ตอนที่ 6
ooooooo
ดานุมาถึงสระว่ายน้ำประจำจังหวัดระยองเพื่อดูตัวเพลิน...นักกีฬาว่ายน้ำที่จะติดต่อให้เซ็นสัญญาเข้าสังกัดของจิรวัฒน์เป็นนางแบบโฆษณาชุดกีฬาคู่กับเตชิน
เพลินเป็นนักกีฬาตัวจังหวัดที่เก่ง เอาจริงเอาจังและไม่ยอมใคร เพราะเธอต้องเป็นหัวหน้าครอบครัวดูแลน้าที่ป่วยออดๆแอดๆ เมื่อโค้ชเป่านกหวีดหมดเวลาซ้อมเธอจึงไม่หยุด รั้นว่ายต่อไปจนเป็นตะคริว ดานุจับตามองอยู่เห็นท่าไม่ดีกระโดดลงไปช่วยได้สำเร็จ
แม้ดานุจะช่วยเพลินขึ้นจากสระและช่วยปฐมพยาบาลจนหายเป็นตะคริว แต่สาวน้อยหัวดื้อก็ไม่ยอมลงให้ง่ายๆ
“หนูบอกโค้ชไปแล้วไม่ใช่เหรอว่าหนูไม่สน”
“อย่างไรก็ลองฟังข้อเสนอเขาดูก่อน” โค้ชไกล่เกลี่ย
“ไม่ล่ะค่ะ เสียเวลา หนูต้องรีบกลับบ้านไปดูน้า” เพลินหนีเข้าห้องอาบน้ำ
โค้ชอยากให้เพลินได้งานนี้เพื่อเป็นค่ารักษาพยาบาลน้า จึงบอกที่อยู่ให้ดานุตามไปเจรจา
ดานุนั่งเรือพายรับจ้างล่องตามแม่น้ำระยองไปบ้านเพลิน ถึงท่าเล็กๆตามคำบอกของโค้ช เขาเดินตามทางจนเจอบ้านไม้เก่าๆ เคาะเรียกแต่ไม่มีเสียงขานรับ พอลองผลักประตูปรากฏว่าไม่ได้ล็อกจึงถือวิสาสะเดินเข้าไป เห็นเตียงตั้งอยู่กลางบ้านมีคนนอนคลุมโปง ดานุก้มดูเห็นผู้หญิงคนหนึ่งนอนนิ่งหน้าซีดเหมือนตาย
เวลาผ่านไปไม่นาน เพลินถือถุงกับข้าวกลับถึงบ้าน สาวน้อยเห็นรองเท้าดานุถอดอยู่รีบวิ่งเข้าไป ชายหนุ่มป้อนน้ำเจิมน้าสาวของเพลินที่กำลังไอ...ดานุผูกไมตรีเรียบร้อย เพลินแย่งแก้วจากมือเขาแล้วตวาดว่ามาทำไม เจิมบอกหลานเสียงแผ่วไม่ให้เสียมารยาท ชายหนุ่มขอโทษที่เข้ามาโดยไม่รู้ว่าเพลินยังไม่ถึงบ้าน
เพลินยืนกรานปฏิเสธเรื่องเซ็นสัญญา แม้ดานุจะพยายามหว่านล้อม น้าเจิมทนฟังอยู่นาน ท้วงเสียงอ่อน
“น้าจะอยู่อีกนานเท่าไรกัน คนที่ต้องการคนดูแล คือแกต่างหาก”
เพลินฟังแล้วใจเสีย จึงเปลี่ยนเรื่องว่าซื้อกะทิมาจากตลาด จะออกไปเก็บสายบัวทำแกงที่น้าอยากกิน เจิมถือโอกาสบอกหลานสาวให้พายเรือไปส่งดานุ เพลินกระแทกเสียงใส่ชายหนุ่มว่าวุ่นวายจริงๆ แล้วเดินออกจากบ้าน
ดานุพายเรือมากับเพลิน เธออดชมไม่ได้ว่าชายหนุ่มพายเรือเก่ง เขาเล่าว่าบ้านคุณตาอยู่ริมน้ำและบ้านบรรพบุรุษก็อยู่ระยอง เพลินรำคาญเลยเหวี่ยงอีกครั้งจนเขาอดขำความเจ้าอารมณ์ของสาวน้อยไม่ได้ แล้วเปลี่ยนเรื่องถามว่าจะเก็บสายบัวที่ไหน เขาจะพายเรือพาไป
