบว่า เฉพาะไตรมาสแรกทรูมูฟเอชมีลูกค้า 3 จีใหม่เพิ่มขึ้นมาเฉียด 500,000 ราย มากจนน่าตกตะลึงและเป็นลูกค้าใหม่ล้วนๆ ที่ไม่ได้ย้ายมาจากทรูมูฟ หรือฮัทช์ เดิม แต่จะใหม่ถอดด้าม หรือใหม่มาจากค่ายอื่น ยังเป็นเรื่องที่ยากจะฟันธงลงไป เพราะจำนวนลูกค้าของอีก 2 ค่ายที่เหลือ ก็มิได้ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ

แต่ที่ฟันธงได้แน่ๆ ก็คือ ความกล้าได้กล้าเสียของ “ศุภชัย” ในวันนั้น ได้ทำให้วันนี้ กลุ่มทรูมีโอกาสตีตื้นคู่แข่งอีก 2 รายมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องคุณภาพบริการ ซึ่งเคยเป็นจุดอ่อนสำคัญของค่ายมาก่อน นอกจากนี้ยัง “ผ่าทางตัน” ก่อนที่สัมปทานมือถือของทรูมูฟ จะหมดอายุลงในเดือน ก.ย. 2556 ด้วยสัญญาใหม่ที่มีสายป่านยาวไปถึง 14 ปี

โดยทรูในฐานะผู้ให้บริการเบอร์ 3 มีเครือข่าย 3 จีที่ให้บริการครอบคลุมมากที่สุด ณ ขณะนี้ ด้วยสถานีฐานกว่า 6,000 สถานี และกำลังเดินหน้าติดตั้งอย่างไม่หยุดยั้งภายใต้เป้าหมาย 8,000 สถานี ภายในสิ้นไตรมาส 2 และ 13,500 สถานี ภายในสิ้นปีนี้ ภายใต้งบลงทุนที่ตั้งไว้ราว 40,000 ล้านบาท

แม้สัญญาทำการตลาดรูปแบบใหม่ของกลุ่มทรู-กสท จะถูกตรวจสอบอย่างเข้มข้นจากหลากหลายหน่วยงาน ไม่ว่าจะเป็นกรณีการหลีกเลี่ยง พ.ร.บ.ว่าด้วยการให้เอกชนเข้าร่วมงานหรือดำเนินการในกิจการของรัฐ พ.ศ. 2535 หรือ พ.ร.บ.ร่วมทุน 35 หรือการดำเนินการที่ขัด พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุกระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์์และกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2553, พ.ร.บ.ประกอบกิจการโทรคมนาคม พ.ศ. 2544

แต่ทั้งหมดก็แทบทำอะไร “ศุภชัย” ไม่ได้ ด้วยจุดยืน “กระต่ายขาเดียว” ยืนยันทุกอย่าง “ถูกต้อง” ทั้งยังสัพยอกกลับสิ่งที่ทรูทำไปล้วนสร้างคุณูประโยชน์ต่อผู้บริโภค จากการแข่งขันที่มีทรูเป็นผู้เปิดเกม!

และไม่ว่าจะอย่างไร ท้ายที่สุดแล้วผลตรวจสอบจากทุกหน่วยงาน ก็เป็นได้เพียงหลักฐานประกอบการพิจารณาในชั้นศาล ซึ่งกว่าคดีความจะสิ้นสุด ทรูมูฟเอชก็คงเดินหน้ากวาดลูกค้าไปได้อีกหลายสิบล้านเลขหมาย และแม้คำสั่งศาลจะตัดสินว่า สัญญาอื้อฉาวฉบับดังกล่าวไม่เป็นไปตามกฎหมายหรือประกาศใดก็ตามฐานลูกค้าทั้งหมดที่มีในมือจะกลายเป็น “ตัวประกัน” ชั้นยอดให้กับทรูมูฟเอช ภายใต้ความจริงที่ว่า ลูกค้าผู้บริสุทธิ์จะต้องไม่ได้รับผลกระทบใดๆ

เมื่อประเมินจากสีหน้า แววตา ของ “ศุภชัย” ในระยะหลัง แม้ดูเหมือนจะมุ่งมั่นกับการเข้าประมูลใบอนุญาต 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz ที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ โดยบอกว่าการได้คลื่นความถี่เพิ่มเติม เป็นสิ่งที่ผู้ให้บริการทุกรายต้องการ

แต่หากที่สุดแล้ว แม้ทรูต้องชวดใบอนุญาต 3 จี  อาจด้วยเพราะเป็นบริษัทไทยที่ไม่ได้มีทุนหนาเต็มหน้าตักเช่นบริษัทนอมินีต่างชาติทั้งหลาย แต่ “ศุภชัย” ก็ยัง “อุ่นใจ” เพราะอย่างไรเสียเขายังมี “ทรูมูฟเอช” เป็น Safe Haven รองรับอยู่ เป็นความ “อุ่นใจ” ที่เอไอเอสยังไม่สามารถลอกเลียนแบบ!!

