สมาชิก

เดือนประดับดาว

ตอนที่ 7

การอ่านไดอารี่ทำให้เพื่อนเข้าใจชีวิตในแต่ละวันของแพง แล้วมาสะดุดที่บันทึกหน้าสุดท้ายถึงกับน้ำตาร่วงสะเทือนใจอย่างมาก

“เพื่อน...แพงขอโทษนะที่โกหกเพื่อนไปว่าเราไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน เราอาจจะทะเลาะและมีเรื่องที่ไม่เข้าใจกันบ้าง แต่แพงอยากจะบอกว่า ที่ผ่านมาแพงไม่เคยเกลียดเพื่อนเลย เพื่อนเป็นทั้งพี่ทั้งน้องแล้วก็เป็นเพื่อนคนเดียวที่แพงเชื่อมั่นและไว้ใจกว่าใครๆ แพงรักเพื่อนมากนะ ดีใจที่เราทั้งคู่ได้เป็นพี่น้องกัน...”

สองสัปดาห์ผ่านไป เพื่อนแสดงละครแทนแพงได้ไม่ดี ทวิตตี้แก้ตัวแทนว่าที่ยังไม่เข้าที่เข้าทางเพราะยังสะเทือนใจจากอุบัติเหตุ...ด้านกันลองโดนชลลดาเอาเรื่องที่แพงฟอร์มตกมาอ้างว่าจะส่งผลต่อสินค้า แต่เขายืนกรานว่าแพงต้องทำได้ดี ชลลดาอ่อนใจ

ทางด้านละครมีการโปรโมตเรื่องรักนี้มีตบที่วรัชช์เล่นคู่กับแพง และมีจิตจีรังเป็นนางอิจฉา เป็นเรื่องราวของนักกีฬาวอลเลย์บอลสาวกับผู้ช่วยโค้ชที่คอยช่วยเหลือจนเกิดเป็นความรัก

ระหว่างถ่ายทำเพื่อนแสดงไม่ได้ ลืมบทบ้าง ผิดคิวบ้าง วรัชช์โดนลูกหลงไปหลายครั้งแต่เขาก็คอยช่วยเหลือเธอเต็มที่ และแอบหยอดมุกนอกบทกับเธอบ่อยๆตามประสาคนเจ้าชู้

เพื่อนกลับบ้านด้วยท่าทางอ่อนเพลีย รื่นจิตบอกว่าทางโรงพยาบาลแจ้งว่าอาการโฮปทรุดลง แต่ไม่ต้องห่วง ตนแวะไปดูให้แล้ว เพื่อนตกใจรีบถามว่าแม่เห็นหน้าไหม เธอส่ายหน้าบอกเจอแต่หมอ หมอบอกว่าอาการยังทรงอยู่ รื่นจิตอยากรู้ว่าสนิทกันนานแล้วหรือไม่เคยเห็นพูดถึง

เพื่อนสวน “ปกติเราก็ไม่ค่อยได้คุยกันอยู่แล้วนี่คะ ...ช่างเถอะ เดี๋ยวแพงโทร.บอกที่โรงพยาบาลเองว่าถ้าติดต่อญาติเขาไม่ได้ให้โทร.หาแพงคนเดียว จะได้ไม่ต้องรบกวนแม่อีก”

รื่นจิตสะเทือนใจแต่พยายามอ่อนข้อเข้าหา “เรื่องของแพงแม่ไม่เคยคิดว่าเป็นการรบกวน อย่าทำเหมือนกับแม่ไม่ได้พยายามเพื่อแพงหน่อยเลย พักนี้แพงเป็นอะไรดูเครียดจัง เรื่องงานหรือลูก ปล่อยวางบ้างเถอะ อะไรที่มันมากไป มันก็ไม่ดีเสมอไปหรอกนะ เหนื่อยก็พัก คนที่แบ่งเวลาไม่ได้ต่างหากคือคนที่ล้มเหลว ตั้งแต่เกิดเรื่องครั้งนี้ แม่ก็รู้แล้วว่างานไม่ใช่ทุกอย่าง ลูกต่างหากที่สำคัญกับแม่ที่สุด”

เพื่อนหยั่งเชิง “แล้วถ้าวันนึงมีคนมาบอกแม่ว่า แม่ยังมีลูกอยู่อีกคน แม่จะให้ความสำคัญกับเขาเหมือนอย่างที่ให้กับแพงหรือเปล่าคะ”

