สมาชิก

แม่อายสะอื้น

ตอนที่ 9

จากวันเป็นเดือน จากเดือนเป็นปีที่ช่อเอื้องไม่สามารถติดต่อพี่สาวได้ คำปันถอดใจไม่ยอมไปหาหมอตา ในที่สุดตาก็บอด งานแสดงที่เคยมีก็หดหายจนไม่เหลือ เงินทองที่เคยมีกินมีใช้ไม่ขาดมือ ก็พลอยหดหายไปด้วยเนื่องจากไม่ได้รับเงินจากดาวนิล...

ขณะที่ชีวิตความเป็นอยู่ของคำปัน ช่อเอื้องและกลองเริ่มแร้นแค้น ชีวิตดาวนิลกลับโชติช่วง ได้รับรางวัลนักแสดงหญิงดีเด่นเป็นปีที่สี่ติดต่อกัน นักข่าวต่างรุมล้อมขอสัมภาษณ์หลังจากรับรางวัลลงมาจากเวที

คำถามส่วนใหญ่เกี่ยวกับละครเรื่องใหม่ที่เธอรับเล่น ก่อนจะมีคำถามตบท้ายเกี่ยวกับความรักระหว่างเธอกับทรงพลเมื่อไหร่จะมีข่าวดี ดาวนิลยิ้มเขินๆให้นักข่าว ถามพี่หลิวหลิวเองจะดีกว่าว่าอนุญาตหรือยัง

“แหมมาโบ้ยพี่ ฟังอยู่...มาขอเลยนะคะคุณทรงพล” คำพูดของหลิวหลิวเรียกเสียงกระเซ้าจากนักข่าวอื้ออึง ดาวนิลยิ้มแย้มมีความสุข โดยไม่รู้เลยว่าครอบครัวที่ตัวเองทอดทิ้งกำลังลำบากอย่างหนัก เงินที่เธอใส่บัญชีไว้ให้หมดไปนานแล้ว ช่อเอื้องต้องรับจ้างทำทุกอย่าง ทั้งงานในไร่ ทั้งงานแบกของไปส่งเพราะต้องเลี้ยงทั้งพ่อที่ตาบอดและกลองที่ขาพิการ ชาวบ้านกลุ่มหนึ่งเห็นช่อเอื้องแล้วอดสงสารไม่ได้

“ดูสิ สงสารช่อเอื้องมันเนอะ ต้องไปทำงานที่ไร่”

ป้าบัวผ่านมาได้ยิน กลับบอกว่าไปสงสารมันทำไม เป็นลูกทำงานเลี้ยงพ่อแม่ถูกต้องแล้ว ชาวบ้านแซวเหมือนที่วิไลส่งเงินมาให้เธอทุกเดือนใช่ไหม แล้วนี่เธอไม่คิดจะทำมาหากินเองบ้างหรือ คอยแต่ให้ลูกส่งเงินมาให้ ป้าบัวยอกย้อนทีคำปันไม่เห็นต้องทำอะไร ชาวบ้านเถียงแทนว่าคำปันตาบอดก็เลยต้องเลิกคณะแสดง แกคงจะตรอมใจด้วยถึงได้ขายเครื่องดนตรีให้หนานเมืองไปหมด ป้าบัวแดกดัน

“ไม่มีเงินกินข้าวจนต้องขายของมากกว่า นี่ล่ะน้า ดันซวยมีลูกอกตัญญูหนีไปสบายที่กรุงเทพฯคนเดียว”

หนึ่งในชาวบ้านชักสงสัย ถ้าอย่างนั้นที่บอกว่าดาวนิลไปเป็นดาราก็เป็นเรื่องจริงใช่ไหม ชาวบ้านอีกคนหนึ่งรีบปิดปากเธอไว้ อย่าพูดดังไปถ้าช่อเอื้องได้ยิน อาละวาดตายเลย มันยืนยันว่านั่นไม่ใช่พี่สาวของมัน

