ตอนที่ 2
เวลากลางวันที่บ้านเรือนไทยของตระกูลธนารักษ์ในจังหวัดระยอง มีวัยรุ่นสามคน จ๊อด หมู และยอดขี่รถจักรยานยนต์สองคันมาจอดที่หน้ารั้วอย่างรีบร้อนแล้วปีนข้ามไป
วัยรุ่นทั้งสามวิ่งไปหลบที่พุ่มไม้พลางชะเง้อมองซ้ายขวา เมื่อเห็นว่าปลอดคนจึงออกจากที่ซ่อน เถียงกัน
“พ่อแกไล่จี้ตูดมาขนาดนี้ ใครจะไปมัวดูทางวะ หรืออยากไปนอนในคุก”
“เซ็งที่สุด ทำไมคนฆ่ากันตายเยอะแยะไม่ไปจับวะ ซิ่งนิดซิ่งหน่อยตามจองเวรกันอยู่ได้”
ทั้งสามหันไปมองบรรยากาศรอบตัวอย่างสงสัยว่าที่นี่น่าจะเป็นบ้านผีสิง
“ไอ้ป๊อดเอ๊ย ผีเผอที่ไหน ลองโผล่มาข้าจับถ่วงน้ำซะให้เข็ด”
“กูว่าบ้านร้างแบบนี้ต้องมีของเก่าเพียบ หยิบติดมือไปซักชิ้นสองชิ้นจะได้ไม่เสียเที่ยว”
ทั้งสามเดินเข้าเรือน สอดส่ายสายตาหาของมีค่า จู่ๆมีแมวดำกระโดดมาข้างหน้า พวกเขาตกใจร้องอย่างเสียขวัญ จ๊อดกับหมูอยากสำรวจต่อ แต่ยอดลังเลจะร้องเรียกเพื่อน แต่ยังไม่ได้อ้าปากก็เห็นผีผู้ชายตนหนึ่งเคลื่อนเข้าหา เขาตกใจตาเหลือกวิ่งไปขี่รถจักรยานยนต์หนีไปอย่างรวดเร็ว
จ๊อดกับหมูค้นหาของมีค่าในห้อง ได้ยินเสียงยอดร้อง หมูเปิดประตูเห็นเพื่อนขี่รถหนีไปแล้ว ทันใดนั้นประตูห้องก็ปิดดังปัง แยกวัยรุ่นสองคนออกจากกัน
จ๊อดยังก้มหน้าก้มตาหาของมีค่า จู่ๆมีน้ำหยดลงหัว พอยกมือแตะเห็นว่าเป็นเลือดจึงเงยหน้าหาแหล่งที่มา เห็นผีผู้หญิงตนหนึ่งนั่งแสยะยิ้มเลือดหยดจากปากอยู่บนคานเรือน เขาตกใจร้องสุดเสียง
หมูที่ยืนหน้าห้องได้ยินเสียงร้องก็ตกใจ ทันใดนั้นประตูเปิดผลัวะ จ๊อดในสภาพเลือดเต็มหน้าคลานออกมา หมูยื่นมือช่วยดึง แต่เขากลับเห็นหน้าจ๊อดเป็นผีผู้หญิง อารามตกใจคว้าแจกันทุ่มใส่หัวเพื่อนแตกเลือดอาบ แล้ววิ่งหนีไปสตาร์ตรถจักรยานยนต์ จ๊อดวิ่งตามไปซ้อนท้ายพากันหนีอย่างรวดเร็ว
ผีชายหญิงยืนมองอยู่บนเรือนยิ้มสะใจ พลันร่างทั้งสองก็ค่อยๆลอยไปที่ประตูโรงเก็บเรือที่เปิดรับอยู่ เข้าไปนั่งคุกเข่าแทบเท้าสตรีนางหนึ่ง...พิกุลนั่นเอง
ooooooo
ที่บ้านธนารักษ์ ดานุสาละวนหาโทรศัพท์มือถือ ดาริกามาเคาะประตูห้องลูกชาย บอกว่าเธอจะออกไปธุระและถามเขาว่าจะค้างต่อหรือกลับบ้าน ดานุตอบว่าจะกลับบ้านแต่ยังหาโทรศัพท์ไม่เจอ จากนั้นเขาคุยกับแม่เรื่องการรักษาดาเรศว่าคุณตาจะให้พิกุลรักษาจริงๆหรือ ดาริการับว่าใช่ ดานุไม่พอใจที่ทุกคนเชื่อเรื่องผีไร้สาระ
สองแม่ลูกนึกถึงเหตุการณ์ประหลาดเมื่อคืน จู่ๆดาราที่กำลังท้าทายพิกุลให้เรียกผีมาเจรจาเรื่องดาเรศก็ล้มลงนั่งเหมือนโดนผลัก ลุกไม่ขึ้นเหมือนโดนกด ตาเหลือกเหมือนโดนรัดคอ มีเพียงดาเรศที่ร้องโวยวายว่าพี่สาวถูกผีทำร้าย แต่พอพิกุลเดินเข้าใกล้ท่องบ่นขมุบขมิบ ดารากลับลุกได้ปกติ