“แพงลองใจอะไรแม่เหรอ สำหรับแม่แล้ว แพงเป็นลูกคนเดียวของแม่ ไม่มีใครจะสำคัญไปกว่าแพงหรอก”

เพื่อนผิดหวังเสียใจอย่างบอกไม่ถูก ขอตัวกลับขึ้นห้อง รื่นจิตมองตามอย่างไม่สบายใจ...บ่ายวันนั้น เพื่อนนั่งซ้อมบทอยู่ริมสระน้ำ กันลองปีนข้ามรั้วมาช่วยต่อบท แต่แล้วเขาก็นอกบทส่งมุกจีบ เพื่อนต้องพยายามหักห้ามใจไม่ให้เคลิ้ม...คืนนั้นเพื่อนจดบันทึกไดอารี่ของแพงว่า

“แพงเป็นคนมีความรับผิดชอบเรื่องงานสูงมากเหมือนแม่”

รุ่งเช้า เพื่อนมาดูอาการแพงที่โรงพยาบาล หมอบอกว่าแพงไม่ถึงโคม่าแต่ยังต้องอยู่ไอซียู และต้องคอยขยับข้อทุกข้อไม่ให้ยึดแข็ง เพื่อนกุมมือแพงน้ำตาไหลริน

ooooooo

วันต่อมา เพื่อนยังแสดงได้ไม่ดีและจำบทไม่ค่อยได้ จิตจีรังแปลกใจว่าแพงเป็นอะไร เพื่อนอ้างว่าแกนสมองซีกซ้ายได้รับความกระทบกระเทือน หมอบอกว่าอาจเป็นโรคดิสเล็กเซีย จิตจีรังได้ยินว่าโรคติสต์แตก

“ไม่ใช่ๆ มันคือโรคการอ่านหนังสือบกพร่องชนิดอ่อนๆน่ะ”

“แต่ฉันว่าบางทีปัญหามันอาจจะลี้ลับกว่ารอยบุที่สมองเธอก็ได้นะ” จิตจีรังจ้องหน้า

สุดท้ายจิตจีรังพาเพื่อนมาหาหมอดู เพื่อหาทางแก้ เพื่อนลังเลไม่อยากเชื่อเรื่องพวกนี้...แต่พอหมอดูพูดขึ้นว่าช่วงนี้การทำงานติดขัด เพราะต้องทำงานที่ตัวเองไม่คุ้นเหมือนเอางานของคนอื่นมาทำ สวมบทบาทเป็นคนอื่น...เพื่อนสะดุ้ง จิตจีรังร้องวี้ดว้ายดูได้ตรงเผง แต่พอหมอดูพูดต่อ

“อดทนหน่อย ต้องรับผิดชอบมากกว่าคนอื่น เหนื่อยช่วงแรกแต่ผ่านไปจะดีเอง เรื่องความรักเป็นคนมีเสน่ห์นะ มีแต่คนอยากเข้ามาหา อีกสักพักอะไรๆ จะชัดเจนขึ้น หมอเห็นคุณกำลังส่องกระจก เหมือนผูกพันอยู่กับเงาของตัวเองหรือใครซักคนที่หน้าเหมือนคุณมาก เขากำลังป่วยหนัก คุณดูแลเขาเต็มที่ และเก็บซ่อนเขาไว้ คุณมีพี่น้องไหมหรือมีฝาแฝดรึเปล่า”

เพื่อนสบตาหมอดูอย่างหวั่นใจ จิตจีรังแทรกตอบแทนว่าไม่มี แพงเป็นลูกคนเดียว แล้วว่าหมอมั่ว พาเพื่อนกลับออกมา แถมว่าให้กลับไปท่องบทให้แม่นๆ อย่าทำคนอื่นเสียเวลาดีกว่า เพื่อนเคืองแกล้งโทร.หาวรัชช์ให้มาช่วยต่อบทเพราะไม่อยากทำให้ใครเสียเวลา จิตจีรังแทบกรี๊ด

วันต่อมาเป็นการถ่ายฉากเล่นวอลเลย์บอล เพื่อนทำไม่ได้อีก วรัชช์ออกโรงแก้ต่างให้ว่าตัวเองทำให้เธอเสียสมาธิ ผู้กำกับสั่งพัก เพื่อนจะเดินออกจากสนามสะดุดลูกบอลล้ม วรัชช์ถลาเข้าประคอง เสื้อเธอถลกขึ้นมา ทวิตตี้กลัวมีภาพหลุด รีบแทรกเข้าดึงแพงออกมา ปากก็บ่นว่าเมื่อไหร่ลูกสาวจะท็อปฟอร์มเหมือนเดิมเสียที วรัชช์แปลกใจที่อุบัติเหตุทำให้แพงโก๊ะขึ้นได้