“แต่เรื่องนี้ข้าเห็นด้วยกับช่อเอื้องมันนะ จะไปใช่ได้ยังไง ดาราคนนั้นออกจะสวยเป็นผู้ดี ดาวนิลมันก็แค่สวยบ้านๆ บุญวาสนามันไม่ถึงขั้นนั้นหรอก ป่านนี้คงทำงานโรงแรมมีลูกมีผัวจนลืมพ่อ หรือไม่ผัวมันก็ห้ามไม่ให้ติดต่อกับทางบ้านก็แค่นั้นแหละ” 

ป้าบัวตั้งข้อสังเกตชาวบ้านคิดคล้อยตามที่เธอพูด แต่ที่สำคัญไม่ว่าดาวนิลที่บ้านแม่อายจะใช่ดาราดังคนนั้นหรือไม่ ก็ไม่เห็นต้องทอดทิ้งพ่อทิ้งน้องให้ลำบากแบบนี้ 

ไหนจะยังมีกลองที่ตัวเองเอามาทิ้งไว้ให้เป็นภาระพ่อภาระน้องอีก

ตอนนี้กลองโตขึ้นแล้ว แม้จะต้องใส่ขาเทียมแต่ก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคในการช่วยเหลือ ช่อเอื้องทำงานบ้านเล็กๆน้อยๆและดูแลคำปัน นอกจากนี้หากมีเวลาว่างจากงานที่บ้าน กลองก็จะออกไปช่วยงานพวกชาวบ้าน ทำให้ทุกคนพากันเอ็นดูในความขยันไม่ย่อท้อของแก

วันนี้กลองก็ไปช่วยงานที่ร้านขายของอีก พอช่อเอื้องไปซื้อข้าวสารกับปลาสองตัวจะมาทำน้ำพริกกินเป็นมื้อเย็น เจ้าของร้านก็เลยแถมปลาให้อีกหนึ่งตัวเป็นการตอบแทนที่กลองมาช่วยงาน...

ในขณะที่ช่อเอื้อง คำปันและกลองมีเพียงน้ำพริกผักต้มกับปลาปิ้งตัวเล็กๆคนละหนึ่งตัวเป็นอาหารค่ำ ดาวนิลขับรถหรูมาจอดหน้าบ้านทรงพล โดยมีอาหารจากร้านดังระดับห้าดาวติดมือมาด้วย สักพักเทวัญขับรถเข้ามาจอด ทักทายกับเธอพอไม่ให้เสียมารยาทด้วยท่าทีและน้ำเสียงเหินห่าง แล้วขยับจะไป

“เดี๋ยวค่ะ ดาวนิลนัดคุณพลกินข้าวเย็นไว้ ซื้อกับข้าวมาเต็มเลย นมน้อยจะได้ไม่ต้องเหนื่อยทำกับข้าว คุณหมออยู่กินข้าวด้วยกันนะคะ”

เทวัญขอผ่าน เชิญดาวนิลตามสบาย แล้วบอกให้รีบเข้าข้างในเดี๋ยวใครมาเห็นจะสงสัยได้ว่าเราคุยอะไรกัน เธอไม่เข้าใจคนรู้จักกันทำไมจะคุยกันไม่ได้ เขาว่าเธอคงไม่อยากให้ใครคิดว่าเธอรู้จักกับเขา แล้วเดินไปยังบ้านตัวเองที่อยู่บริเวณเดียวกัน หญิงสาวมองตามอยู่อึดใจ ก่อนจะเดินเข้าบ้านทรงพล...

ดาวนิลอุตส่าห์ซื้ออาหารมาสารพัดเมนู หวังจะเอาใจแม่นมน้อยแต่กลับไม่ถูกปากสักอย่าง ติไปหมดนั่นก็เผ็ดไป นี่ก็หวานไป แล้วสั่งให้กล้วยกับอ้อยไปเจียวไข่มาให้กิน ดาวนิลถึงกับหน้าเสีย ทรงพลมองแม่นมน้อยอย่างตำหนิ ท่านถึงได้ออกตัว ไม่ได้ตั้งใจจะว่าดาวนิลซื้ออาหารไม่อร่อย ตนแค่ไม่ชอบกินกับข้าวถุง