ดานุพายเรือมาถึงคุ้งน้ำวัดวังลุ่ม เขามองท่าน้ำเก่าๆอย่างคุ้นตาแล้ววกเรือเข้าเทียบ เพลินบอกว่าที่นี่เป็นท่าน้ำเก่าของวัดวังลุ่ม ชาวบ้านไม่ใช้แล้วเพราะเก่ามาก
ดานุเดินตามทางที่คุ้นเคย ต่างกันที่คราวนี้ไม่มีผู้คนพลุกพล่าน เขาเดินไปถึงลานต้นไม้ใหญ่ที่เคยมีศาลเจ้าแม่วารี แต่ตอนนี้ไม่มี ส่วนต้นไม้ใหญ่มีผ้าสีทั้งขาดและเก่าผูกไว้ ชายหนุ่มงงมาก เพลินวิ่งตามร้องบอกไม่มีเวลาพาเที่ยวเพราะต้องรีบกลับไปดูแลน้า
ดานุสงสัยถามว่าวัดนี้มีสาขาที่กรุงเทพฯไหม เพลินงงปนหงุดหงิด ตอบกลับกวนๆ
“แปลว่าอะไร วัดนะคุณ ไม่ใช่เซเว่น”
“คือผมเคยไปวัดแบบนี้ที่กรุงเทพฯ อยู่แถวบางโพ บ้านคุณตาผม เหมือนกันทุกอย่าง ตั้งแต่ท่าน้ำ ทางเดินเข้ามา แล้วก็ลานตรงนี้ เพียงแต่ไม่มีศาลเจ้าแม่วารีเท่านั้น”
เพลินบอกว่าวิ่งเล่นแถวนี้ตั้งแต่เด็ก ไม่เคยเห็นศาลที่ว่า ดานุไม่สนใจฟังเพราะเห็นหลังคาโบสถ์จึงรีบไปดู จนไม่ทันสังเกตว่าหลังต้นไม้ใหญ่มีซากศาลเก่ากองอยู่
ดานุมาถึงโบสถ์แล้วชะงัก เพราะเหมือนโบสถ์ที่เคยเห็นในกรุงเทพฯเมื่อหลายวันก่อน
“ผมอยากจะเข้าไปข้างใน อยากจะเห็นพระพุทธรูปว่าจะเป็นองค์เดียวกันหรือเปล่า”
“แต่ฉันอยากกลับบ้าน ถ้าอยากจะเดินเที่ยวก็เชิญเดินไปคนเดียว”
เพลินหงุดหงิดหันหลังกลับ ดานุจำใจกลับด้วย แต่ยังเหลียวไปมองโบสถ์อย่างเสียดาย
ooooooo
ดานุโทร.คุยเรื่องเพลินกับจิรวัฒน์ และส่งคลิปเธอว่ายน้ำไปให้ จิรวัฒน์กับวิทย์ดูแล้วถูกใจมากตกลงให้ทาบทาม
“ทาบแล้ว แต่ท่าจะยาก ท่าทางเป็นเด็กมีปัญหา หัวแข็ง ไม่รับอะไรง่ายๆ”
“แกก็ให้พอลลี่ช่วยพูดสิวะ...หา! พอลลี่ไม่ได้ไปด้วย ทำไม...แล้วแกทำไมไม่บอกแต่แรกวะ”
“แกรับพอลลี่มาด้วยก็แล้วกัน แล้วพรุ่งนี้ฉันจะคุยกับน้าของเพลินอีกที เจอกันเพื่อน”
ดานุกดตัดสายดื้อๆ แล้วรีบเปิดคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กเข้าโปรแกรมค้นหาข้อมูลและพิมพ์คำว่า...วัดวังลุ่ม
ช่วงเวลาเดียวกันที่บ้านธนารักษ์ พันเดินผ่านหน้าห้องรับรองที่จัดไว้ให้พิกุล ได้ยินเสียงกุกกักข้างในเลยถอยไปดู พิกุลใส่ชุดใหม่สวยเดินออกมาพอดี พันแปลกใจที่หญิงสาวยังไม่กลับ เพราะปกติพิกุลไม่เคยนอนค้าง จะมาหรือไปก็ไม่มีใครรู้เหมือนหายตัวได้ ยิ่งวันนี้ใส่ชุดใหม่ทั้งที่ไม่ได้หิ้วกระเป๋ามายิ่งสงสัย