หลังเลิกกอง ทวิตตี้มีงานต่อให้กันลองมารับแพงกลับบ้าน เพื่อนรู้สึกเหนื่อยใจอย่างมาก พอกันลองเอาอกเอาใจเพราะเข้าใจว่าตนเป็นแพง ก็ทนไม่ไหวร้องไห้โฮออกมา

กันลองตกใจจอดรถข้างทางหันมาปลอบ เพื่อนรำพันว่าตนเป็นคนงี่เง่าเอาแต่ใจมากเลยใช่ไหม กันลองบอกไม่เคยคิดแบบนั้น ตนดีใจเสียอีกที่แพงเผยด้านที่คนอื่นไม่เห็นกับตนคนเดียว ตนพร้อมแชร์ความทุกข์และความสุขกับเธอ ไม่ว่าเธอจะทำอะไรไม่มีเหตุผล ตนก็จะอยู่ใกล้ๆเธอ

“แพงไม่สบายใจเรื่องอะไรคะ พะลองพร้อมจะเข้าใจแพงทุกเรื่องนะ”

“จะเป็นไปได้ไหมคะ ถ้าแพงขอยกเลิกงานโฆษณาของพะลอง แพงยังไม่พร้อม กลัวทำงานของพะลองเสีย”

กันลองตกใจแต่ทำเป็นยิ้มกลบเกลื่อน พอรถจอดหน้าบ้าน เขาก็ถามขึ้นว่าอยากได้คนช่วยซ้อมบทไหม จะได้ไม่ต้องรบกวนใครอีก เพื่อนเห็นหน้าเขายิ้มก็ปฏิเสธไม่ออก

ค่ำนั้นพอรื่นจิตหลับแล้ว กันลองปีนขึ้นห้องแพง เพื่อนเห็นชุดที่เขาใส่เป็นกางเกงขาสั้นลายตลกก็ขำ ผมเขาเปียกกระเซิง จึงเอาผ้าขนหนูมาเช็ดผมให้ ทำให้กันลองบ่นว่าตั้งแต่โตขึ้นมาแพงไม่เคยเช็ดผมให้เขาอีกเลย เพื่อนอึกอักเปลี่ยนเรื่อง ถามเขาโกรธไหมเรื่องพรีเซ็นเตอร์

“ปัญหาเรื่องงานวันนึงมีร้อยแปด คราวนี้พะลองก็ต้องผ่านพ้นมันไปให้ได้เหมือนทุกครั้งแหละค่ะ” เพื่อนขอโทษที่ทำให้ลำบาก กันลองลูบหัวอย่างเอ็นดู “พรีเซ็นเตอร์หาใครมาเป็นก็ได้ แต่พะแพงของพะลองมีคนเดียวนี่นะ”

เพื่อนเขินยื่นบทให้กันลอง พอดีเป็นฉากกุ๊กกิ๊ก เขาจึงนอกบทตลอดจนเพื่อนหมั่นไส้เอาหมอนฟาด กลายเป็นหยอกเย้ากันสนุกสนาน กันลองเคลิ้มดึงเธอเข้ามากอดและหอมแก้ม เพื่อนสะดุ้งขยับออกห่างแล้วขอให้เขากลับได้ กันลองไม่ยื้อกลับแต่โดยดี เพื่อนหน้าเครียดหวั่นใจ

ooooooo

มีเพียงรายการทำอาหารของมิ้งค์ที่เพื่อนทำได้ดีจนทีมงานปรบมือกราว เพื่อนไหว้ขอบคุณทีมงานทุกคน ทวิตตี้ปลื้มปริ่ม พอมิ้งค์จะคุยเรื่องคอนเซปต์ต่อไป เพื่อนแทรกว่าจะไม่ขอทำรายการนี้แล้ว ทั้งทวิตตี้และมิ้งค์ตกใจ คิดว่าแพงเหนื่อยจึงพูดออกมา แต่เพื่อนให้เหตุผลว่า

“หนูรับปากใครคนหนึ่งเอาไว้ค่ะ ไม่อยากให้เขาต้องกังวลอีก จริงๆตัวหนูเองไม่ได้ถนัดพวกงานในครัวเท่าไหร่ด้วยค่ะ”