“ยัยดาเรศน่ะเพ้อเจ้อประสาทหลอนเป็นเรื่องปกติ แต่ยัยดารานี่สิ ไม่รู้เกิดบ้าจี้อะไร แต่นึกไปถ้าโดนผีเล่นงานจริงๆก็ดีจะได้เลิกทำตัวขวางโลกซะที”
“ผมว่าหมอพิกุลกำลังเล่นกับความกลัวของพวกเรา ทำให้พวกเราเกิดอุปาทาน เขาไม่ใช่หมอ เป็นได้ก็แค่หมอดูแบบพวกญาณทิพย์หรือจิตสัมผัสที่มีอาชีพเดาใจคน”
“ถ้าอย่างนั้นก็นับว่ายัยหมอพิกุลเดาได้เก่งมาก”
ดาริกาย้อนนึกถึงเรื่องที่ได้คุยกับพิกุลเมื่อคืน เธอรู้สึกว่าผู้หญิงคนนี้ประหลาดและไม่น่าไว้ใจ
“สรุปว่าที่ยัยดาเรศป่วยเป็นฝีมือของผีที่จะมาแก้แค้นอย่างนั้นเหรอจ๊ะ”
“พวกเขาทำอะไรคุณดาเรศไม่ได้หรอกค่ะ เขาแค่มาเตือนเท่านั้น ที่ผ่านมาคุณดาเรศอาการแค่ทรงๆเพราะวิญญาณพวกนั้นถูกกักขังอยู่ ไม่สามารถจะมาที่นี่ได้”
“อ้าว แล้วใครล่ะจ๊ะที่พิเรนทร์ไปปล่อยมันออกมา”
“ไม่ใช่ความพิเรนทร์แต่เป็นความรู้เท่าไม่ถึงการณ์ หรืออาจจะเป็นความโลภ ไม่มีอะไรที่ได้มาเปล่าๆ ทุกอย่างต้องแลก คุณเองก็กำลังอยากจะได้อะไรบางอย่างอยู่ไม่ใช่เหรอคะ”
ดาริกาเหม่อคิดอยู่คนเดียวจนดานุจับสังเกตได้ ถามแม่ว่าโดนพิกุลเดาใจเรื่องอะไร ดาริกาสะดุ้งก่อนปฏิเสธ
“ไม่มีอะไร ระดับแม่ไม่เคลิ้มกับใครง่ายๆหรอก แม่ไปดีกว่า” แล้วลุกขึ้นหอมแก้มลูกชาย
ดานุดึงมือแม่ไว้ “เดี๋ยวครับแม่ ตอนเด็กๆผมเคยเดินละเมอบ้างไหมครับ”
“ก็ไม่นี่ ทำไม ลูกไปเดินละเมอเข้าห้องผู้หญิงที่ไหนมาล่ะ”
“ไม่ใช่อย่างนั้นหรอกครับ คือตั้งแต่กลับมา ผมฝันแปลกๆ แล้วพอตื่นขึ้นมาก็เหมือนว่ามันไม่ได้หลับ”
ดาริกาไม่ทันซักลูกชาย ไลน์จากศิตาเลขาฯส่วนตัวก็ดังเตือนให้เข้าบริษัท จึงตัดบทพร้อมทิ้งท้ายขำๆ
ให้หมอพิกุลทำนายฝันแล้วผละไป ดานุเลิกสนใจแม่และหันมาหาโทรศัพท์ต่อแต่ไม่เจอจึงเดินออกจากห้อง โดยไม่เห็นผีผู้หญิงยืนหน้าซีดอยู่ข้างโต๊ะมองตามยิ้มพอใจแล้วหายวับไป เผยให้เห็นโทรศัพท์ของดานุที่พรรวีโทร.เข้ามาวางอยู่บนโต๊ะ...ผีอีแก้วบังตาไว้นั่นเอง
ooooooo
พรรวีนั่งขัดสมาธิจ้องหน้าจอโทรศัพท์บนเตียงในห้องพักโรงแรมที่สิงคโปร์ สีหน้าเครียดจนเพียงฟ้ากับจอมขวัญมาหยิบโทรศัพท์ไปดู สองสาวบ่นที่ดานุไม่รับสายพรรวีและไม่โทร.กลับ แต่เธอแก้ตัวให้แฟนหนุ่ม
“ฉันว่ามันต้องมีอะไรสักอย่าง เพราะเมื่อวานเขาตัดสายไปเฉยๆ โทร.ไปก็ไม่รับ”
เพียงฟ้ากับจอมขวัญยังไม่พอใจ แต่พรรวีแก้ตัวแทน “หรือว่าน้าเขาอาการทรุด เลยไม่มีเวลาโทร.”