“เอไอเอส” กับศึกศักดิ์ศรี “กินไม่ได้แต่เท่”

ศักดิ์ศรีแห่งการเป็นผู้ให้บริการเบอร์ 1 ด้วยฐานลูกค้าแตะ 33.5 ล้านคน และคุณภาพบริการที่พวกเขาเรียกตัวเองว่า “เหนือระดับ” นั้น ดูจะไม่ได้ทำให้  “เอไอเอส” ทำตัวนิ่งดูดาย รอกินบุญเก่าในศึกชิงเจ้ายุทธจักร 3 จีครั้งนี้ไปได้

มิหนำซ้ำ ความเป็นผู้ให้บริการที่มีคุณภาพเทียบได้กับอาหารชั้นเลิศจาก “เชฟมิชิลิน” ยังอาจกลายเป็น “หอกข้างแคร่” หวนกลับมาทิ่มแทงพวกเขาได้โดยง่าย โดยเฉพาะเมื่อ “ความคาดหวัง” และ “แรงกดดัน” ที่ลูกค้ามีต่อเอไอเอสนั้น มีสูงกว่าอีก 2 ค่ายที่เหลือ

อาจกล่าวได้ว่า สถานการณ์ของเอไอเอสในปีนี้ ล้วนฝากความหวังไว้กับการเดินหน้าสู่การเปิดประมูลใบอนุญาต 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz เป็นหลัก จึงไม่แปลกที่วันนี้จะเห็นผู้บริหารของค่ายนี้ต่างตบเท้ายืนยัน ต้องการดันให้การประมูล 3 จีเกิดขึ้นให้ได้  และไม่มีอะไรมาขัดขวางอีก!

ด้วยคลื่นความถี่และจำนวนลูกค้าที่มีอยู่ในปัจจุบัน  เอไอเอส นับเป็นค่ายมือถือที่มีเครือข่ายหนาแน่นมากที่สุด การใช้งานโครงข่ายที่ “เต็มพิกัด” ถึงขั้นสุดอั้น ทำให้ค่ายมือถือเบอร์ 1 ของไทย ลังเลใจมาโดยตลอด เพราะการลงทุน 3 จี บนเครือข่ายเดิมอาจไม่มีประสิทธิภาพเท่าที่ควร ไหนจะต้องให้บริการเสียง และยังต้องเจียดคลื่นออกมาให้บริการด้าน “ดาต้า” ซึ่งกินพื้นที่ของคลื่นเป็นจำนวนมาก

ผลลัพธ์ที่ออกมา เมื่อเอไอเอส “ไม่มีทางเลือก” มากนัก นอกจากกระโดดเข้าสู่สมรภูมิรบประกาศอัพเกรดเครือข่ายเป็น 3 จี บนคลื่นความถี่ 900 MHz เดิมของตน คือ บริการเสียงที่เคยเป็นจุดแข็ง ออกอาการติดๆดับๆ ขณะที่ 3 จีที่ “จำเป็น” ต้องมีนั้นเป็นแบบขาดๆหายๆ

ยิ่งเมื่อเห็นทรูมูฟเอช “คิกออฟ” 3 จีไปได้ดี เจ้าตลาดอย่างเอไอเอสยิ่งนั่งไม่ติด ล่าสุดประกาศเป้าหมายอัพเกรดเครือข่าย 3 จีเป็น 5,000 สถานีฐาน จากที่ก่อนหน้านี้แบ่งรับแบ่งสู้ที่ระดับ 3,000 สถานีฐานเท่านั้น

นอกจากนั้น   ยังถล่มใส่ทรูมูฟเอช ที่ “ปูพรม”โฆษณาโชว์ศักยภาพเครือข่าย ด้วยโฆษณาชุดใหม่ที่ยิงถี่ยิบ ตอกย้ำความเป็นเครือข่าย 3 จีที่ดีที่สุด ภายใต้ข้อจำกัดที่ค่ายมือถือยักษ์ใหญ่รู้อยู่แก่ใจ แต่ไม่สามารถยอมแพ้ได้