ทวิตตี้รีบถามว่ากันลองหรือรื่นจิต เพื่อนปัดว่าขอโฟกัสแค่งานแสดงอย่างเดียวจะดีกว่า ว่าแล้วก็ยกมือไหว้ก่อนจะเดินออกไป ทวิตตี้กับมิ้งค์ยืนเงิบ มองหน้ากันงงๆ

เพื่อนมาเยี่ยมแพงที่ยังนอนไม่ได้สติ จับมือแพงรำพัน ทำไมตนต้องยึดติดอยู่กับผลดีเอ็นเออยู่ได้ ทั้งๆที่รู้ว่าเราสองคนแทบจะเหมือนเงาของกันและกัน...เพื่อนคิดถึงที่ผ่านมา ครั้งที่อยู่ด้วยกันในห้องพักโรงแรม ช่วยกันค้นหาเรื่องของฝาแฝด ได้ความว่าทางทฤษฎี หากแฝดยืนหันหน้าเข้าหากัน จะเหมือนเงาสะท้อนในกระจก และก็จริงเพราะแพงถนัดขวาแต่เพื่อนถนัดซ้าย

เพื่อนคิดถึงวันที่แพงแต่งหน้าให้และเราก็ได้เห็นว่าเรามีสิวขึ้นที่เดียวกัน แล้วภาพวันที่เกิดอุบัติเหตุก็ผุดขึ้น แพงเอาตัวเข้าปกป้องเพื่อนตอนรถพุ่งชนตอม่อ...เพื่อนร่ำไห้แทบขาดใจ

ในขณะเดียวกัน กันลองถูกชลลดาต้อนให้จนมุม ว่าเขาไม่อาจหาพรีเซ็นเตอร์มาแทนแพงอาภรณ์ได้ จะกลับไปใช้รูปแบบการโฆษณาแบบเดิม กันลองแย้งในที่ประชุมว่า ทุกคนเห็นแล้วว่ายอดขายไม่กระเตื้องขึ้นตลอดสิบปีที่ผ่านมานี้ ตนขอให้เลื่อนแคมเปญออกไปก่อน ตนเชื่อว่าจะโน้มน้าวแพงให้กลับมาเป็นพรีเซ็นเตอร์ได้ ทุกคนไม่มีใครค้านแต่ก็ไม่กล้าเห็นด้วย

ด้านรื่นจิตมาปรับทุกข์กับมธุรสเรื่องแพงที่ดูแปลกไป ดูเก็บตัวหมางเมิน เหมือนมีอะไรจะพูดแล้วไม่พูด ทั้งที่ก่อนหน้านี้ก็ดูจะสนิทกันขึ้นแล้ว มธุรสพูดออกไปอย่างที่เห็น

“ตั้งแต่แรกมาเธอก็ตั้งกำแพงกับลูกโดยที่เธอไม่รู้ตัว เพราะเธอคิดว่าแพงไม่เอาเธอ เอาแต่พ่อ ของแบบนี้สะสมมาหลายปี มันต้องใช้เวลา...เธอนั่นล่ะสร้างปัญหาแล้วเธออีกนั่นล่ะเป็นคนเดียวที่จะแก้ปัญหาได้ เอาจริงๆเลยนะ เฮียเห็นว่าหนูแพงก็พยายามปรับตัวตลอด ถึงคราวเธอต้องออกโรงบ้าง...ดูแลลูกแล้วก็อย่าลืมดูแลตัวเองด้วย โรคนอนไม่หลับเป็นนานๆก็น่ากลัวนะ”

รื่นจิตพยักหน้ารับ รู้สึกสบายใจขึ้น...ค่ำนั้นพอกลับบ้านมาเจอเพื่อนที่เข้าใจว่าเป็นแพง รื่นจิตจึงขอคุยด้วย เพื่อนทำท่าไม่ค่อยอยากคุยอยากขึ้นห้องนอน ผู้เป็นแม่ถามขึ้นอย่างห่วงใย

“ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล ทำไมแพงดูหงุดหงิดง่าย ทำท่าเหมือนไม่ค่อยอยากคุยกับแม่เลย มีเรื่องกลุ้มใจอะไร หรือยังเจ็บตรงไหนบ้างหรือเปล่าลูก”

เพื่อนตอบว่าแค่เหนื่อย รื่นจิตโล่งอกคิดว่าลูกโกรธ เพื่อนย้อนถามตนมีสิทธิ์โกรธหรือ ผู้เป็นแม่ดึงลูกเข้ามากอดบอกถ้าเหนื่อยก็พัก พร้อมเมื่อไหร่ค่อยกลับไปทำ แม่เชื่อว่าไม่นานแพงจะกลับเป็นเหมือนเดิม เพื่อนดันตัวออกจากอ้อมกอดถาม

