แม้รัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา จะแสดงน้ำใจไมตรี ยกโครงการรถไฟความเร็วสูงสายเหนือ กรุงเทพฯ–พิษณุโลก– เชียงใหม่ วงเงินลงทุน 400,000 ล้านบาท ให้กับบริษัทญี่ปุ่นโดยไม่ต้องประมูล หวังให้ญี่ปุ่นลงทุนเอารถไฟหัวกระสุนชินคันเซน มาวิ่งในเมืองไทย แต่รัฐบาลญี่ปุ่นก็เซย์โนปฏิเสธมาตลอด เพราะผลการศึกษาพบว่า ไม่คุ้มค่าการลงทุน แม้ว่าโครงการจะเสร็จในอีก 5–6 ปีข้างหน้า ก็ตามช่วง กรุงเทพฯ–พิษณุโลก ผลการศึกษาพบว่าเมื่อสร้างเสร็จในอีก 5-6 ปีข้างหน้า จะมีผู้โดยสารเพียงวันละ 10,000 คน แต่ จุดคุ้มทุน อยู่ที่ วันละ 30,000 คน ถ้าจะ ให้มีกำไร ต้องมีผู้โดยสาร วันละ 40,000–50,000 คนล่าสุดวันที่ 18–20 ตุลาคมที่ผ่านมา คุณอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีคมนาคม ยกคณะไปเจรจากับ นายเคอิชิ อิชิอิ รัฐมนตรีกระทรวงที่ดิน โครงสร้างพื้นฐาน การขนส่ง และการท่องเที่ยวญี่ปุ่น ที่ กรุงโตเกียวอีกครั้ง แต่ก็ถูกญี่ปุ่นปฏิเสธอีก คุณชัยวัฒน์ ทองคำคูณปลัดกระทรวงคมนาคม ที่ไปกับคณะเปิดเผยว่า ยังคงไม่ได้ข้อสรุปเรื่องการร่วมทุนแต่ข่าวว่า ฝ่ายไทยได้ยื่นข้อเสนอไปหลายรูปแบบ เพื่อชักชวนให้ญี่ปุ่นเข้ามาลงทุน แต่ ญี่ปุ่น ปฏิเสธว่า โครงการดังกล่าวเป็นสมบัติของประเทศชาติ รัฐบาลไทยควรต้องลงทุนเองทั้งหมด พร้อมทั้งยืนยันว่า ญี่ปุ่นจะไม่เข้าไปร่วมลงทุนในโครงการนี้ ไม่ว่าจะเป็น งานก่อสร้าง งานวางระบบ การจัดซื้อขบวนรถ และ การซ่อมบำรุง ปฏิเสธไม่เหลือใย ตอกย้ำผลการศึกษาว่า ไม่คุ้มค่าการลงทุนจริงๆ แม้แต่ร่วมลงทุนญี่ปุ่นก็ยังไม่เอาด้วยก็คงเหมือน รถไฟความเร็วสูงไทย–จีน ช่วง กรุงเทพฯ–นครราชสีมา วงเงินลงทุน 179,000 ล้านบาท ที่รัฐบาลไทยต้องลงทุนเองทั้งหมด แต่จีนได้ค่าออกแบบ ค่าคุมงาน ขายระบบเดินรถ ขายขบวนรถ จีนจึงร่วมทุนกับไทยในส่วนของระบบเดินรถและขบวนรถ ถ้าลงทุนทั้งสายจาก กรุงเทพฯ–โคราช–หนองคาย ต้องใช้เงินลงทุน มากกว่า 400,000 ล้านบาท แน่นอน เมื่อรวม รถไฟความเร็วสูงเชื่อม 3 สนามบิน อีก 220,000 ล้านบาท อย่างตํ่า รถไฟความเร็วสูง 3 สาย ต้องใช้เงินลงทุน มากกว่า 1 ล้านล้านบาทท่านผู้อ่านเจ้าของเงินภาษีทราบไหมว่า เงินลงทุนรถไฟความเร็วสูง 3 สาย กว่า 1 ล้านล้านบาท แม้จะเป็นเงินของรัฐบาล แต่เวลาลงบัญชี รัฐบาลต้องนำเงินลงทุนทั้งหมดไปลงในบัญชีของ “การรถไฟแห่งประเทศไทย” ซึ่งขาดทุนบักโกรกอยู่แล้ว ต้องรับภาระหนี้เพิ่มขึ้นอีกกว่า 1 ล้านล้านบาท ยังไม่รวมเงินลงทุนใน รถไฟทางคู่ อีกไม่รู้กี่แสนล้านบาท อาจจะถึง 1 ล้านล้านบาท ก็เป็นไปได้เรื่องมหัศจรรย์เหลือเชื่อที่เกิดขึ้นได้ใน Thailand Only ซึ่งผมไม่รู้ว่า พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี รู้เรื่องหรือยังก็คือ การรถไฟฯ เพิ่งจะ ปิดงบการเงินปี 2556 ไปเมื่อสองเดือนที่แล้วนี้เอง แต่ไม่มีใครเซ็นรับรองงบ โดย มียอดขาดทุนสะสม 150,000 ล้านบาท ถ้ารวมหนี้รถไฟความเร็วสูง 3 สายอีกกว่า 1 ล้านล้านบาท รถไฟทางคู่อีกราว 1 ล้านล้านบาทเข้าไปด้วย รฟท.จะเอาเงินที่ไหนไปใช้หนี้และจ่ายดอกเบี้ยงานนี้ กิเนสส์บุ๊ก อาจต้องบันทึกให้ รฟท. เป็น รัฐวิสาหกิจเดียวในโลก ที่สามารถ ปิดงบการเงินย้อนหลัง 5 ปีได้ ยังไม่นับ งบการเงินปี 2557, 2558, 2559, 2560 ที่ยังไม่มีการปิดงบอีกนะเนี่ย Thailand Only จริงๆผมไม่รู้ว่า หนี้รถไฟก้อนโต ลูกหลานไทยต้องใช้หนี้ไปอีกกี่สิบปีหรือร้อยปี หยุดสร้างหนี้ที่ไม่จำเป็น ได้แล้ว รถไฟความเร็วสูง 250 กม. ยังไม่จำเป็นสำหรับประเทศไทย รถไฟทางคู่สำคัญกว่า เช่น กรุงเทพฯ–เชียงใหม่ ถ้ามีรถไฟทางคู่ ก็ลดเวลาเดินทางลงได้ครึ่งหนึ่งทันที ประชาชนตามเส้นทางก็ได้ใช้ประโยชน์ อย่าดันทุรังเลยครับ ขนาดเศรษฐีญี่ปุ่นเขายังเสียดายเงิน เห็นชัดว่าขาดทุน ไม่ต้องประมูลเขายังไม่เอาเลย.“ลม เปลี่ยนทิศ”