ผมเปิดดูเอ็มวีเพลงดัง “ประเทศกูมี” ของศิลปินกลุ่ม Rap Against Dictatorship เช้าวันเสาร์พบว่า มีผู้เข้าชมแล้วกว่า 5.44 ล้านวิว เพิ่มขึ้นกว่า 2 ล้านวิวจากวันศุกร์ที่เป็นข่าว มีทั้งคนเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย ก็เป็น เพลงแร็ปการเมืองเพลงแรก ที่ออกมาในช่วงที่ไทยกำลังจะมีเลือกตั้งเป็นครั้งแรกในรอบ 5 ปี หลังการปฏิวัติ คสช.เนื้อเพลงก็ต่อต้านเผด็จการตามชื่อกลุ่มศิลปิน สะท้อนถึงความอึดอัด ความไม่โปร่งใสที่เกิดขึ้นในรัฐบาล คสช. แต่ภาพประกอบที่นำเอาเหตุการณ์รุนแรงสมัย 14 ตุลาคมมาเรียกอารมณ์ผู้ชมนั้น ผมคิดว่ารุนแรงเกินไป ตัดออกไปได้ก็จะดีเพลงที่สะท้อนการเมืองอย่าง “ประเทศกูมี” ไม่ใช่มีในประเทศไทยประเทศเดียวใน สหรัฐอเมริกา ยุคประธานาธิบดีทรัมป์ ก็มี เพลงแร็ปการเมือง ออกมาเหมือนกันและได้รับความนิยมอย่างรวดเร็วคือ เพลง This is America ของกลุ่มศิลปิน Childish Gambino ที่สะท้อนถึงความน้อยเนื้อต่ำใจของคนผิวสีในอเมริกา ที่ไม่ได้รับความเป็นธรรม ภาพประกอบก็มีความรุนแรงอย่างมาก เช่น การสังหารหมู่ในสังคมอเมริกาแน่นอนว่า เพลงทางการเมือง ย่อมมีเป้าหมาย ปลุกให้คนในสังคมเกิดความตื่นตัวทางการเมือง เพลงประเทศกูมีก็เช่นเดียวกัน กลุ่ม Rap Against Dictatorship ให้สัมภาษณ์ว่า คนที่ฟังเพลงประเทศกูมีแล้ว คอมเมนต์หรือแชร์ เราก็คิดว่ามันคือการตื่นตัวแล้ว บางคนที่ออกมาด่าเราที่ทำเพลงนี้ออกมา เราก็ถือว่าเขาตื่นตัวทางการเมืองแล้ว เพราะอย่างน้อยเขาก็ลุกขึ้นมาแสดงความเห็นเกี่ยวกับเรื่องนี้ นี่คือการเคลื่อนไหวทางความคิดในยุคนี้ผมเขียนไปก่อนหน้านี้ว่า การเลือกตั้งครั้งแรกในรอบ 5 ปี วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2562 จะเป็นครั้งแรกของ “คนรุ่นใหม่” ที่มี อายุ 18–25 ปี ได้เลือกตั้งเป็นครั้งแรกในชีวิตถึง 7 ล้านคน ถ้าคิดคะแนนเฉลี่ย 70,000 คะแนน ต่อ ส.ส. 1 คน อย่างที่สมาชิกพรรคเพื่อไทยคำนวณเมื่อสัปดาห์ที่แล้ว คนหนุ่มรุ่นใหม่ 7 ล้านคน จะมีโอกาสเลือก ส.ส.ได้ถึง 100 คนเลยทีเดียว ถือเป็นพลังทางการเมืองสดใหม่ที่มีพลังไม่แพ้คนรุ่นเก่า คนรุ่นเหล่านี้ยังไม่มีความรู้ปูมหลังทางการเมืองมากนัก บทเพลงการเมืองที่เร้าใจ อาจเปลี่ยนคะแนนเสียงของคนรุ่นใหม่เหล่านี้ได้อย่างมากผมเชื่อว่าจากนี้ไป “เพลงการเมือง” อาจจะมีออกมาอีกหลายเพลงทั้งจาก ฝ่ายรัฐบาล และ ฝ่ายตรงข้ามรัฐบาล เช่นเดียวกับ “บทเพลงเพื่อชีวิต” ในสมัย 14 ตุลาคมการตื่นตัวตื่นรู้ ของ ประชาชนทุกระดับ เป็นเรื่องดีสำหรับ ประชาธิปไตย จะได้เลือกคนและพรรคการเมืองที่ดีที่สุดเท่าที่มี เพื่อให้ประเทศมีโอกาสพัฒนามากขึ้น จะได้ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคมทุกด้าน ที่กำลังถ่างกว้างขึ้นทุกวัน โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “การศึกษา” ที่เด็กไทยกำลังโง่ลงไปทุกวันด้วย “ข้อสอบปรนัยแบบหลายตัวเลือก” โดยใช้ “ตัวหลอก” ที่ เป็นผลร้ายต่อความจำของเด็กในระยะยาว วันหลังจะเล่าให้ฟังเขียนถึงเพลงการเมืองแล้ว ผมก็คิดถึงเพลง Imagine หรือ “จินตนาการ” ของ จอห์น เลนนอน แห่งวง เดอะ บิทเทิลส์ ขึ้นมาทันที ผมเพิ่งไปถ่ายรูปกับโปสเตอร์เพลงนี้ในงาน mipcom ที่เมืองคานส์มาเมื่อสองสัปดาห์ก่อน ยังหลงใหลในสิ่งที่ จอห์น เลนนอน จิตนาการ เลยขอนำเนื้อเพลงที่มีการแปลเป็นไทยแล้วมาถ่ายทอดให้อ่านกันอีกครั้ง“จินตนาการไปว่าไม่มีสรวงสวรรค์ มันง่ายนะหากพวกเธอพยายาม เบื้องล่างเรานั้นไม่มีขุมนรก เบื้องบนเราก็มีเพียงท้องฟ้า จิตนาการไปว่าทุกคนอยู่เพื่อวันนี้,จิตนาการไปว่าไม่มีประเทศ ซึ่งไม่ยากเลยที่จะทำ ไม่มีสิ่งใดให้กำจัดหรืออุทิศชีวิตให้ และไร้ซึ่งศาสนามากั้นกลาง จิตนาการไปว่าทุกคนอยู่เพื่อสันติสุขเธออาจหาว่าฉันเพ้อฝัน แต่ฉันไม่ได้เป็นแค่คนเดียวหรอก ฉันหวังว่าสักวันเธอจะมาร่วมฝันด้วยกัน แล้วโลกใบนี้จะรวมเป็นหนึ่งเดียว,จินตนาการไปว่าไร้ซึ่งการครอบครอง ฉันต้องประหลาดใจว่าเธอทำได้ไหม ไม่จำเป็นต้องมีใจโลภ อยู่กันฉันพี่น้อง จินตนาการว่าทุกคน ร่วมแบ่งปันโลกใบนี้เธออาจหาว่าฉันเพ้อฝัน แต่ฉันไม่ได้เป็นแค่คนเดียวหรอก ฉันหวังว่าสักวันเธอจะมาร่วมฝันด้วยกัน แล้วโลกใบนี้จะรวมเป็นหนึ่งเดียว”ถ้าการเมืองไทยเป็นอย่างนี้ ประเทศไทยจะมีแต่สันติสุขไปชั่วนิรันดร์.“ลม เปลี่ยนทิศ”