“แล้วถ้าหนูไม่กลับไปเป็นแพงคนเดิมล่ะคะ”

“ทำไมคิดอย่างนั้นล่ะ แม่ว่าหนูแค่ต้องการปรับตัว หนูเพิ่งเจอเรื่องร้ายมา ก็ต้องมีเหนื่อยมีท้อเป็นธรรมดา แต่เชื่อเถอะ คนเก่งอย่างแพงล้มไม่นานก็ต้องลุกขึ้นมาได้” เพื่อนน้ำตาซึม รื่นจิตตกใจที่เห็นลูกร้องไห้ รีบถามเป็นอะไร

เพื่อนแสร้งว่าสงสารเพื่อนที่ยังไม่ฟื้น เขาถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ที่สถานเลี้ยงเด็กกำพร้าตั้งแต่เกิด เจ้าของไข้ตอนนี้ก็ไม่ใช่ญาติแท้ๆ...เพื่อนแอบจับปฏิกิริยารื่นจิต เธอแสดงความเห็นใจเท่านั้น เพื่อนเหน็บ คนที่เขาทิ้งลูกตัวเองนี่เขาทำได้อย่างไร รื่นจิตกลับบอกว่าแต่ละคนมีเหตุผล ไม่มีใครตอบแทนได้ เพื่อนยิ่งผิดหวัง ยิ้มอย่างขมขื่นขอตัวกลับไปนอน รื่นจิตไม่เข้าใจอารมณ์ลูกอยู่ดี

ooooooo

โรยบุญหอบรูปนางงาม นางแบบมาให้กันลองเลือกจากคำสั่งของชลลดา กันลองเครียดหาทางทำให้แม่เข้าใจและยอมรับในการเปลี่ยนแปลงโฆษณาแบบเก่าๆให้ได้

เพื่อนพยายามจะเป็นแพงให้ได้ทุกกระเบียดนิ้ว เอามาส์กมาแปะหน้าเพื่อบำรุงอย่างที่แพงทำ ระหว่างรอก็เปิดเพลงร็อกที่ชอบแล้วหยิบรีโมตมาทำเป็นไมโครโฟน ร้องและกระโดดโลดเต้นไปตามจังหวะเพลง...กันลองหอบงานออกมานั่งที่สนาม มองไปเห็นแพงเต้นอยู่ตรงระเบียงก็หัวเราะออกมา แอบปาก้อนหินใส่ให้รู้ว่าตนกำลังปีนข้ามรั้วไปหา

เสียงเพื่อนร้องโอ๊ยเพราะก้อนหินโดนแขน กันลองเขียนข้อความใส่กระดาษชูให้อ่าน ถามเจ็บไหม ทำไมยังไม่นอน เพื่อนหยิบไอแพดมาเขียนตอบด้วยโปรแกรมโกลวดรอว์ตลกๆ สุดท้ายกันลองก็โทร.คุย บอกถ้านอนไม่หลับให้นับแกะ หรือจะให้ตนนับให้เหมือนเมื่อก่อน เพื่อนรู้สึกว่ากันลองกับแพงมีอะไรผูกพันกันเยอะ จึงตัดบทว่าง่วงแล้วขอเข้าไปนอน

เพื่อนล้มตัวลงนอนอยากตะโกนว่าตนไม่ใช่ผู้หญิงของเขา เพื่อนว้าวุ่นใจนอนไม่หลับ เอามือถือมากดโทร.หาเฟยหลันแล้วรีบตัดสายเพราะรู้ว่าถ้าคุยด้วย เธอต้องไม่เข้าใจและให้ตนกลับออสเตรเลียแน่...เฟยหลันตื่นมารับโทรศัพท์พอเห็นเป็นชื่อโฮปก็ดีใจรีบโทร.กลับ แต่ทางนั้นไม่รับสายก็บ่นว่า อย่าให้ถึงวันหยุดนะ จะไปง้างปากโฮปให้พูดว่าเกิดอะไรขึ้น