“แต่นมเข้าใจค่ะว่าคุณดาวนิลเป็นดารา จะมาให้เข้าครัวทำกับข้าวก็คงทำไม่เป็น แค่หาเงินได้แล้วไปซื้อกับข้าวแพงๆมาตั้งซะเต็มโต๊ะได้แบบนี้ก็เก่งแล้วค่ะ” แม่นมน้อยไม่วายว่ากระทบ ทรงพลได้แต่มองท่านปริบๆ พูดอะไรไม่ออก หลังกินข้าวเสร็จ ดาวนิลกับทรงพลออกมานั่งรับลมที่ริมสระว่ายน้ำ เธออดบ่นไม่ได้ จะผ่านไปกี่ปี เธอก็ไม่เคยเอาชนะใจแม่นมน้อยของเขาสำเร็จ ทรงพลแก้ตัวแทนท่านว่าคนแก่เอาใจยากหน่อย

“นมไม่ชอบกับข้าวถุงเพราะนมชินกับการทำกินเองมาตลอดชีวิต ยิ่งกับพวกผม นมจะดูแลเรื่องโภชนาการเข้มงวดเลยล่ะ แต่ผมชอบนะดูไม่ยุ่งยากดี ที่สำคัญมันอร่อยมากขึ้นแค่ได้กินกับคุณ”

“ขอบคุณนะคะ คุณพลทำให้ดาวนิลยิ้มได้ตลอดเลย”

ทรงพลแนะถ้าแม่นมน้อยอยากให้ดาวนิลหัดทำกับข้าวให้เขากิน เธอก็ควรเลิกเป็นดาราแล้วมาเป็นแม่บ้านให้เขา ถ่ายละครเรื่องนี้เสร็จเมื่อไหร่ ไม่ต้องรับเรื่องใหม่อีกแล้ว มาเป็นแม่บ้านดูแลเขาแทน ดาวนิลถึงกับอึ้งที่เขาพูดเหมือนขอเธอแต่งงาน...

แม้กล้วยกับอ้อยจะถูกใจดาวนิลและเห็นว่าเหมาะสมกับทรงพลมากกว่าจิดาภาเป็นไหนๆ แต่แม่นมน้อยกลับเห็นตรงกันข้าม แถมยังตั้งแง่กับเธออีกด้วย

ooooooo

คำปันมานั่งที่ลานซ้อมการแสดงของหมู่บ้านโดยมีกลองนั่งข้างๆ ที่นี่ทำให้เขาหวนนึกถึงอดีตตอนที่ตีกลองให้ดาวนิลรำดาบ เล่าให้กลองฟังว่าวันไหนที่ดาวนิลมาซ้อมการแสดงจะมีชาวบ้านมาดูกันเยอะมาก

“พี่ดาวนิลที่ช่วยชีวิตหนูไว้น่ะเหรอจ๊ะ”

“ใช่...พี่เขารำสวยมากเลยนะ” คำปันพูดถึงลูกสาวคนโตแล้วก็ยิ่งคิดถึง ช่อเอื้องมาทันได้ยินถึงกับของขึ้น เล่นงานทั้งพ่อทั้งกลองที่พากันมานั่งตากแดด คำปันไม่เข้าใจเรื่องแค่นี้ทำไมต้องหงุดหงิดด้วย

“ก็ฉันห้ามพ่อแล้วพ่อเคยฟังไหม มานั่งนึกถึงอดีตอะไรของพ่อ อดีตมันก็คืออดีตอะ พ่อนึกถึงไปก็เสียเวลาเปล่า” ช่อเอื้องรู้สึกตัวว่าพูดแรงไป รีบเปลี่ยนโทนเสียงให้อ่อนลง “ไป ฉันจะพาพ่อกลับบ้าน”

“พ่อยังไม่กลับ พ่ออยากนั่งอยู่ตรงนี้อีกสักพัก”

ช่อเอื้องโมโหขึ้นมาอีก ถ้าพ่ออยากจะอยู่ต่อก็ตามใจ คว้าแขนกลองจะพากลับ เด็กน้อยโวยวายทิ้งไว้คนเดียวแบบนี้แล้วตาจะกลับอย่างไรในเมื่อมองไม่เห็น ช่อเอื้องไม่สนใจลากกลองกลับไปจนได้...

ตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว คำปันยังคงนั่งอยู่ที่ลานซ้อมการแสดงไม่ขยับไปไหน ช่อเอื้องยืนมองพ่ออยู่อีกมุมหนึ่งทั้งโมโหทั้งสงสาร ก่อนจะดันหลังกลองให้เข้าไปหาท่าน เด็กน้อยวิ่งหน้าตั้งเข้าไปทันที

“ตา...หนูมาพากลับบ้าน” พูดจบกลองฉุดมือคำปันให้ลุกขึ้น เขาแปลกใจนี่มาคนเดียวมืดๆหรือ เด็กน้อยมองหน้าช่อเอื้องซึ่งส่ายหน้าเป็นทำนองไม่ให้พูดถึงตน

“มาคนเดียวจ้ะ แต่เอาไฟฉายมาด้วยมองเห็นชัดเจน”

ooooooo

คำปันยังงอนเรื่องเมื่อวานไม่หาย ช่อเอื้องเรียกให้กินข้าวเช้าก็เลยไม่ยอมกิน อ้างยังไม่หิวแล้วลุกขึ้นคลำทางจะลงบันได เธอถามว่าจะไปไหนท่านก็สั่งไม่ให้มายุ่ง ช่อเอื้องทั้งโกรธทั้งน้อยใจ

“อ้อ ฉันถามพ่อไม่สนใจใช่ไหม ต้องให้ฉันทิ้งพ่อไปเหมือนพี่ดาวนิลใช่ไหมพ่อถึงจะสนใจฉันบ้าง”

“ช่อเอื้อง ห้ามพูดถึงพี่เขาแบบนั้น” คำปันเสียงกร้าว ช่อเอื้องกำลังเดือดปุดๆ ไล่กลองไปเล่นกับเพื่อนก่อน รอจนเด็กน้อยไปพ้นแล้ว จึงหันมาต่อว่าพ่อว่านึกถึงแต่พี่ดาวนิล ไม่เคยนึกถึงตนบ้างทั้งที่ตนทำงานเหนื่อยแทบตาย คำปันเถียงแทนที่ดาวนิลหายหน้าไปก็เพราะไปทำงานหาเงินมาให้พวกเราใช้ แทนที่จะเป็นห่วงกลับตำหนิพี่ตัวเองแบบนี้ใช้ไม่ได้ เธอโกรธที่พ่อเข้าข้างพี่สาว

“งั้นทำไมพ่อไม่ไปตามหาพี่เขาเลยล่ะ จะมาเสียเวลาอยู่กับฉันทำไม” ตัดพ้อจบช่อเอื้องลงเรือนไปทั้งน้ำตา คำปันเองก็เสียใจที่ดาวนิลหายหน้าไปน้ำตาไหลอาบแก้ม กลองที่แอบดูอยู่เห็นท่านร้องไห้เข้ามาปลอบ ถ้าตาคิดถึงพี่ดาวนิล ตนจะไปตามมาให้ คำปันปาดน้ำตาทิ้ง จะไปตามได้อย่างไรในเมื่อเธออยู่กรุงเทพฯ กลองอาสาจะพาคำปันไปที่นั่นเอง แม้สายตาของท่านจะไม่ดีแต่สายตาของตนเห็นชัดเจน

“หนูเคยได้ยินป้าบัวพูดว่าเขาจะนั่งรถไปหาลูกสาวเขาที่กรุงเทพฯ เราก็นั่งรถไปแบบเขาก็ได้นี่”

คำปันคิดคล้อยตามคำพูดของกลองจึงชวนกันไปหาป้าบัวที่บ้านเพื่อสอบถามถึงที่อยู่ของวิไลที่กรุงเทพฯ เผื่อเธอจะรู้ว่าดาวนิลอยู่ไหน ป้าบัวไม่คิดว่าคำปันจะกล้าไปกรุงเทพฯจึงจดที่อยู่มั่วๆใส่กระดาษให้ไป...