สถานะในปัจจุบันของเอไอเอส ขนาดยังมีจุดสะดุดติดๆดับๆ ฐานลูกค้า 3 จีของเอไอเอส ณ สิ้นไตรมาสแรก ก็ยังเติบโตไปได้ถึง 1.9 ล้านรายโดยประมาณ นั่นคงเป็นเพราะฐานลูกค้าระดับบนที่มีความพร้อมทั้งด้านทุนทรัพย์และความอยากสัมผัสกับเทคโนโลยี

ประกอบกับการดูแลลูกค้ามาตรฐาน “เทพประทาน” ที่ทำให้ลูกค้าไปไหนไม่รอด ตลอดจนการเดินหน้าพัฒนาแอพพลิเคชั่นของตัวเอง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้าให้ได้มากที่สุด อันเป็นเหมือน “ดีเอ็นเอ” ประจำองค์กร

สำหรับ “เอไอเอส” แล้ว ข้อจำกัดในการให้บริการ ณ ขณะนี้ แม้เป็นสิ่งที่ยากแก่การควบคุม แต่ก็เป็นไปไม่ได้ที่พวกเขาจะปล่อยให้ข้อจำกัดนั้น กลายมาเป็นข้อได้เปรียบของคู่แข่ง แม้ในความจริง มันอาจกำลังเกิดขึ้นก็ตาม!!!

ธรรมชาติเล่นตลก “ดีแทค” ไม่ “แฮปปี้”


เมื่อเปรียบเทียบกับผู้ให้บริการ 2 ค่ายข้างต้น ดูเหมือน “ดีแทค” จะมีปัญหาน้อยที่สุด ด้วยจำนวนคลื่นที่มีอย่าง “เหลือเฟือ” อายุสัมปทานที่เหลือยาวที่สุดถึง 8 ปี ไม่รวมกระสุนเต็มหน้าตักเพราะมีผู้ถือหุ้นใหญ่ เป็นถึงรัฐวิสาหกิจสื่อสารมหาเศรษฐีจาก “นอร์เวย์”

ถ้าไม่เพราะธรรมชาติพยายามสร้างความสมดุล ด้วยการลดความได้เปรียบของดีแทคลงจากเหตุการณ์เครือข่ายล่มอย่างรุนแรง “ซ้ำซาก” ถึง 3 ครั้งติด ช่วงระหว่างสิ้นปีที่แล้วถึงต้นปีนี้ ภายในเวลาไม่ถึง 1 เดือน โดยครั้งแรกกระทบลูกค้าทั้งฐาน 23 ล้านราย ที่ต้องผจญกรรมมือถือบอดดับไม่ต่างจาก “สากกะเบือ” เกือบ 1 วันเต็ม

ก่อให้เกิด “วิกฤติศรัทธา” ในคุณภาพบริการของดีแทค ที่ตามหลอกหลอน “จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์” ซีอีโอชาวอเมริกันนับตั้งแต่นั้นมา

ในวันแถลงข่าวชี้แจงเรื่องดังกล่าว “จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์” บอกอย่างปลงๆ ว่า ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเครือข่ายดีแทคติดต่อกันถึง 3 ครั้ง 3 ครานั้น เป็นเรื่องที่เกินกว่าจะเชื่อ แต่เมื่อเกิดขึ้นแล้วก็พร้อมรับผิดชอบต่อความเชื่อมั่นที่กำลังดิ่งเหว

นั่นเป็นเหตุที่ ดีแทค ต้องพูดคำว่า “ขอโทษ” ซ้ำๆ ซากๆ ปูพรมแคมเปญเรียกคืนความเชื่อมั่นอยู่พักใหญ่ ขณะที่คู่แข่งเริงร่าขาย 3 จีไปถึงไหนต่อไหน

ล่วงเข้าสู่เดือน ก.พ. ดีแทคจึงทยอยปล่อยหนัง 3 จี ออกมากระตุ้นอารมณ์ลูกค้า ตามประสาค่ายมือถือที่มีภาพลักษณ์น่ารัก ใจดี ขณะที่ “ซีอีโอ” ก็ออกมาสำทับยืนยันทุ่มงบลงทุน 3 จี อัพเกรดจากเครือข่ายเดิม 5,000 สถานีฐาน เช่นเดียวกับเบอร์ 1 ต่างกันก็แต่คลื่น ที่ดีแทคมีมากกว่าและมีอย่างเหลือเฟือ