เพื่อนพยายามท่องบทแต่ไม่เข้าใจความหมายหลายคำ บางคำก็อ่านออกเสียงไม่ถูก เช่นคำว่าเมาหยำเป เธอออกเสียงว่ายำเป๋ ย้ำเป้...ไม่รู้จะถามใครได้ หันมาซ้อมท่ากระโดดตบลูกบอลแทนจนหมดแรงฟุบหลับข้างเตียง รื่นจิตเข้ามาเจอ ประคองลูกขึ้นนอนบนเตียงแล้วจูบที่หน้าผากอย่างรักใคร่ เพื่อนแอบน้ำตาซึมเมื่อรื่นจิตกลับออกไปแล้ว

“หนูผิดตรงไหนคะแม่ ทำไมแม่ไม่รักหนูบ้าง...หนูจะพิสูจน์ให้แม่เห็นเองว่าหนูเป็นลูกสาวแม่ที่ไม่ได้ด้อยไปกว่าแพง”

รุ่งเช้า เพื่อนตื่นมาพยายามทำตัวให้ร่าเริง รื่นจิตทำซุปฟักทองให้ทาน เธอบอกเพื่อนว่า เห็นลูกกินหวานขึ้นแต่ไม่อยากให้อ้วน จึงหาฟักทองหง่อมๆมาทำ เพื่อนฟังแล้วเข้าใจว่า คำว่าหง่อมแปลว่าหวาน พอรู้ว่าแม่ลางานเพื่อดูแลตนก็ดีใจ ชวนแม่ออกไปกินข้าว ร้องคาราโอเกะ

รื่นจิตตามใจลูกทั้งที่ตัวเองเกร็งไม่เคยเที่ยวกับลูกแบบนี้ แต่เพื่อนก็โน้มน้าวจนรื่นจิตร่วมร้องเพลงด้วยอย่างสนุกสนานแม้จะร้องเพี้ยนไปคนละทางสองทาง...จนเหนื่อยหมดแรง เพื่อนบอกรื่นจิตว่า แม่ของแพงยิ้มสวยที่สุดในโลก รื่นจิตรู้สึกอบอุ่นใจ จู่ๆเพื่อนก็ขอให้รื่นจิตเรียกตนว่าหนูแทนชื่อแพง อ้างว่าอยากให้พิเศษกว่าใคร

เสร็จจากร้องคาราโอเกะ รื่นจิตพาแพงมาให้หมอตรวจตามนัด หมอบอกไม่มีอะไรต้องห่วงอีก รื่นจิตคิดอยากแวะเยี่ยมเพื่อนของแพง เพื่อนหน้าเสียแต่ไม่รู้จะขัดอย่างไร โชคดีที่แพงนอนหันหลังให้ แม่จึงไม่เห็นหน้า พยาบาลเอาซองของมีค่าของแพงให้เพื่อนเพราะเห็นว่าเป็นเจ้าของไข้โดยที่รื่นจิตไม่ทันเห็น

บ่ายวันเดียวกัน กันลองสรุปกับชลลดาว่า จะไม่เลือกนางแบบที่แม่คัดมาให้เลือก โดยให้เหตุผลว่า ทั้งหมดเป็นนางแบบเซ็กซี่ที่รู้จักในหมู่ผู้ชายเท่านั้น แต่เป้าหมายของยาสตรีไก่ฟ้าสูตรใหม่นี้ คือสาวแรกรุ่นไปจนสาวใหญ่ แล้วใช้พรีเซ็นเตอร์ที่ผู้หญิงไม่รู้จักจะเปรี้ยงได้อย่างไร ชลลดาทึ่งในความเห็นของลูก แต่ทำนิ่งวางฟอร์ม

เย็นวันนั้นเพื่อนกับรื่นจิตกลับถึงบ้านพร้อมกับกันลอง เขาเข้ามาทักทาย พอรู้ว่าแพงไปหาหมอก็บ่นว่าคราวหลังให้ตนพาไปก็ได้ จะได้ไม่รบกวนเวลารื่นจิต... รื่นจิตสวน ลูกสาวตน ตนพาไปเองได้ กันลองจ๋อย ชลลดาเดินเข้ามาข่มกลับทันที

“ดีนะคะเนี่ยที่ลูกสาวคุณมาเสียคำพูดบอกยกเลิกสัญญากับไก่ฟ้า ไม่อย่างนั้นเราคงจะได้พรีเซ็นเตอร์ที่ไม่ค่อยสมประกอบเท่าไหร่ เพราะต้องเข้าออกโรงพยาบาลเป็นว่าเล่น”

“ลูกสาวฉันไปตกลงเป็นพรีเซ็นเตอร์ให้คุณตอนไหน”

เดือนประดับดาว

ละครแนะนำ

ข่าวละครวันนี้ดูทั้งหมด