ครั้นกลับถึงบ้านคำปันแอบเก็บข้าวของจำเป็นใส่กระเป๋าเสื้อผ้าเก่าๆ แล้วเอาเงินในกระปุกออมสินที่สะสมไว้เทใส่กระเป๋าสตางค์ใบเล็กๆ เตรียมหนีเข้ากรุงเทพฯพร้อมกับกลอง

ooooooo

ช่อเอื้องตื่นขึ้นในตอนเช้าไม่เจอทั้งพ่อทั้งกลอง เดินหารอบบ้านก็ไม่เห็นรีบวิ่งไปดูในตัวหมู่บ้าน ถามชาวบ้านตามรายทางก็ไม่มีใครพบ กระทั่งมาถึงร้านขายของ ได้ความคืบหน้าจากโต้งเด็กขนของประจำร้านว่า

“เห็นครูคำปันขอติดรถส่งผักเข้าเมืองไปตั้งแต่เช้ามืดแล้ว แกบอกว่าจะไปกรุงเทพฯไปกับไอ้กลอง ป่านนี้ขึ้นรถทัวร์ไปแล้วมั้ง”

ป้าบัวที่ยืนซื้อของอยู่ถึงกับร้องเอะอะว่าไปจริงๆหรือนี่ ช่อเอื้องหันขวับไปมอง ป้าบัวรู้ตัวว่าเผลอบ่นเสียงดังไปหน่อยรีบวิ่งหนี ช่อเอื้องตามไปดึงแขนไว้ เมื่อครู่นี้พูดว่าอะไร ป้าบัวเห็นสีหน้าเอาเรื่องของอีกฝ่ายจำใจสารภาพ เมื่อวานนี้คำปันมาถามที่อยู่ของดาวนิล ตนไม่รู้จะทำอย่างไรก็เลยเขียนที่อยู่มั่วๆให้ไป

“ทำไมป้าทำแบบนี้”

“เอ้า ข้าก็สงสารพ่อเอ็งเหมือนกันนี่ ใครจะไปรู้ล่ะว่าแกจะบ้าเข้ากรุงเทพฯตาก็บอดแบบนั้น ไอ้กลองก็เป็นแบบนั้น จะไปช่วยอะไรได้” ป้าบัวลอยหน้าอย่างไม่มีสำนึก ช่อเอื้องใจคอไม่ดีรีบวิ่งกลับบ้าน...

กว่าคำปันกับกลองจะถึงสถานีขนส่งหมอชิตแดดคล้อยมากแล้ว ทั้งคู่ต่างเงอะงะไม่รู้จะไปทางไหน คำปันหยิบกระดาษจดที่อยู่ที่ป้าบัวให้มา ไล่ถามคนแถวนั้นไปทั่วว่าจะไปยังที่อยู่นี้ได้อย่างไร มีคนใจดีบอกกับทั้งคู่ว่ารถเมล์ที่ตนจะนั่งผ่านถนนเส้นนี้ แต่เนื่องจากมีแค่ชื่อถนน กับบ้านเลขที่ ไม่มีชื่อซอย ดังนั้นคำปันจะต้องไล่ถามคนแถวนั้นเอาเอง จังหวะนั้นรถเมล์สายเป้าหมายมาพอดี หญิงใจดีจึงพาทั้งคู่ขึ้นรถไปด้วยกัน

ครั้นมาถึงถนนสายที่ว่า หญิงใจดีบอกให้ทั้งคู่ลงป้ายนี้ได้เลย กลองยกมือไหว้ขอบคุณเธอ จากนั้นสองตาหลานลงจากรถเมล์ เอากระดาษโน้ตจดที่อยู่ถามคนแถวนั้นไปทั่วแต่ไม่ได้ความอะไร...

ในเวลาเดียวกัน ช่อเอื้องนั่งรถทัวร์มาลงที่สถานีขนส่งหมอชิต เจอวรรณารอท่าอยู่วิ่งเข้าไปกอดด้วยความคิดถึง พลางถามว่าไม่เจอพ่อของตนใช่ไหม วรรณาส่ายหน้า พอช่อเอื้องโทร.มาบอกตนก็รีบมาเลย เดินหาแถวนี้หลายรอบแล้วแต่ไม่เจอ แน่ใจหรือว่าท่านมากรุงเทพฯ ช่อเอื้องแน่ใจ

“แล้วเขารู้จักใครที่กรุงเทพฯหรือเปล่า เขาอาจจะไปหาคนนั้นก็ได้”

ช่อเอื้องส่ายหน้าน้ำตาคลอเบ้า พ่อไม่รู้จักใครที่นี่เลย ถ้าท่านกับน้องเป็นอะไร เธอจะไม่ให้อภัยตัวเอง...