เพียงฟ้าค้านอย่างไม่เชื่อ “แค่จิ้มๆโทรศัพท์เนี่ยนะ เสียเวลาไม่ถึงสองนาทีมั้ง ฉันว่าบางทีเธอกับเขาอาจจะคบกันนานเกินไป มันก็เลยหมดความตื่นเต้นรึเปล่า”
จอมขวัญสนับสนุนความคิดเพื่อน “จริง...เขาอาจเห็นเธอเป็นของตาย”
พรรวียังยืนยันความคิดตน “เพราะคบกันนานน่ะสิ ฉันถึงแน่ใจว่านุไม่ใช่คนเหลวไหล...มันต้องมีอะไรผิดปกติสักอย่าง”
ทางเมืองไทย จิรวัฒน์พยายามโทร.หาดานุแต่ไม่มีสัญญาณตอบรับจนหงุดหงิด พลันเสียงโทรศัพท์จากพรรวีดัง เขายิ้มดีใจรีบกดรับสายบอกคิดถึง หญิงสาวหงุดหงิด ขอให้เขาเล่าเรื่องดานุอย่างรวบรัด จิรวัฒน์ยังคงหยอกหญิงสาว
“จิน เราซีเรียสนะ นุนัดกับเราว่าพอเยี่ยมครอบครัวที่เมืองไทยเสร็จก็จะบินมาเจอเราที่สิงคโปร์ แต่ยังนัดกันไม่รู้เรื่องก็วางหูไปก่อน”
“เฮ้ย น้าไอ้นุมันป่วย มันคงยังไม่มีแก่จิตแก่ใจจะไปเที่ยวหรอกพอลลี่”
“แต่นุบอกเองว่าน้าเขาดีขึ้นแล้ว”
“มันอาจจะไม่อยากบอกก็ได้ อย่าเพิ่งงอนมันเลย เดี๋ยวจินตามให้ แล้วจะให้มันรีบโทร.กลับทันที”
จิรวัฒน์กดวางสาย ถอนหายใจเฮือกใหญ่ห่วงทั้งพรรวีและงาน หันไปเห็นวิทย์ยืนจ้องอยู่ก็ตกใจ ดีไซเนอร์คนเก่งหยอกจิรวัฒน์ว่าทำไมเสียงหวาน เขาตอบว่าคุยกับแฟนของดานุ วิทย์ผิดหวังที่ดานุมีแฟนแล้ว แต่จิรวัฒน์เครียดกว่าที่ดานุกำลังจะบินไปหาพรรวีที่สิงคโปร์ วิทย์ตกใจถามถึงงานบริษัท
“ก็บรรลัยน่ะสิ คงต้องภาวนาให้น้าไอ้นุอย่าเพิ่งหายดี มันจะได้มีข้ออ้างอยู่ช่วยงานเรา”
“ก็คือแช่งนั่นเอง”
“เออ เฮ้ยไม่ใช่ เขาก็ป่วยอยู่แล้วไง ไม่ได้อยู่ดีๆ
ไปแช่ง แต่ตอนนี้ที่สำคัญก็คือยังติดต่อไอ้นุไม่ได้”
“หรือจะเบี้ยว”
“ไม่มีทาง ไอ้นุนี่มันถือเรื่องนี้มาก รับปากเป็นรับปาก หรือว่าน้ามันจะป่วยหนักจริงๆ”










