ศาลฎีกามีคำพิพากษาให้ 3 แกนนำคนสำคัญของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) หรือกลุ่มคนเสื้อแดง คือนายจตุพร พรหมพันธ์ นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ และนายอริสมันต์ พงษ์เรืองรอง ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายให้แก่โจทย์ 19.34 ล้านบาท พร้อมด้วยดอกเบี้ยรวมเป็นประมาณคนละ 10 ล้านบาทเป็นค่าเสียหายที่เกิดขึ้นจากการที่อาคารร้านค้าถูกเผาได้รับความเสียหาย ในช่วงสุดท้ายของการชุมนุมกลุ่มคนเสื้อแดงที่สี่แยกราชประสงค์ เมื่อปี 2553 เพื่อขับไล่รัฐบาลอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ คำพิพากษาระบุว่า คำปราศรัยของ 3 จำเลย เป็นการยุยงส่งเสริมให้กลุ่มผู้ชุมนุม ร่วมกันเผาอาคารและทรัพย์สินเสียหายเป็นอีกคดีหนึ่งที่เกี่ยวกับการชุมนุมแบบยืดเยื้อยาวนานและมักจะนำไปสู่ความรุนแรงของกลุ่มการเมืองสีเสื้อต่างๆ ทั้งกลุ่มเสื้อเหลืองและเสื้อแดง เมื่อเร็วๆนี้ศาลชั้นต้นยกฟ้องแกนนำกลุ่ม นปช.หลายคน ที่ถูกฟ้องในข้อหาก่อการร้าย เป็นคดีอาญา อันสืบเนื่องมาจากการชุมนุมที่สี่แยกราชประสงค์เช่นกัน แต่ไม่รอดในคดีแพ่งแกนนำกลุ่มพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย หรือกลุ่มคนเสื้อเหลืองก็ถูกฟ้องร้องดำเนินคดี ทั้งคดีอาญาและคดีแพ่ง จากการชุมนุมทางการเมือง รวมทั้งยึดทำเนียบรัฐบาล บุกสนามบินดอนเมืองและสุวรรณภูมิ แกนนำถูกพิพากษาให้ชดใช้ค่าเสียหายรวมแล้วหลายร้อยล้านบาท ไม่ทราบว่าคดียุติหรือยังนับเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับทุกฝ่าย แกนนำการเมืองชอบจัดชุมนุมแบบยืดเยื้อยาวนาน ปิดสถานที่สำคัญๆ ปิดกรุงเทพฯ บางฝ่ายถือคติอันตราย จะต้องให้เกิดความรุนแรงและมีการตาย จึงจะได้รับความสนใจจากผู้มีอำนาจ บางพรรคยึดหลักการต่อสู้ ตามหลักแก้ว 3 ประการ คือ พรรค แนวร่วม และกองกำลังติดอาวุธอ้างว่าเป็นการต่อสู้เพื่อประชาธิปไตย แต่จัดการชุมนุมที่ขัดหลักการประชาธิปไตย ไม่ใช่การชุมนุมโดยสงบและปราศจากอาวุธตามรัฐธรรมนูญ แม้จะประสบชัยชนะและได้มาซึ่งอำนาจ แต่เป็นการได้มาด้วยความรุนแรงไม่ต่างจากการยึดอำนาจด้วยรถถัง และบางครั้งอาจเป็นการได้มาซึ่งอำนาจบนซากศพของประชาชนผู้ที่ได้รับความเสียหาย และอาจต้องจ่ายค่าชดเชย ไม่ใช่มีแค่แกนนำของกลุ่มการเมือง ประเทศชาติและประชาชนโดยรวมก็ได้รับความเสียหาย การชุมนุมที่ยืดเยื้อและรุนแรง กลายเป็นข้ออ้างในการยึดอำนาจและทำลายประชาธิปไตยอย่างน้อย 2 ครั้ง เมื่อปี 2549 และ 2557 อ้างว่าสู้เพื่อประชาธิปไตย กลับได้เผด็จการเต็มใบ.