ด้านคำปันกับกลองเดินถามหาที่อยู่ที่ป้าบัวจดให้จนเมื่อยขาแต่ก็ไม่ได้อะไร จึงพากันไปนั่งพักที่ป้ายรถเมล์ คำปันเห็นเลยมื้อเย็นมานานแล้ว กลองคงหิวหยิบห่อข้าวเหนียวกับปลาย่างและน้ำเปล่าในขวดพลาสติกขาวขุ่นออกมาให้เด็กน้อยกิน จากนั้นก็หยิบรูปถ่ายของดาวนิลซึ่งเก่าจนรูปเปลี่ยนสีขึ้นมาถือไว้

“ถ้าเราหาพี่ดาวนิลไม่เจอ เรากลับบ้านกันไหมตา”

คำปันพยักหน้ารับคำ “งั้นเดี๋ยวกินเสร็จแล้ว เรากลับบ้านกันเนอะ”

เหตุการณ์ไม่เป็นอย่างที่คำปันคาดคิด มีวัยรุ่นสองคนซ้อนท้ายมอเตอร์ไซค์มากระชากกระเป๋าของคำปันซึ่งใส่ทุกอย่างเอาไว้ทั้งเงิน ทั้งรูปถ่ายดาวนิลและกระดาษจดที่อยู่ไป คำปันกับกลองพยายามจะแย่งคืน คนร้ายผลักกลองล้มกลิ้ง คำปันเป็นห่วงเด็กน้อยจำต้องปล่อยให้โจรเอากระเป๋าไปแล้วรีบเข้ามาดูแล โชคดีที่กลองไม่เป็นอะไรมากมีเพียงรอยฟกช้ำเท่านั้น

พวกโจรขี่มอเตอร์ไซค์ไปจอดแถวมุมปลอดคน รื้อค้นดูในกระเป๋าของคำปัน เจอเงินไม่กี่บาทกับข้าวของเก่าๆถึงกับบ่นอุบว่าเสียเวลาขโมยเนื่องจากไม่มีของมีค่าอะไร ก่อนจะเหวี่ยงกระเป๋าใบนั้นทิ้ง

ooooooo

ช่อเอื้องกับวรรณาเดินหาคำปันกับกลองไปตามถนนห่างจากสถานีขนส่งหมอชิตมามากพอสมควรแต่ไม่มีวี่แวว วรรณาเห็นดึกแล้วชวนเธอไปพักผ่อนที่บ้านของตัวเอง นี่ถ้าตนมีรถขับก็คงจะดีไม่น้อย จะได้ขับให้เธอนั่งไม่ต้องเดินให้เมื่อย ช่อเอื้องฉุกคิดถึงทรงวุฒิขึ้นมาได้ ค้นดูในกระเป๋าสตางค์เจอนามบัตรของเขารีบโทร.หา

ทรงวุฒิกำลังหลับสบายอยู่บนเตียง ได้ยินเสียงโทรศัพท์ดังขึ้น รับสายทั้งที่ตายังหลับ ทีแรกเขานึกไม่ออกว่าช่อเอื้องไหนโทร.มาดึกๆดื่นๆ พอเธอเท้าความว่าเป็นช่อเอื้องที่เขาเกือบขับรถชน ชายหนุ่มทะลึ่งพรวดลุกขึ้นแต่งตัวออกไปหาตามที่อยู่ที่เธอให้ ไม่นานนักเขาขับรถมารับเธอกับวรรณาที่ป้ายรถเมล์ตามที่นัดไว้ สอบถามถึงการมากรุงเทพฯครั้งนี้ของเธอก็ได้ความว่ามาตามหาพ่อกับน้องซึ่งหลงทางติดต่อไม่ได้

“แล้วแจ้งพวกศูนย์คนหายหรือยัง”