พัวโพล่งออกมาว่าพิกุลเป็นแม่มด ยงเตือนให้ระวังปาก ยิ่งคนมีคดีติดตัวยิ่งต้องระวัง แล้วเดินออกไป พันกับคำไม่เข้าใจ สงสัยว่าพ่อเป็นอะไร พัวบอกเป็นบ้าที่ไปเข้าข้างคนอื่น ถ้าโดนเสกหนังควายเข้าท้องจะรู้สึก
สมาชิกบ้านธนารักษ์พร้อมหน้าพร้อมตาที่ห้องรับแขก ดาเรศดีใจที่พิกุลยอมค้าง พิกุลบอกบ้านนี้อบอุ่น ใครได้อาศัยก็ไม่อยากไปไหน ดาเรศเอาใจบอกว่าบ้านนี้อบอุ่นตั้งแต่พิกุลเข้ามา
คุณทับถามลูกสาวคนโตว่าวันนี้ไม่ไปทำงานหรือ ดาริกาตอบลูกค้าอยู่เมืองนอก สองสามวันนี้เลยว่าง พิกุลได้ยินวางแผนร้ายทันที
“เราน่าจะเชิญคุณพอลลี่มานะคะ เห็นว่าเธอช่วยฝึกคุณดาเรศจนเดินได้คล่อง อยากจะขอความรู้บ้าง”
ดาเรศได้ยินชื่อพรรวีก็ไม่สบอารมณ์ “ฉันคิดว่าเขาก็คงจะฝึกเพื่อเอาใจนายนุเท่านั้น ตอนนี้คงไปเที่ยวกันสบายใจจนลืมเราแล้ว”
พิกุลหึงจนลืมตัว เผลอพูดออกมาว่าไม่ได้ไปด้วยกันเพราะที่ทำงานของพรรวีเกิดเรื่อง ทุกคนสงสัยว่าพิกุลรู้ได้อย่างไร
เวลานั้นพรรวีทรุดบนโซฟาที่ห้องทำงานในโรงพิมพ์ อย่างหมดแรง บอกพนักงานว่าขอพักสักครู่ก่อนกลับบ้าน ฝ่ายจิรวัฒน์ ทันทีที่วางสายจากดานุ เขาผลุนผลันออกจากบริษัท เมื่อถึงโรงพิมพ์ของพรรวีก็พรวดพราดเข้าไปยิงคำถามเป็นชุดด้วยความห่วงใย
“เป็นอย่างไรบ้าง โดนไฟดูดด้วยหรือเปล่า ทำไม ไม่โทร.หาเรา ไอ้นุก็จริงๆเลย พอลลี่เป็นหนักขนาดนี้ มันยังทำเหมือนไม่มีอะไร”
“เดี๋ยวก่อนๆ เราแค่เหนื่อย เมื่อยแล้วก็ง่วง ไม่ได้เป็นอะไรเสียหน่อย”
จิรวัฒน์เก้อกับคำตอบ ทันใดนั้นโทรศัพท์พรรวีดัง ดาริกา โทร.หา พอวางสายหญิงสาวทำหน้ายุ่ง หันมาบอกจิรวัฒน์
“แม่ของนุอยากให้เราไปกินข้าวที่บ้านคุณตา”
“ก็ไอ้นุไม่อยู่นี่”
“เราก็ไม่อยากไปหรอกนะ แต่เราทำผิดไว้สองครั้งสองหนแล้ว ไปหน่อยก็ดี ไหนๆต่อไปก็ต้องเป็นครอบครัวเดียวกันแล้ว”
พรรวีอ้อนให้จิรวัฒน์ไปเป็นเพื่อน ชายหนุ่มใจอ่อนตามเคย
ooooooo
เมื่อทั้งคู่มาถึงบ้านธนารักษ์ ดาริกาแนะนำจิรวัฒน์ให้ทุกคนในครอบครัวรู้จักว่าเป็นเพื่อนสนิทของดานุตั้งแต่สมัยเรียน และเป็นเจ้าของธุรกิจตัวแทนจำหน่ายเสื้อผ้ากีฬา คุณทับชื่นชมที่มีธุรกิจเป็นของตนเองตั้งแต่ยังหนุ่ม จิรวัฒน์น้อมรับอย่างถ่อมตัว
คุณดวงชวนจิรวัฒน์อยู่กินข้าวเย็น ชายหนุ่มจะปฏิเสธแต่ถูกพรรวีหยิกขาจึงจำใจตอบรับ พรรวีถามหา ดาเรศ คุณดวงบอกว่าอยู่ที่ท่าน้ำกับหมอพิกุลที่มารักษาดาเรศ ดาริกาเสริมว่าพิกุลเป็นแขกพิเศษที่อยากให้พรรวีรู้จัก
ดาเรศนั่งแตะมือพิกุลที่ศาลาท่าน้ำ จู่ๆก็ถูกพิกุลฉุดให้ลุกยืน แต่พอลืมตากลับเห็นพรรวียืนยิ้มเหี้ยมอยู่ตรงหน้าแล้วลากเธอไปที่บันไดท่าน้ำ ดาเรศตกใจถามว่าจะทำอะไร พรรวีตอบว่าถ้าไม่มีดาเรศเป็นมารขวางความสุข ดานุจะมีเวลาให้ตนคนเดียว แล้วผลักเธอตกน้ำ
ดาเรศสะดุ้งลุกยืนเห็นพิกุลนั่งที่เดิมเลยฟ้อง “พอลลี่ลากฉันไปริมน้ำแล้วผลักฉันตกลงไป...ธรรมดาเวลาหมอพิกุลรักษาฉัน ฉันจะเห็นแต่แสงสว่างที่ทำให้รู้สึกสงบสบาย แต่ทำไมวันนี้ฉันถึงเห็นภาพแบบนั้น”
พิกุลแสร้งทำสีหน้ากังวล “เมื่อจิตนิ่งสงบและมีพลังมากขึ้น ก็สามารถมองเห็นได้ทั้งอดีตและอนาคต”
ดาเรศสงสัยถามต่อว่าอนาคตหมายความว่าอย่างไร พิกุลทำสีหน้าลำบากใจแต่ไม่ตอบ จู่ๆดาริกาพาพรรวีเดินมายกมือไหว้ ดาเรศรังเกียจถอยหนีจนเกือบล้ม พรรวีเข้าไปช่วยแต่ถูกผลักออก ดาริกาเห็นท่าทีแล้วสงสัยถามน้องสาวว่าเป็นอะไร ดาเรศเฉไฉว่าอยากเดินเอง ขณะที่ดาริกาทำตัวเป็นเจ้าบ้านที่ดี
“หมอพิกุล นี่อย่างไรคะ พอลลี่แฟนนายนุที่หมอพิกุลอยากเจอ”
“สวัสดีค่ะ คุณพรรวี”
พรรวีตะลึง “สวัสดีค่ะ ไม่นึกเลยว่าหมอพิกุลจะยังสาวแล้วก็สวยขนาดนี้”
พิกุลตอบแฝงความนัย “สำหรับผู้หญิง ความสวย บางทีก็เป็นความโชคร้ายนะคะ”
“ถ้าอย่างนั้นฉันว่าเราสี่คนคงเป็นคนโชคร้ายมากเลยล่ะ” ดาริกาเห็นสถานการณ์อึมครึมจึงพูดขำๆเพื่อให้บรรยากาศผ่อนคลาย
ถึงเวลาอาหารเย็น ทุกคนมารวมตัวที่โต๊ะอาหาร คุณทับไม่เห็นดาราจึงถามหา พัวตอบทันที
“วันนี้คุณหนูค้างที่บ้านพักครูค่ะ”
คุณดวงอดเป็นห่วงไม่ได้ บ่นว่าเป็นผู้หญิงไปค้างอ้างแรมคนเดียวได้อย่างไร พัวเหล่มองพิกุลก่อนพูดแดกดัน
“คุณหนูบอกว่าที่นั่นปลอดภัยกว่าที่นี่ค่ะ”
คุณทับเห็นท่าไม่ดี ชิงตัดบท “เอาเถอะ อยู่ในโรงเรียนคงไม่เป็นไร...เอาเลย หนูพิกุล พอลลี่ลงมือเลย”
บนโต๊ะอาหารมื้อนั้นเกิดความวุ่นวายขึ้นหลายประการ เพราะพิกุลอยากให้ดาเรศกับพรรวีผิดใจกัน จึงใช้มนตร์ให้หญิงสาวขี้โรคเห็นกุ้งที่แฟนหลานชายตักให้กลายเป็นหนอน ดาเรศตกใจโยนช้อนจนกุ้งกระเด็นไปเลอะพรรวี และเสกให้น้ำเย็นในแก้วของดาเรศกลายเป็นน้ำร้อนจนถือไม่ได้ ต้องปล่อยมือน้ำหกเลอะพรรวีซ้ำอีก
พรรวีพยายามระงับอารมณ์แม้จะเลอะทั้งตัว เธอขอตัวไปห้องน้ำ จิรวัฒน์มองตามเป็นห่วง ส่วนพัวคอยสังเกตเก็บไปรายงานดารา โดยมีสายตาพิกุลลอบมองแอบยิ้มสะใจ
ooooooo