ซีอีโอดีแทค ยังเปิดกระเป๋าให้ดูว่าเตรียมเม็ดเงินไว้ถึง 40,000 ล้านบาทในการลงทุน 3 จีภายใน 3 ปีจากนี้ ทั้งที่ปกติไม่ค่อยจะยอมเปิดเผยตัวเลขอะไร เท่าใดนัก

นโยบายการลงทุน 3 จีของค่ายมือถือเบอร์ 2 ของไทย มีจุดยืนไม่ต่างจากค่ายเบอร์ 1 อาจเป็นเพราะทั้ง 2 ค่ายมีผู้ถือหุ้นเป็นนักลงทุนต่างชาติเหมือนกัน มุมมองการลงทุนจึงคล้ายคลึงกัน โดยดีแทคต้องการลงทุน 3 จี บนคลื่นความถี่ 2.1 GHz โดยนอกจากคลื่นดังกล่าวจะเป็นคลื่นมาตรฐานสำหรับการให้บริการ 3 จีแล้ว

ระบบการประมูลใบอนุญาต ยังเป็นระบบที่ทำให้ผู้ให้บริการ “ปลดแอก” จากระบบสัมปทาน ซึ่งต้องจ่ายค่าส่วนแบ่งรายได้ให้รัฐ ต้องยกทรัพย์สินที่ลงทุนไปทั้งมวลให้รัฐ และยังทำให้การควบคุมดูแลอยู่ภายใต้ระบบสากลมากกว่า

จุดยืนของ “ดีแทค” จึงไม่ต่างอะไรกับ “เอไอเอส” ที่ถอนคันเร่ง แตะเบรก เลียคลัตช์ ลงทุน 3 จีบนคลื่นความถี่เดิมแบบ “กระยึกกระยัก” ไม่อยากออกตัวแรง จนกระทั่งเปิดโอกาสให้กลุ่ม “ทรู” เปิดเกมแข่งขันจนทะลักจุดเดือดขึ้นมา

แต่แม้ดีแทคจะ “คิกออฟ” 3 จีช้าที่สุด แต่ ณ สิ้นไตรมาสแรก ก็กวาดลูกค้าไปได้แล้ว 1.8 ล้านราย น่าจะด้วยฐานลูกค้าที่มีอยู่กว่า 23 ล้านราย ที่ยังเหนียวแน่นกับดีแทค
วิกฤติเครือข่ายที่เกิดขึ้น อาจส่งผลต่อจำนวนลูกค้าไหลออกเพิ่มขึ้นบ้าง จากตัวเลขที่ปรากฏตามข้อมูลการคงสิทธิเลขหมาย (MNP) แต่ลูกค้าที่หายไปเป็นเพียง “หลักหมื่น” เท่านั้น  เมื่อเทียบกับฐานลูกค้าที่มีอยู่กว่า 23 ล้านราย

นั่นจึงไม่ได้ทำให้ “จอน เอ็ดดี้ อับดุลลาห์” กังวลใจเท่าใดนัก และเขายังคงยืนยันว่า ตัวเลขลูกค้าเข้า-ออกหลังเครือข่ายดีแทคมีปัญหานั้น ไม่ได้บ่งบอกชัดเจนว่าลูกค้ากำลัง
เปลี่ยนใจไปจากดีแทค เขายังมองไม่เห็นความผิดปกติใดๆ แต่ก็ยอมรับว่า ต้องกอบกู้ความเชื่อมั่นกลับคืนมาให้ได้

คงเป็นเพราะกฎแห่งความสมดุลทางธรรมชาติ ดีแทคซึ่งน่าจะอยู่ในระยะปลอดภัย ด้วยสามารถลอยตัวจากปัญหาทั้งปวงที่ค่ายคู่แข่งกำลังเผชิญอยู่ จึงกำลังตกอยู่ในวังวนของวิบากกรรมอีกรูปแบบหนึ่ง นั่นคือการพยายามที่จะพิสูจน์ว่ายัง “ดีพอ” แต่จะ “แฮปปี้” หรือไม่นั้น ลูกค้าต้องเป็นผู้ตัดสิน!!!

ทั้งหมดคือ ภาพรวมตลาดมือถือในยุค 3 จีกำลังเบ่งบานอยู่ทั่วโลก ขณะที่ตลาดมือถือบ้านเรากำลังลุ้นใจจดใจจ่อจะ “ก้าวผ่าน” กระบวนการเปิดประมูล 3 จี กันไปได้หรือไม่ปลายปีนี้.


ทีมเศรษฐกิจ

โหวตข่าวนี้
advertisement

คลิก

ติดตามรายการสด

พร้อมชมรายการย้อนหลัง
advertisement