“แจ้งแล้ว แล้วก็เดินหาจนทั่วจนเมื่อย ก็เลยต้องโทร.เรียกแท็กซี่ฟรีอย่างนายไงล่ะ” วรรณายิ้มยียวน

ชายหนุ่มคุยอวดตนเองเป็นได้มากกว่าแท็กซี่ฟรีแล้วคว้ามือถือจะโทร.สั่งลูกน้องให้ช่วยกันออกตามหา แต่ต้องขอข้อมูลคร่าวๆก่อนว่าพ่อของช่อเอื้องน่าจะหลงอยู่แถวไหน เธอเองก็ไม่รู้เหมือนกันเพราะพ่อไม่เคยเข้ากรุงเทพฯ อีกทั้งไม่รู้จักใคร ไม่น่าไปไกลจากสถานีขนส่งหมอชิต เขาขอรูปพรรณสัณฐานของทั้งคู่

“คนแก่กับเด็ก พ่อฉันตาบอดแล้วน้องก็พิการใส่ขาเทียม”

วรรณาเห็นทรงวุฒิเอาแต่จ้องช่อเอื้องที่ทำท่าจะร้องไห้เร่งให้เขารีบโทร.หาลูกน้อง...

เนื่องจากไม่มีที่ไปและเงินก็ถูกโจรวิ่งราว คำปันตัดสินใจนอนค้างที่ป้ายรถเมล์ ลงนั่งกับพื้นให้กลองนอนหนุนตัก เด็กน้อยหลับไปด้วยความอ่อนเพลีย ส่วนเขาหลับๆตื่นๆคอยเอากระดาษหนังสือพิมพ์แถวนั้นปัดยุงให้โดยไม่รู้ว่าข้าวเหนียวปลาย่างเสบียงอาหารของตัวเองถูกหมาจรจัดขโมยเอาไปกินเกลี้ยง

ตื่นเช้าขึ้นมากลองก็เลยไม่มีอะไรกิน เงินก็ไม่มีจะซื้อ สองตาหลานได้แต่นั่งซึมอยู่ตรงนั้น...

ฝ่ายทรงวุฒิ ช่อเอื้องและวรรณาตามหาคำปันกับกลองทั้งคืนแต่ไม่เจอ ต่างเหน็ดเหนื่อยมาก เขาจึงเข้าไปจอดรถนอนในปั๊มน้ำมัน ครั้นตื่นขึ้นมาก็พบกับข่าวดี ลูกน้องโทร.มาแจ้งว่าเจอคนหายแล้ว...

กลองกับคำปันยังคงนั่งอยู่ที่ป้ายรถเมล์ในสภาพอับจนหนทางไม่รู้จะทำอย่างไรดีโดยมีขวดน้ำที่เพิ่งดื่มหยดสุดท้ายหมดไปวางอยู่ตรงหน้า ผู้คนเดินผ่านไปมาเห็นกลองที่ขาพิการก็สงสารเอาเศษเงินวางให้ คำปันไม่อยากให้ใครมาคิดว่าตัวเองกับกลองเป็นขอทานก็เลยร้องเพลงแลกเศษเงินโดยให้กลองช่วยเคาะจังหวะ ผู้คนที่เดินผ่านไปมาชอบใจ วางเงินให้ เด็กน้อยมารยาทงามยกมือไหว้ทุกคนที่เมตตา

อีกฝั่งหนึ่งของถนน ทรงวุฒิขับรถมาจอดเนื่องจากเป็นจุดที่ลูกน้องแจ้งว่าเจอสองตาหลาน ทั้งช่อเอื้อง วรรณาและทรงวุฒิช่วยกันกวาดตามองหากระทั่งเห็นคนกลุ่มเล็กๆกำลังมุงดูอะไรบางอย่าง ช่อเอื้องรีบข้ามถนนไปดู เห็นพ่อกับกลองร้องเพลงแลกเงินถึงกับน้ำตาไหลพราก วิ่งเข้าไปกอดทั้งคู่ไว้แน่น

“พี่มารับกลองกลับบ้านแล้ว” เด็กน้อยพลอยร้องไห้ไปด้วย

“ใช่ พี่มารับกลับบ้านแล้ว”

ooooooo

แม่อายสะอื้น

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด